จากรายงานและผลวิจัยล่าสุดหลายฉบับ ชี้ให้เห็นภาพตรงกันว่าชาวมิลเลนเนียลจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันก้าวเข้าสู่วัย 40-50 ปี กำลังรู้สึกเหมือนชีวิตติดหล่ม ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว แต่กลับไม่สามารถมี “วิกฤตวัยกลางคน” แบบที่คนรุ่นก่อนเคยทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการถอยรถสปอร์ตคันโก้ หรือลาพักร้อนยาวๆ ไปค้นหาตัวเอง นั่นเพราะคนรุ่นนี้กำลังถูกรุมเร้าด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่แทบเป็นไปไม่ได้ ภาวะชะงักงันของคนรุ่นนี้กำลังสร้างความกังวลต่อนักจิตวิทยา นักเศรษฐศาสตร์ และผู้ที่จับตามองพลวัตเรื่องงาน เงิน และความหมายของชีวิตในโลกยุคหลังโควิด (Business Insider)

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยเลย ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ และชาวมิลเลนเนียลซึ่งเป็นกำลังหลักของตลาดแรงงานก็กำลังเผชิญปัญหาไม่ต่างกัน คนไทยวัย 30-40 ปีจำนวนมากต้องแบกรับภาระสองทาง ทั้งการดูแลครอบครัวและความไม่มั่นคงทางการเงิน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ซึ่งค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าใจหายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาของมิลเลนเนียลทั่วโลกจึงสะท้อนชีวิตของคนทำงานรุ่นใหม่ เจ้าของธุรกิจเล็กๆ และฟรีแลนซ์ในไทย ที่ต่างรู้สึกหมดไฟ (burnt out) ไปต่อไม่ไหว หรือไม่กล้าพอที่จะตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งสำคัญ

หัวใจของปัญหาอยู่ที่สภาพเศรษฐกิจซึ่งผันผวนไม่หยุดนิ่ง ในสหรัฐอเมริกา ผลสำรวจชี้ว่าคนทำงานสองในสามจากทุกสายอาชีพรู้สึกเหมือนติดกับดักในหน้าที่การงาน และกว่า 70% ในแวดวงเทคโนโลยีก็รู้สึกเช่นเดียวกัน การรุกคืบของเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังทำให้ทักษะดั้งเดิมหลายอย่างถูกแทนที่หรือด้อยค่าลง แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดในประเทศไทยเช่นกัน ที่ระบบอัตโนมัติและ AI ในภาคธนาคาร ค้าปลีก และอุตสาหกรรมการผลิต กำลังสั่นคลอนความมั่นคงทางอาชีพ และทำให้การเปลี่ยนงานมีความเสี่ยงสูงกว่าที่เคย

ข้อมูลจากผลสำรวจชี้ว่า ชาวมิลเลนเนียลกว่า 8 ใน 10 คนยอมรับว่าไม่มีปัญญาจ่ายค่า “วิกฤตวัยกลางคน” ในฝัน ไม่ว่าจะเป็นการพักงานยาว การเรียนต่อ หรือการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ค่าเล่าเรียนเฉลี่ยในมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นถึง 40% จากเมื่อ 20 ปีก่อน ขณะที่ในไทย ค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในการศึกษาก็ถีบตัวสูงขึ้นไม่แพ้กัน ในขณะเดียวกัน ภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงลิ่วก็ทำให้การยอมลดเงินเดือนเพื่อไปเริ่มต้นในสายงานใหม่ ซึ่งมักเป็นเรื่องจำเป็น กลายเป็นทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนส่วนใหญ่

นักบำบัดและไลฟ์โค้ชทั้งในสหรัฐฯ และไทยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จำนวนลูกค้าวัยกลางคนที่โหยหาการเปลี่ยนแปลง แต่กลับขยับตัวไม่ได้เพราะภาระทางการเงินและครอบครัวนั้นมีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักบำบัดและโค้ชชาวอเมริกันที่อ้างถึงในบทความของ Business Insider เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “จุดเปลี่ยนกลางคันของชีวิต” (midlife pivot) แทนคำว่า “วิกฤต” และมองว่าการเปลี่ยนอาชีพหรือเป้าหมายชีวิตเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน แต่ลูกค้าของเธอ ซึ่งไม่ต่างจากคนไทยส่วนใหญ่ ก็ยังมองไม่เห็นหนทางที่เป็นไปได้ เธอสรุปว่า “พวกเขาโหยหาชีวิตชีวา… แต่กลับมืดแปดด้าน ไม่รู้จะทำอะไร หรือแม้แต่จะกล้าฝันถึงการเปลี่ยนแปลง”

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาพัฒนาการ อย่างผู้อำนวยการของ Lifespan Development Lab ที่มหาวิทยาลัยแบรนไดส์ กล่าวว่า ความไม่พอใจในชีวิตช่วงวัย 40 หรือ 50 ปีถือเป็นเรื่องปกติ และบางครั้งก็นำไปสู่สิ่งที่ดี เพราะสามารถกระตุ้นให้เกิดการทบทวนตัวเองและเติบโตได้ แต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้การทำตามความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น มุมมองของผู้เชี่ยวชาญท่านนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของคนทำงานในไทย ที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 เป็นไปอย่างเชื่องช้า ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างขึ้น และเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ทำให้อนาคตการทำงานคาดเดาได้ยากขึ้นทุกที

ภาระครอบครัวเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำความรู้สึก “ไปต่อไม่ได้” ทั้งในระดับโลกและในไทย ในกรุงเทพฯ เกือบครึ่งหนึ่งของคนทำงานวัย 35-54 ปี ตกอยู่ในภาวะ “คนรุ่นแซนด์วิช” (Generation Sandwich) ตามคำนิยามของนักสังคมวิทยาไทย คือต้องดูแลทั้งพ่อแม่ที่สูงวัยและลูกของตัวเองไปพร้อมๆ กัน ค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กและผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรหนึ่งคนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 20% นับตั้งแต่ปี 2016 และในเขตเมืองของไทยก็เพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกัน (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ)

อันตรายของภาวะชะงักงันนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ความรู้สึกเสียดายหรือหดหู่ส่วนบุคคล แต่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า เมื่อคนส่วนใหญ่ในตลาดแรงงานรู้สึกติดกับดักและหมดใจทำงาน ประสิทธิภาพและนวัตกรรมขององค์กรก็จะลดลง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Glassdoor กล่าวว่า “การที่คนรู้สึกติดกับดักหมายความว่าพวกเขามีส่วนร่วมกับงานน้อยลง และความผูกพันของพนักงานก็เป็นสิ่งสำคัญต่อผลิตภาพ” ในทำนองเดียวกัน นายจ้างในไทยก็ได้ระบุในผลสำรวจล่าสุดของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ว่าปัญหาการลาออก การขาดงาน และภาวะ “มาทำงานแต่ไม่มีใจ” (presenteeism) กำลังเพิ่มสูงขึ้นในหลายภาคส่วน ตั้งแต่การศึกษาไปจนถึงการทหาร

ค่านิยมทางวัฒนธรรมก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ในไทยซับซ้อนขึ้น คนไทยจำนวนมากถูกปลูกฝังให้ใฝ่ฝันถึงความมั่นคงและความอาวุโสที่มาพร้อมกับวัย ซึ่งสอดคล้องกับหลักพุทธศาสนาที่เน้นการปล่อยวางและยอมรับความจริง แต่ในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่กลับถูกถาโถมด้วยภาพความสำเร็จ การค้นพบตัวตน การผจญภัย และการสร้างชีวิตใหม่จากทั่วโลกผ่านโซเชียลมีเดีย ความย้อนแย้งระหว่างค่านิยมดั้งเดิมกับความปรารถนาสมัยใหม่นี้เองที่สร้างความเครียดและความสับสนให้กับคนวัยกลางคน โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยใช้ชีวิตในต่างแดนหรือทำงานกับบริษัทข้ามชาติ

การระบาดของโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกเหมือน “เสียเวลาชีวิตไปหลายปี” ของชาวมิลเลนเนียลทั่วโลก ในประเทศไทย การระบาดไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่ออาชีพการงาน แต่ยังทำให้แผนการแต่งงาน การมีบุตร และการรวมญาติ ต้องเลื่อนออกไป หลักประกันทางสังคมยังเปราะบาง และสวัสดิการว่างงานสำหรับคนวัยทำงานตอนกลางก็มีจำกัด สำหรับหลายคน การตัดสินใจเสี่ยง แม้จะเป็นไปเพื่อเติมเต็มความสุขในชีวิต ก็ดูเป็นเรื่องที่บุ่มบ่ามเกินไปในยุคที่อะไรก็ไม่แน่นอนเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญและโค้ชแนะนำให้เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย แทนที่จะหักดิบเปลี่ยนทุกอย่างในคราวเดียว ดังที่นักบำบัดในบทความของ Business Insider แนะนำว่า “การพลิกชีวิตแบบหน้ามือเป็นหลังมือไม่ใช่วิธีเดียวที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้” แนวทางของเธอนั้นสอดคล้องกับแนวคิดแบบพุทธและวัฒนธรรมการพัฒนาตนเองของไทย คือการสนับสนุนให้แต่ละคนลองจินตนาการถึงชีวิตในอุดมคติ แล้วมองหาขั้นตอนเล็กๆ ที่พอจะทำได้เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น เช่น การเริ่มงานอดิเรกใหม่ๆ การทำงานอาสาสมัคร หรือการเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมในชุมชน ตัวอย่างเช่น ในกรุงเทพฯ ทีมพายเรือมังกร คลาสศิลปะ หรือคอร์สปฏิบัติธรรมตามวัด ก็เป็นโอกาสให้ได้ “ผจญภัยย่อมๆ” และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ

ชาวมิลเลนเนียลบางคนกำลังค้นพบความหมายของชีวิตจากการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในชุมชนหรือครอบครัว และมองว่านี่เป็นเหมือนยาถอนพิษจากความรู้สึกไร้จุดหมายในชีวิต การทำงานอาสาสมัคร การเรียนต่อนอกเวลา หรือการทำธุรกิจเสริม ล้วนเป็นวิธีที่จับต้องได้ในการเติมเป้าหมายให้ชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะล้มละลายทางการเงิน

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าภาครัฐและนายจ้างมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขวิกฤตความชะงักงันนี้ ในประเทศไทย การปฏิรูปนโยบายอาจรวมถึงการสนับสนุนการศึกษา การฝึกทักษะใหม่ (retraining) และการเป็นผู้ประกอบการสำหรับคนวัยกลางคนให้ดีขึ้น หน่วยงานอย่างสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้เรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนเงินทุนสำหรับหลักสูตรอาชีวศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ และส่งเสริม “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดงานที่เปลี่ยนไป (รายงาน OECD) เช่นเดียวกัน บริการด้านสุขภาพจิตซึ่งมักถูกตีตราในสังคมไทย ควรเข้าถึงได้ง่ายและทั่วถึงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาระทางใจจากความรู้สึกติดกับดักนี้เพิ่มสูงขึ้น

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเป็นทั้งภัยคุกคามและโอกาสในเวลาเดียวกัน แม้ว่า AI และระบบอัตโนมัติจะทำลายเส้นทางอาชีพบางอย่าง แต่ก็สร้างความต้องการทักษะและตำแหน่งงานใหม่ๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล คอนเทนต์ดิจิทัล และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสาขาที่แรงงานไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้ ผู้กำหนดนโยบายต้องทำให้แน่ใจว่าโครงการเพิ่มทักษะ (upskilling) และปรับทักษะ (reskilling) ไม่ได้มีให้สำหรับเยาวชนเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมถึงคนทำงานวัยกลางคนด้วย

วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น หรือที่เรียกว่า “เปลี่ยนแปลงได้” และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างคนต่างวัย แต่ในวันนี้ ชาวมิลเลนเนียลต้องการการสนับสนุนรูปแบบใหม่จากสถาบันและสังคมอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้ ในขณะที่ช่วง “ประชากรปันผล” หรือช่วงที่ประชากรวัยทำงานมีสัดส่วนสูงสุด กำลังจะหมดไป ประเทศไทยไม่อาจปล่อยให้แรงงานที่มีประสบการณ์ที่สุดของชาติต้องหมดไฟหรือหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้

สำหรับแต่ละบุคคล คำแนะนำที่ทำได้จริงคือ: หากคุณเป็นชาวมิลเลนเนียลที่กำลังรู้สึกไปต่อไม่ได้ ขอให้รู้ว่านั่นไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัว แต่เป็นภาพสะท้อนของกระแสสังคมที่สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อคนรุ่นคุณ ลองทบทวน เริ่มจากสิ่งเล็กๆ และมองหาความช่วยเหลือจากคนรอบข้างและแหล่งข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งกลุ่มสันทนาการ เพื่อสร้างความหมายและความสัมพันธ์ใหม่ๆ ในส่วนของนายจ้างก็ควรเปิดใจให้โอกาสพนักงานวัยกลางคนได้ลาพักเพื่อไปทำกิจกรรมอื่น (sabbatical) แบ่งปันตำแหน่งงาน (job-sharing) และฝึกทักษะใหม่ เพื่อดึงศักยภาพจากประสบการณ์ของพนักงานกลุ่มนี้มาใช้ประโยชน์ แทนที่จะปล่อยให้สูญเปล่า

สำหรับประเทศไทย บทเรียนนี้ชัดเจน: คนรุ่นที่หยุดนิ่งไม่สามารถเตรียมความพร้อมให้ประเทศรับมือกับความท้าทายในศตวรรษที่ 21 ได้ ผู้กำหนดนโยบาย นายจ้าง และครอบครัว ต่างต้องร่วมมือกันเพื่อให้แน่ใจว่าวัยกลางคนจะไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นจุดเปลี่ยนเพื่อการเติบโตต่อไป ทั้งในระดับบุคคลและสังคมโดยรวม

แหล่งข้อมูล: