โลกกำลังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลระลอกใหม่ เมื่อผลวิจัยล่าสุดชี้ว่าขุมพลังการประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกระจุกตัวอยู่ในกำมือของไม่กี่ประเทศและบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่เท่านั้น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและรายงานจาก The New York Times (nytimes.com) เผยให้เห็นช่องว่างที่กำลังถ่างกว้างขึ้นระหว่างกลุ่มประเทศ “ผู้มี” และ “ผู้ไม่มี” เทคโนโลยี AI ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก จุดชนวนการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ และเป็นตัวกำหนดอนาคตทางวิทยาศาสตร์และสังคมของนานาประเทศ

แผนการของ OpenAI ที่จะทุ่มงบ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สร้างศูนย์ข้อมูล AI ในรัฐเทกซัส ซึ่งคาดว่าจะเป็นหนึ่งในศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก สะท้อนให้เห็นถึงเม็ดเงินและทรัพยากรมหาศาลที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนระบบ AI สุดล้ำ ในทางกลับกัน นักวิจัยในอาร์เจนตินากลับต้องทำงานในศูนย์ข้อมูลชั่วคราวที่ใช้เพียงชิปรุ่นเก่า สิ่งนี้ตอกย้ำภาพความจริงอันน่ากังวลว่า “พลังประมวลผล” (Compute Power) กำลังสร้างความเหลื่อมล้ำในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

แล้วเรื่องนี้สำคัญกับประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ อย่างไร? พลังประมวลผล หรือก็คือความสามารถในการจัดการข้อมูลมหาศาลเพื่อฝึกฝนและใช้งาน AI ขั้นสูง ได้กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของชาติไปแล้ว หลายฝ่ายเปรียบเปรยว่ามันมีความสำคัญไม่ต่างจากน้ำมันในยุคอุตสาหกรรม เพราะสามารถพลิกโฉมโครงสร้างอำนาจโลกได้ หากขาดทรัพยากรส่วนนี้ไป แม้ประเทศนั้นจะมีวิศวกรที่เก่งกาจและสตาร์ทอัพที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ ก็ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดมหาศาล ทั้งกำแพงด้านภาษาในเครื่องมือ AI การขาดโอกาสในการสร้างนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และการต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ

ผลการศึกษาของออกซฟอร์ดพบว่า มีเพียง 32 ประเทศ หรือราว 16% ของโลกเท่านั้น ที่มีศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ โดยสหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรป ครอบครองโครงสร้างพื้นฐาน AI ขั้นสูงรวมกันกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทสัญชาติอเมริกันและจีนอย่าง Amazon, Google, Microsoft, Tencent และ Alibaba ยังควบคุมศูนย์ข้อมูลสำหรับงาน AI ทั่วโลกกว่า 90% ทำให้ช่องว่างยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก ขณะที่ทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้แทบจะไม่มีศูนย์ประมวลผล AI ขนาดใหญ่เลย ส่วนญี่ปุ่นและอินเดียเริ่มมีความคืบหน้าอยู่บ้าง แต่ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ยังคงตามหลังอยู่ห่างไกล (nytimes.com)

ศูนย์ข้อมูลในยุค AI มีความซับซ้อนกว่าศูนย์ข้อมูลในอดีตที่ใช้เพียงส่งอีเมลหรือให้บริการสตรีมมิงวิดีโออย่างเทียบไม่ติด เพราะต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ โครงข่ายไฟฟ้าที่เสถียร ระบบระบายความร้อนขั้นสูง และกองทัพไมโครชิปเฉพาะทางจำนวนมหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก Nvidia บริษัทสัญชาติอเมริกัน การที่ทรัพยากรเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ในมือคนไม่กี่กลุ่ม ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เข้าถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยสามารถทิ้งห่างคู่แข่งไปไกลลิบ ทั้งในด้านการประมวลผลข้อมูล ระบบอัตโนมัติ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่ระบบอาวุธที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ช่องว่างนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องฮาร์ดแวร์ แต่ยังลามไปถึงกำแพงด้านภาษาด้วย แพลตฟอร์ม AI ประสิทธิภาพสูงส่วนใหญ่ รวมถึง ChatGPT ของ OpenAI ถูกพัฒนาให้ทำงานได้ดีที่สุดในภาษาอังกฤษและภาษาจีน ซึ่งเป็นภาษาหลักในภูมิภาคที่ครองพลังประมวลผลสูงสุด สำหรับผู้คนที่ใช้ภาษาอื่น ๆ ตั้งแต่ภาษาสวาฮีลีไปจนถึงภาษาไทย การไม่มีศูนย์ข้อมูลของตัวเองจึงหมายความว่าช่องว่างในการเข้าถึงและใช้งานฟังก์ชัน AI จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ประเทศที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการปฏิวัติ AI กำลังเผชิญกับภาวะ “สมองไหล” เมื่อบุคลากรมากความสามารถจำต้องย้ายไปต่างแดนเพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่ดีกว่า ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ AI ชั้นนำในเคนยากล่าวว่า “ถ้าคุณไม่มีทรัพยากรประมวลผลเพื่อสร้างโมเดล AI ของตัวเอง ก็เท่ากับว่าคุณไปต่อไม่ได้” แม้จะเช่าใช้พลังประมวลผลจากระยะไกลได้ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่เสถียรพอ ทั้งยังต้องเผชิญอุปสรรคด้านการเชื่อมต่อที่ล่าช้า ข้อจำกัดทางกฎหมาย และความเสี่ยงจากการผูกขาดของบริษัทต่างชาติ

แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่เองก็ยอมรับถึงความท้าทายนี้ ผู้บริหารจาก OpenAI, Microsoft, Nvidia และหน่วยงานนโยบายดิจิทัลของแอฟริกา ให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ว่า “ช่องว่างด้านพลังประมวลผล” กำลังจะซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำที่เคยเกิดขึ้นในการปฏิวัติเทคโนโลยีก่อนหน้านี้ “นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องฮาร์ดแวร์ แต่มันคืออธิปไตยแห่งอนาคตดิจิทัลของเรา” ผู้อำนวยการทั่วไปของ Smart Africa กล่าว

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ รัฐบาลบางประเทศเริ่มเคลื่อนไหวเชิงรุก เช่น อินเดียอุดหนุนการพัฒนา AI ท้องถิ่นเพื่อรองรับภาษาที่หลากหลายในประเทศ บราซิลทุ่มงบ 4 พันล้านดอลลาร์สำหรับโครงการ AI ของตนเอง ขณะที่สหภาพยุโรปลงทุน 2 แสนล้านยูโรในโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลท้องถิ่น ส่วนในแอฟริกา บริษัท Cassava Technologies ซึ่งก่อตั้งโดยมหาเศรษฐีชาวซิมบับเวและได้รับการสนับสนุนจาก Google ก็มีแผนจะเปิดศูนย์ข้อมูลที่ทันสมัยทั่วทั้งทวีป แม้จะคาดการณ์ว่าความต้องการใช้งานจะสูงกว่าอุปทานที่มีอยู่มหาศาลก็ตาม

แต่การแข่งขันระดับโลกกลับถูกขับเคลื่อนด้วยการชิงไหวชิงพริบระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งต่างใช้นโยบายเชิงรุกเพื่อรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของตน ข้อจำกัดทางการค้าของสหรัฐฯ ทำให้การเข้าถึงชิป AI ขั้นสูงถูกจำกัดอยู่แค่ในบางประเทศ เท่ากับเป็นการชี้นิ้วเลือกว่าใครจะเป็น “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” ในสมรภูมิเทคโนโลยี ขณะที่จีนก็ทุ่มงบสร้างศูนย์ AI ของตนเองทั่วโลก โดยมักพ่วงเงื่อนไขให้ต้องใช้เทคโนโลยีของจีนเป็นหลัก

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ต่างถูกดึงเข้าไปอยู่ท่ามกลางการแข่งขันทางดิจิทัลนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Alibaba และ ByteDance จะเข้ามาลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาคที่สิงคโปร์และมาเลเซีย แต่ประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาพลังประมวลผลจากภายนอก ซึ่งจำกัดความสามารถในการพัฒนา AI ให้สอดรับกับความต้องการและภาษาท้องถิ่นของตนเอง (nytimes.com)

สำหรับประเทศไทย เดิมพันครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด หากปราศจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่แข็งแกร่งพอ นักวิจัยและสตาร์ทอัพไทยจะประสบปัญหาในการสร้างโซลูชัน AI ที่สามารถแข่งขันได้และตอบโจทย์บริบทของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาไทย ความท้าทายด้านสาธารณสุข หรืออุตสาหกรรมเป้าหมาย แม้แต่ภาคการศึกษาซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาชาติ ก็เสี่ยงที่จะล้าหลังหากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือ AI ที่ปรับให้เข้ากับหลักสูตรและวัฒนธรรมไทยได้

รัฐบาลไทย มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ควรตระหนักว่างานวิจัยชิ้นนี้คือสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ ในยุคที่ AI กำลังกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนทุกสิ่ง ตั้งแต่ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจไปจนถึงความมั่นคงของชาติ การเข้าถึงและควบคุมพลังประมวลผลในประเทศจะเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตและอธิปไตยทางดิจิทัล นโยบายต่าง ๆ ตั้งแต่การลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับงานวิจัย AI ความร่วมมือระดับภูมิภาคกับเพื่อนบ้านในอาเซียน ไปจนถึงมาตรการจูงใจให้เกิดการสร้างศูนย์ข้อมูลในประเทศ จะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศไทยจะยืนอยู่จุดไหนในภูมิทัศน์ AI ของโลกที่กำลังก่อตัวขึ้น

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นการให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถด้าน “AI อธิปไตย” (Sovereign AI) ในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากความร่วมมือหลายฝ่าย พันธมิตรภาครัฐและเอกชน และเวทีระดับภูมิภาคอย่างเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน (ASEAN Smart Cities Network) เพื่อระดมทรัพยากรสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้ร่วมกัน ขณะเดียวกัน นักวิจัยและนักการศึกษาไทยต้องเดินหน้าผลักดันให้เกิดการเข้าถึงเครื่องมือ AI อย่างเปิดกว้างและเท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนวัตกรรมภาษาไทยและการประยุกต์ใช้ที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย

สำหรับภาคธุรกิจ นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย หนทางข้างหน้าคือการสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขั้นสูง การแสวงหาความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อใช้ทรัพยากรประมวลผลร่วมกัน และการผลักดันให้เกิดการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ระดับโลกอย่างเท่าเทียม การเพิ่มจำนวนนักเรียนในสาขาสะเต็มศึกษา (STEM) และการส่งเสริมให้บุคลากรดิจิทัลที่ทำงานในต่างแดนกลับมาพัฒนาประเทศจะเป็นกุญแจสำคัญ สำหรับประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจผลกระทบของความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ทั้งต่อโอกาสในการทำงาน อนาคตของภาษาไทยในโลก AI และความมั่นคงของชาติ จะเป็นรากฐานสำคัญในการร่วมกันกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ

หากประเทศไทยต้องการเติบโตในยุค AI การลดช่องว่างด้านพลังประมวลผลจะต้องกลายเป็นวาระแห่งชาติ เพราะการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าเทียม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นหัวใจสำคัญของความอยู่รอดและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในโลกที่กำลังถูกแบ่งแยกด้วยขุมพลังดิจิทัล

แหล่งข้อมูล: nytimes.com