เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางครั้งเราถึงหงุดหงิดหรือเผลอเหวี่ยงใส่คนอื่นง่ายๆ เพียงเพราะถูกกระตุ้นมากเกินไป นี่คือปัญหาสุดคลาสสิกของคนยุคนี้ที่ใครๆ ก็เคยเจอ โดยเฉพาะคนไทยในสังคมเมืองที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ วุ่นวาย และผูกติดอยู่กับโลกดิจิทัลแทบตลอดเวลา ล่าสุด HuffPost ได้จุดประเด็นที่กลายเป็นไวรัล เมื่อผู้คนมากมายต่างเข้ามาแชร์ประสบการณ์ตรงกันว่า พวกเขามักจะหัวเสียหรืออารมณ์ขึ้นได้ง่ายๆ เวลาที่สมองและประสาทสัมผัสถูกถาโถมด้วยข้อมูล ความวุ่นวาย หรือเสียงดังมากเกินไป

ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจในบริบทของสังคมไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการประดังประเดของสิ่งเร้า ไม่ว่าจะเป็นเสียงแตรรถบนถนน ผู้คนที่เบียดเสียดบนรถไฟฟ้า ไปจนถึงเสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนที่ไม่เคยหยุดพัก งานวิจัยชี้ว่าความรู้สึก “หัวร้อน” เมื่อถูกกระตุ้นหนักๆ นั้นเป็นกระบวนการทางสรีรวิทยา ไม่ใช่ความบกพร่องทางนิสัย ผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์กับ HuffPost อย่างนักจิตบำบัดจากเท็กซัสและนักบำบัดครอบครัวจากแคลิฟอร์เนีย อธิบายว่าภาวะถูกกระตุ้นมากเกินไป (overstimulation) เกิดขึ้นเมื่อประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเราถูกใช้งานอย่างหนักและต่อเนื่อง จนส่งผลให้สมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งควบคุมการคิดและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล แทบจะ ‘ปิดสวิตช์’ การทำงานชั่วคราว ผลก็คือ การใช้เหตุผลจะถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณดิบและการตอบสนองแบบฉับพลัน ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะเหวี่ยงวีนหรือระเบิดอารมณ์ออกมาได้ง่ายขึ้น

ในทางสรีรวิทยา ร่างกายจะเข้าสู่โหมด ‘สู้-หนี-หรือนิ่ง’ (fight, flight, or freeze) โดยอัตโนมัติ แม้ว่าสิ่งเร้านั้นจะไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิตก็ตาม ความเครียดในแต่ละวันค่อยๆ สะสมจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงานสาย หาของไม่เจอ หรือปัญหารถติด เมื่อความเครียดสะสมจนถึงขีดสุด แค่มีเรื่องกวนใจเพียงนิดเดียวก็อาจเป็นชนวนให้เราตอบสนองรุนแรงเกินเบอร์ได้ ปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกในยุคดิจิทัล ดังที่ผู้เชี่ยวชาญจากเท็กซัสชี้ว่า เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ อีเมล และโซเชียลมีเดียที่ดังไม่หยุดหย่อน ได้สร้างสภาวะแวดล้อมที่พร้อมจะทำให้ประสาทสัมผัสของเราทำงานหนักเกินพิกัดอยู่เสมอ

เทคโนโลยีจึงเปรียบเสมือนดาบสองคม ในด้านหนึ่งมันช่วยให้คนไทยเชื่อมต่อถึงกันและรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้ทันท่วงที ซึ่งจำเป็นต่อทั้งธุรกิจและการรักษาความสัมพันธ์ (จะเห็นได้ว่ากลุ่มแชตใน Line และ Facebook Messenger กลายเป็นช่องทางสื่อสารหลักของไทย) แต่อีกด้านหนึ่ง เครื่องมือเหล่านี้ก็คอยระดมยิงสมองของเราด้วยความเครียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่หยุดหย่อน นักบำบัดชี้ว่า หากเทียบกับเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนที่การนั่งรออะไรเงียบๆ ถือเป็นเรื่องปกติ สังคมปัจจุบันกลับแทบไม่มีช่องว่างให้เราได้ ‘ออฟไลน์’ จากโลกภายนอกอย่างแท้จริง ทำให้ภาวะถูกกระตุ้นมากเกินไปกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

การรับมือกับภาวะนี้จึงเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง นักบำบัดจากแคลิฟอร์เนียแนะนำเทคนิคง่ายๆ แต่ได้ผลชะงัดเพื่อช่วยควบคุมอารมณ์ เช่น หายใจเข้าทางจมูกให้ลึก แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากให้ยาวกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยส่งสัญญาณบอกสมองและร่างกายว่าสถานการณ์ไม่ได้อันตราย และทำให้ระบบประสาทสงบลงได้ การฝึกสติอย่างการลองมองหาสิ่งของรอบตัวที่เป็นสีเดียวกัน 3 อย่าง ก็ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจออกจากตัวกระตุ้นความเครียดได้ดี ที่สำคัญ การสร้างกิจวัตรประจำวันที่ส่งเสริมความสงบ เช่น การให้เวลาตัวเองอยู่เงียบๆ สักครู่ในตอนเช้า จำกัดการหยิบมือถือมาไถทันทีหลังตื่นนอน หรือตั้งเวลาเตือนให้ตัวเองเช็กความต้องการของร่างกาย (ดื่มน้ำ ขยับตัว หรือพักสายตา) จะเป็นเหมือนเกราะป้องกันใจจากภาวะข้อมูลท่วมหัวได้

เรื่องนี้บอกอะไรกับประเทศไทย? ในบริบทของสังคมเมืองไทยที่ชีวิตอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมและสิ่งเร้าไม่หยุดหย่อน งานวิจัยนี้ยิ่งมีความหมายเป็นพิเศษ ความหนาแน่นของประชากรยิ่งเพิ่มความเครียดจากฝูงชน ขณะที่ภูมิทัศน์ดิจิทัลที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วก็บีบให้ทุกคนไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องอยู่ในโหมด ‘พร้อมใช้’ ตลอดเวลา นอกจากนี้ ค่านิยมเรื่องการรักษาหน้าตาและความสัมพันธ์อาจทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะการจะแสดงออกหรือยอมรับว่าตัวเองกำลังรู้สึก ‘ท่วมท้น’ อาจเป็นเรื่องยาก การเข้าใจว่านี่เป็นปฏิกิริยาของร่างกายจึงสำคัญมาก เพราะช่วยลดการตัดสินอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในไทย เช่น จิตแพทย์ตามโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ สังเกตว่ามีผู้เข้ารับคำปรึกษาเรื่องความเครียดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และชี้ว่าภาวะข้อมูลข่าวสารท่วมท้นจากโลกดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญ แม้ว่าการปฏิบัติแบบไทยดั้งเดิมอย่างการทำสมาธิและการเจริญสติจะสอดคล้องกับคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญสากล แต่ความท้าทายคือการนำสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ ไม่ใช่แค่เก็บไว้ทำเฉพาะตอนไปวัดหรือเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมเป็นครั้งคราว

ในอดีต ประเพณีทางพุทธศาสนาของไทยได้ส่งเสริมการฝึกฝนเพื่อสร้างความสงบและการรู้เท่าทันปัจจุบันขณะ ซึ่งถือเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ดีในการรับมือกับภาวะถูกกระตุ้นมากเกินไปในยุคใหม่ ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นี้ก็สอดคล้องกับคำสอนดังกล่าวอย่างน่าทึ่ง เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมประสาทวิทยาสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่การนำมาปรับใช้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ตลอดเวลายังคงเป็นเรื่องท้าทาย

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าการจัดการกับภาวะถูกกระตุ้นมากเกินไปจะเป็นโจทย์ใหญ่ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะเมื่ออุปกรณ์อัจฉริยะ จอโฆษณาดิจิทัล และการขยายตัวของเมืองยิ่งเพิ่มสิ่งเร้ามากขึ้นทุกวัน จึงอาจเป็นโอกาสในการผลักดันให้เกิดการรณรงค์ด้านสุขภาพจิตในวงกว้าง เพื่อสร้างความเข้าใจว่าปฏิกิริยาทางอารมณ์ต่อภาวะนี้เป็นเรื่องปกติ พร้อมส่งเสริมวิธีการดูแลตัวเองทั้งแบบดั้งเดิมและแบบที่วิทยาศาสตร์รับรอง ทั้งโรงเรียนและที่ทำงานสามารถมีบทบาทสำคัญในการสอนทักษะการเจริญสติและการจัดการความเครียดตั้งแต่อายุยังน้อย ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านดิจิทัลที่เน้นถึงผลกระทบต่อสุขภาพจิตจากการใช้เทคโนโลยี

แล้วเราจะรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างไร? แค่เริ่มต้นจากขั้นตอนเล็กๆ ที่ทำได้จริงก็สร้างความแตกต่างได้แล้ว เช่น กำหนดขอบเขตการใช้โทรศัพท์ให้ชัดเจน สร้างช่วงเวลาสงบๆ ให้ตัวเองในแต่ละวัน และฝึกสติสั้นๆ แม้ในขณะเดินทาง การรู้เท่าทันว่าเมื่อไหร่ที่เราใกล้จะถึงขีดจำกัดของตัวเอง จะช่วยให้เราจัดการได้ทันท่วงทีก่อนที่อาการ ‘ปรี๊ดแตก’ จะมาเยือน จำไว้ว่าอาการหัวร้อนไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าคุณเป็นคนนิสัยไม่ดี แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าสมองของคุณกำลังโอเวอร์โหลด การฝึกหายใจลึกๆ การขอบคุณสิ่งเล็กๆ น้อยๆ และการสำรวจอารมณ์ตัวเองเป็นประจำ จะช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับคนรอบข้างและกับตัวเองได้ในระยะยาว การมีเมตตาต่อตนเอง (self-compassion) ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับแก่นของวัฒนธรรมพุทธ จะช่วยตัดวงจรของความรู้สึกผิดและปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรงลงได้

สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่โรงพยาบาลหรือศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมสุขภาพจิต: dmh.go.th) สำหรับผู้ที่อยู่ในสถานศึกษา ครูและอาจารย์ที่ปรึกษาสามารถช่วยแนะนำนักเรียนนักศึกษาให้รู้จักและจัดการกับภาวะนี้ได้ โดยเฉพาะในช่วงสอบหรือช่วงกิจกรรมที่วุ่นวาย

ท้ายที่สุด ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาและขยายความเป็นเมืองอย่างไม่หยุดยั้ง การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้สังคมสามารถรับมือกับภาวะถูกกระตุ้นมากเกินไปจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพื่อสุขภาพจิตของแต่ละคน แต่เพื่อความสงบสุขของสังคมโดยรวม