กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เชี่ยวกรากไปทั่วทุกวงการ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกการทำงาน รวมถึงในประเทศไทย ข่าวการเลิกจ้างในแวดวงเทคโนโลยีและตลาดแรงงานที่พลิกโฉมไปอย่างรวดเร็ว ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ใช่แค่กำลังจะเปลี่ยนอนาคต แต่กำลังเร่งวันเวลาให้มาถึงเร็วขึ้น ในขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างอ้างว่า AI เป็นทั้งเหตุผลในการปลดพนักงานและเป็นพลังขับเคลื่อนโอกาสใหม่ๆ คำถามสำคัญจึงดังขึ้นในใจคนไทยทุกคน: ในยุคนี้ AI จะมาแย่งงานเรา หรือจะมาช่วยส่งเสริมให้เราก้าวหน้า?
เรื่องราวจากแวดวงเทคโนโลยีทั่วโลกฉายภาพความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้อย่างชัดเจน เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2025 พนักงานหญิงของ Google ที่ทำงานมานับสิบปี ถูกเลิกจ้างระหว่างที่เธอกำลังลาคลอด สะท้อนความกังวลที่คุกรุ่นในหมู่คนทำงานสายเทคฯ เมื่อประสิทธิภาพของ AI กำลังสั่นคลอนตำแหน่งงานที่เคยดูมั่นคง (MSN) ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ประกาศเลิกจ้างพนักงานระลอกใหญ่ โดยเฉพาะฝ่ายขาย เพื่อโยกงบไปทุ่มกับการลงทุนด้าน AI (Daily Mail) และแค่ไตรมาสแรกของปี 2025 ตำแหน่งงานสายเทคฯ ทั่วโลกก็หายไปแล้วกว่า 22,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นแนวโน้มต่อเนื่องจากปี 2024 ที่มีตำแหน่งงานถูกตัดไปถึง 150,000 ตำแหน่งจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ (TechCrunch)
ทำไมคลื่นสึนามิลูกนี้ถึงซัดเข้ามาในตอนนี้? CEO ของ Amazon อธิบายว่า AI กำลังจะเข้ามาพลิกโฉมแทบทุกวงการ โดย “เอเจนต์ AI” จะเข้ามาทำงานต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ค้นข้อมูลบนเว็บ เขียนโค้ด ไปจนถึงแปลภาษาและตรวจจับความผิดปกติ เมื่อเอเจนต์เหล่านี้แพร่หลายขึ้น งานหลายตำแหน่งในปัจจุบันก็จะกลายเป็นสิ่งซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะเปิดตลาดให้กับตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทางขึ้นมาแทน (GovTech) “เราจะต้องการคนทำงานในบางตำแหน่งน้อยลง… แต่จะต้องการคนในงานประเภทอื่นมากขึ้น” เขาอธิบายในบันทึกภายในที่ถูกนำมาเผยแพร่ในสื่อของสหรัฐฯ
เทรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกตะวันตก ที่ประเทศจีน อวตาร AI คู่หนึ่งสามารถทำรายได้จากการไลฟ์สดเพียงครั้งเดียวได้มากกว่า 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้ารายได้ของพิธีกรที่เป็นมนุษย์ ถือเป็นสัญญาณว่า “อินฟลูเอนเซอร์ดิจิทัล” อาจทำงานได้ดีกว่ามนุษย์จริงๆ ในโลกของความบันเทิงและอีคอมเมิร์ซ (CNBC)
แต่ท่ามกลางพาดหัวข่าวที่เน้นเรื่องการเลิกจ้างและตำแหน่งงานที่หายไป งานวิจัยหลายชิ้นในช่วงหลังกลับฉายให้เห็นอีกด้านที่เต็มไปด้วยความหวัง เพราะแทนที่จะทำลายล้างตำแหน่งงานเพียงอย่างเดียว AI กลับกำลังสร้างโอกาสใหม่ๆ ที่ต้องการทักษะแห่งอนาคตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) คาดการณ์ว่าภายในปี 2025 ความก้าวหน้าของ AI จะสร้างงานใหม่มากกว่าจำนวนงานที่ถูกแทนที่ โดยคาดว่าจะเกิดตำแหน่งงานใหม่ถึง 97 ล้านตำแหน่ง โดยเฉพาะในสาขาหุ่นยนต์ การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ โลจิสติกส์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Edison & Black) รายงานล่าสุดของ McKinsey ฉบับปรับปรุงปี 2024 ก็สะท้อนมุมมองนี้เช่นกัน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการปรับทักษะ (reskilling) และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับคนทำงานสายเทคโนโลยีทั่วโลก (McKinsey)
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงระดับโลกเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรง ในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยจึงกำลังอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่างความเสี่ยงที่จะถูกเทคโนโลยีแทนที่ กับโอกาสที่อาจหลุดลอยไปหากปรับตัวไม่ทัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี นักการศึกษา และผู้วางนโยบายของไทยต้องเคลื่อนไหวอย่างเร่งด่วน เพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานไทยจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในบทสัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เน้นย้ำหลายครั้งถึงความจำเป็นในการผนวกทักษะด้าน AI เข้าไปในหลักสูตรการศึกษา และการสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับหลักสูตรยกระดับทักษะให้แก่คนทำงานวัยกลางคนในอุตสาหกรรมไอที การผลิต และบริการ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “AI จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมไม่เพียงแค่กลุ่มธุรกิจในเมืองหลวง แต่ยังรวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และแรงงานในชนบท ซึ่งระบบอัตโนมัติสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการเกษตร โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวได้”
ในเมื่อความสามารถในการแข่งขันของไทยขึ้นอยู่กับทั้งแรงงานราคาไม่แพงและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน การเติมเต็มช่องว่างทางทักษะ โดยเฉพาะด้านการจัดการข้อมูล การกำกับดูแลระบบ AI และการกลั่นกรองเนื้อหาดิจิทัล คือสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญชาวไทยสามารถ “โต้คลื่น AI” ได้ แทนที่จะถูกคลื่นซัดหายไป แม้แผนแม่บทเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาลจะตั้งเป้าหมายที่ท้าทายสำหรับการศึกษาด้านสะเต็ม (STEM) และการผลิตอัจฉริยะทั่วประเทศ แต่ผลการศึกษาภาคสนามล่าสุดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กลับชี้ว่า เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากยังไม่ตระหนักว่า AI จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมของตนอย่างไร (TDRI) ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้เกิดความร่วมมืออย่างเร่งด่วนระหว่างมหาวิทยาลัย วิทยาลัยเทคนิค และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรดิจิทัลและโครงการฝึกงานที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่
ในมิติเชิงวัฒนธรรม ประเด็นนี้ก็ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งเช่นกัน แม้วัฒนธรรม “เส้นสาย” จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความก้าวหน้าในองค์กรไทย แต่เมื่อระบบ AI เข้ามามีบทบาทในการคัดเลือกพนักงานและประเมินผลงานมากขึ้น ความสัมพันธ์ส่วนตัวอาจมีความสำคัญลดลงเมื่อเทียบกับความสามารถทางเทคนิคที่พิสูจน์ได้ นี่จึงเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส: คนที่ปรับตัวได้เร็วกว่าย่อมมีโอกาสก้าวหน้าได้ดี โดยไม่เกี่ยวกับพื้นเพหรืออายุ ผู้บริหารระดับสูงในแวดวงอาชีวศึกษาท่านหนึ่งกล่าวว่า “แค่มีเส้นสายอย่างเดียวไม่พออีกต่อไปแล้ว คนทำงานไทยต้องมีหลักฐานที่แสดงถึงความสามารถในการปรับตัว ความคิดสร้างสรรค์ และความรู้ด้านดิจิทัล”
เมื่อมองไปข้างหน้า การหาจุดสมดุลระหว่างประสิทธิภาพจาก AI กับความมั่นคงในอาชีพของคนไทย จะกลายเป็นประเด็นร้อนแรงทั้งในมิติเศรษฐกิจและการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างโอกาสและภัยคุกคามจากระบบอัตโนมัติ ภาคส่วนที่เคยเป็นจุดแข็งของประเทศอย่างการท่องเที่ยว เกษตรกรรม สาธารณสุข หรือแม้แต่วัฒนธรรม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเชื่อว่ายากที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ตอนนี้ก็เริ่มมีการทดลองใช้แชทบอท AI, เครื่องมือวินิจฉัยทางไกล, โมเดลคาดการณ์ผลผลิตเกษตร หรือแม้กระทั่งมัคคุเทศก์เสมือนในพิพิธภัณฑ์ (Bangkok Post) ความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีมาใช้จะขึ้นอยู่กับการสร้างสมดุลระหว่างการลดต้นทุนกับการยกระดับคุณภาพบริการ ซึ่งเป็นบทเรียนที่เห็นได้จากทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวในประเทศที่นำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายแล้ว
อย่างไรก็ตาม คำแนะนำที่ใช้ได้จริงที่สุด ซึ่งถูกกล่าวถึงในเวทีสัมมนาด้านเทคโนโลยีตั้งแต่ยุโรปจรดเอเชียนั้นเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง: “AI จะไม่มาแทนที่คน แต่คนใช้ AI เป็น จะมาแทนที่คนใช้ AI ไม่เป็น” สำหรับประเทศไทย หัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจและสังคมแข็งแกร่งต่อไปได้ คือการที่คนทำงาน ผู้นำธุรกิจ และผู้วางนโยบายภาครัฐ ต้องปรับตัวเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถใช้เครื่องมือใหม่ๆ ได้อย่างเชี่ยวชาญ และคิดอย่างสร้างสรรค์ถึงโอกาสในอนาคต ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม หรือสายงานสร้างสรรค์ ผู้ที่พร้อมจะยกระดับทักษะของตนเอง จะเป็นผู้ที่ได้รับการ “ส่งเสริม” ให้ก้าวหน้า ไม่ใช่ถูก “แทนที่”
สำหรับผู้อ่านชาวไทย นี่คือข้อแนะนำที่นำไปปรับใช้ได้ทันที:
- หากคุณทำงานในสายงานที่มีความเสี่ยงสูงจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ลองปรึกษาองค์กรวิชาชีพหรือสถาบันฝึกอบรมเกี่ยวกับหลักสูตรความรู้ดิจิทัลและการจัดการ AI (NECTEC, depa)
- สำหรับการวางแผนอาชีพ ให้มุ่งเน้นทักษะที่ส่งเสริมการทำงาน “ร่วมกับ” AI ไม่ใช่ “แข่งขันกับ” AI เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ความฉลาดทางอารมณ์ การแก้ปัญหาซับซ้อน และการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม
- สนับสนุนนโยบายและการลงทุนของภาครัฐที่ช่วยขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาด้านสะเต็ม (STEM) และการยกระดับทักษะสำหรับคนวัยทำงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล
- ติดตามข่าวสารและแนวโน้มในอุตสาหกรรมของคุณอย่างสม่ำเสมอ ผ่านแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ คำแนะนำจากหน่วยงานรัฐ และข้อมูลเชิงลึก เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่รอให้มันเกิดขึ้น
- ปลูกฝังแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เพียงเพราะกลัวว่าจะถูก “แทนที่” แต่เพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติให้ก้าวไปข้างหน้า
แม้การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์อาจดูน่าหวั่นเกรงในตอนแรก แต่นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่แรงงานไทยจะได้ยกระดับทักษะ สร้างนวัตกรรม และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว หัวใจสำคัญดังที่งานวิจัยและกรณีศึกษาจากทั่วโลกชี้ให้เห็น คือการวางตำแหน่งตัวเองในฐานะ “คู่หู” ของ AI ไม่ใช่คู่แข่ง เพื่อใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำงานได้มากขึ้น เรียนรู้ได้มากขึ้น และสร้างสรรค์ในสิ่งที่เครื่องจักรทำไม่ได้
อ่านเพิ่มเติม: