นักเดินทางทั่วโลกกำลังเบนเข็มจากโรงแรมและที่พักแบบเดิมๆ มาสู่เทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า House-sitting (การท่องเที่ยวแบบเฝ้าบ้าน) ปรากฏการณ์นี้เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าพักฟรี แลกกับการช่วยดูแลบ้านและสัตว์เลี้ยงระหว่างที่เจ้าของไม่อยู่ นับเป็นสถานการณ์ที่วิน-วินทั้งสองฝ่าย และกำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าประสบการณ์การเดินทางทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง (USA Today, BBC, Business Insider)

เบื้องหลังความแรงของเทรนด์นี้คือค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ประกอบกับการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยจับคู่เจ้าของบ้านกับผู้ที่สนใจได้อย่างลงตัว อย่าง TrustedHousesitters ที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 14% ในช่วงปี 2023-2024 ทำให้ปัจจุบันมีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 240,000 คน รูปแบบการเดินทางนี้จึงไม่ใช่ทางเลือกเฉพาะกลุ่มสำหรับคนรักสัตว์หรือวัยเกษียณอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกระแสหลักที่โดนใจนักเดินทางทุกกลุ่ม ตั้งแต่สายเที่ยวคนเดียว คนทำงานทางไกล ชาวมิลเลนเนียล ไปจนถึงกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (USA Today)

หัวใจของ House-sitting คือการแลกเปลี่ยนแบบง่ายๆ กล่าวคือ นักท่องเที่ยวจะช่วยดูแลบ้านในเรื่องต่างๆ เช่น ให้อาหารสัตว์เลี้ยง รดน้ำต้นไม้ รับจดหมาย และดูแลความเรียบร้อยทั่วไป เพื่อแลกกับการได้พักอาศัยในบ้านของคนท้องถิ่นแบบฟรีๆ (Wikipedia) ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวมองว่านี่คือทางเลือกสุดประหยัดที่เปิดโอกาสให้นักเดินทางได้ ‘ใช้ชีวิตเหมือนคนท้องถิ่น’ สร้างความผูกพันกับชุมชนอย่างลึกซึ้ง และได้สัมผัสที่พักที่มีเอกลักษณ์ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตจริง ต่างจากประสบการณ์ที่ปรุงแต่งมาเพื่อนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ (USA Today, MSN)

บทความล่าสุดจาก Seattle Times ชี้ว่าการเฝ้าบ้านไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนรุ่นใหม่ที่มองหาการผจญภัยเพื่อสร้างคอนเทนต์ลงอินสตาแกรมเท่านั้น แต่นักเดินทางสูงวัย รวมถึงคนไทยวัยเกษียณที่ใช้ชีวิตในต่างแดน ต่างก็หันมาใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้เพื่อยืดเวลาการเดินทางและควบคุมงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อค่าที่พักในยุโรป ออสเตรเลีย หรืออเมริกาเหนือแพงหูฉี่ การเฝ้าบ้านจึงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง (Seattle Times)

สื่ออย่าง BBC ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์สองต่อสำหรับทั้งสองฝ่าย เจ้าของบ้านสามารถเดินทางได้อย่างสบายใจเมื่อรู้ว่ามีคนคอยดูแลบ้านและสัตว์เลี้ยงแสนรัก ส่วนผู้เฝ้าบ้านก็ไม่ได้แค่ที่พักฟรี แต่ยังได้ซึมซับชีวิตในชุมชนท้องถิ่นอย่างเต็มที่ เพราะมักจะได้อยู่นานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ดิจิทัลโนแมดชาวไทยบางคนเล่าว่า การได้พำนักนานๆ เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ฝึกภาษา ลิ้มลองอาหารจากร้านเด็ดของคนในพื้นที่ และได้ร่วมเทศกาลท้องถิ่นที่นักท่องเที่ยวทั่วไปมักพลาดไป (BBC)

การท่องเที่ยวแบบเฝ้าบ้านยังตอบโจทย์สายกรีนที่ใส่ใจเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอีกด้วย นักวิจัยด้านการท่องเที่ยวที่อ้างใน Where’s Ems? ระบุว่า การเปลี่ยนจากการพักโรงแรมมาเป็นการเฝ้าบ้านช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เพราะลดการสร้างขยะ ลดผลกระทบต่อทรัพยากร และช่วยกระจายนักท่องเที่ยวออกจากย่านใจกลางเมืองที่แออัด (Where’s Ems?) ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับนโยบายของ​การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนและชนบทภายใต้โครงการ ‘การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ’ (Responsible Tourism) (TAT Newsroom)

อย่างไรก็ตาม แม้เทรนด์นี้จะดูสวยหรู แต่เบื้องหลังภาพสวยๆ ก็มีเรื่องที่ต้องระวัง สื่อด้านการเดินทางแนะนำว่าผู้ที่สนใจควรตรวจสอบเงื่อนไขของเจ้าของบ้านให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนตอบตกลง เพราะบางครั้งอาจต้องเจอกับภาระงานที่หนักเกินคาด เช่น การดูแลสัตว์เลี้ยงที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การจัดการพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือบ้านที่อยู่ห่างไกลจากระบบขนส่งสาธารณะ (Business Insider) ดิจิทัลโนแมดรายหนึ่งเล่าว่า เขาสามารถประหยัดเงินได้กว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 36,000 บาท) ในเดือนเดียว แต่ก็ต้องแลกกับการปรับตัวเข้ากับสัตว์ป่าในพื้นที่โดยไม่คาดคิด และต้องทำตามความต้องการเฉพาะตัวของเจ้าของบ้านด้วย

อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้คือข้อกฎหมาย เพราะขั้นตอนการลงทะเบียน ข้อกำหนดด้านวีซ่า และกฎหมายเกี่ยวกับการเช่าที่พักระยะสั้นนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ คู่มือหลายฉบับระบุว่าปัจจุบัน กฎหมายของไทยเองยังไม่มีข้อบังคับที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเฝ้าบ้านสำหรับชาวต่างชาติและคนไทย แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ แลกกับที่พักฟรีได้ แต่หากมีการจ่ายค่าตอบแทน เช่น ค่าทำความสะอาดหรือค่าดูแลสัตว์เลี้ยง ก็อาจกลายเป็นพื้นที่สีเทาทางกฎหมายได้ ดังนั้น การปรึกษาบริษัททัวร์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของไทยจึงเป็นทางเลือกที่รอบคอบที่สุด (Lifehacker)

แม้จะแผ่วไปบ้างช่วงโควิด-19 แต่เทรนด์นี้กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยแพลตฟอร์มระดับโลกต่างรายงานว่ามีผู้สมัครใช้บริการสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 และ 2025 (House Sitting Magazine) ดิจิทัลโนแมดจำนวนมากที่เคยเลือกพักโฮสเทลหรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในเชียงใหม่ กรุงเทพฯ หรือภูเก็ต ปัจจุบันเริ่มมองหาโอกาสในต่างแดน โดยใช้การเฝ้าบ้านเป็นประตูสู่การพำนักระยะยาวในเมืองต่างๆ ตั้งแต่ลิสบอนไปจนถึงซิดนีย์ โดยไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินก้อนโต

ตัวแทนจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวชั้นนำแห่งหนึ่ง กล่าวว่า “ความต้องการเดินทางกลับมาสูงก็จริง แต่ราคาที่พักที่แพงขึ้นกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมนักเดินทาง การเฝ้าบ้านจึงได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้น ไม่ใช่แค่เทคนิคประหยัดเงิน แต่เป็นหนทางสู่การเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมใหม่ๆ อย่างลึกซึ้ง เราเห็นความสนใจจากผู้ใช้งานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในปีที่ผ่านมา” ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานของสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (PATA) ที่ชี้ว่าความต้องการประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่างและเจาะลึกกำลังเพิ่มขึ้นทั่วทั้งอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มคนไทยรุ่นใหม่และคนทำงานดิจิทัล

สำหรับในประเทศไทย เทรนด์การเฝ้าบ้านอาจยังไม่แพร่หลายนัก แต่ก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเจ้าของบ้านพักตากอากาศ, กลุ่มคนวัยเกษียณที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ, และกลุ่มครอบครัวที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อไปเยี่ยมญาติในช่วงปิดเทอม ในอนาคต เมื่อชนชั้นกลางของไทยขยายตัวและมีคนไทยเป็นเจ้าของบ้านหลังที่สองตามเมืองชายทะเลหรือบนดอยทางภาคเหนือมากขึ้น แพลตฟอร์มเฝ้าบ้านอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของบ้านดูแลทรัพย์สินไปพร้อมๆ กับการสร้างมิตรภาพใหม่ๆ กับนักเดินทางจากทั่วโลก

ในมุมมองทางวัฒนธรรม ความมีน้ำใจและการต้อนรับขับสู้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทยนั้นสอดคล้องกับหัวใจของการเฝ้าบ้านเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับวัฒนธรรมโฮมสเตย์ของไทย ที่แขกผู้มาเยือนเปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัว การเฝ้าบ้านก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ การสื่อสารที่โปร่งใส และความเคารพซึ่งกันและกัน อดีตอาจารย์ประจำคณะการท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ให้ความเห็นว่า รูปแบบใหม่นี้ “เป็นการผสมผสาน ‘ความสนุก’ และ ‘ความสบาย’ เข้ากับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง สร้างความทรงจำที่น่าประทับใจไปอีกนานหลังจบทริป”

เมื่อมองไปข้างหน้า อนาคตของการท่องเที่ยวแบบเฝ้าบ้านในไทยและทั่วเอเชียขึ้นอยู่กับการสร้างการรับรู้ให้กว้างขวางขึ้น การมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ตลอดจนการสนับสนุนจากแพลตฟอร์มและหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าเทรนด์นี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการทำงานทางไกลที่ยืดหยุ่นมากขึ้นหลังยุคโควิด ประกอบกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้น (OpenPR) หากมีการปรับใช้อย่างเหมาะสม การเฝ้าบ้านอาจกลายเป็นเครื่องมือสนับสนุนเป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยและสร้างความสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรมที่ยั่งยืนได้

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อยากลองเทคนิคการเดินทางนี้ ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำเบื้องต้นดังนี้:

  • เลือกแพลตฟอร์มที่ไว้ใจได้ เช็กรีวิวจากผู้ใช้งานจริงให้ชัวร์
  • สื่อสารกับเจ้าของบ้านให้ชัดเจน ทั้งเรื่องความคาดหวัง กฎของบ้าน และข้อมูลติดต่อกรณีฉุกเฉิน
  • ทำความเข้าใจกฎหมายท้องถิ่นเกี่ยวกับวีซ่า การทำงาน และการดูแลสัตว์ในประเทศปลายทาง
  • เตรียมใจให้พร้อมรับผิดชอบและยืดหยุ่นกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เพราะการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมและกิจวัตรที่ไม่คุ้นเคยคือส่วนหนึ่งของการผจญภัย
  • อาจลองเริ่มจากการเฝ้าบ้านในประเทศก่อน เพื่อสร้างโปรไฟล์และประสบการณ์ ก่อนจะไปผจญภัยในต่างแดน

ในยุคที่นักเดินทางชาวไทยมองหาวิธีเที่ยวให้คุ้มค่าและเต็มอิ่มด้วยประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีความหมาย การท่องเที่ยวแบบเฝ้าบ้านถือเป็นทางเลือกที่ท้าทายและคุ้มค่า ช่วยให้คุณได้เห็นโลกกว้างในขณะที่รู้สึกเหมือนได้อยู่บ้านของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานทางไกลจากวิลล่าสุดหรูในสเปน หรือดูแลสวนสวยในชนบทของออสเตรเลีย

ลิงก์แหล่งข้อมูลทั้งหมดที่อ้างอิง: