งานวิจัยและบทวิเคราะห์จากสื่อหลายสำนักในช่วงหลัง กำลังตีแผ่วิกฤตเร่งด่วนที่ครอบครัวทั่วโลกกำลังเผชิญ รวมถึงในประเทศไทย นั่นคือ ภาวะหมดไฟในการเป็นพ่อแม่ (parental burnout) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จนจุดประเด็นถกเถียงเรื่องคำกล่าวที่ว่า “พ่อแม่ยุคนี้อ่อนแอกว่าที่เคยเป็น” ในขณะที่นักวิจัย แพทย์ และนักการศึกษาต่างพยายามทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนว่า หากไม่เร่งจัดการอย่างจริงจัง ปัญหานี้อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสุขภาวะของครอบครัวและพัฒนาการของเด็กได้
ปัญหานี้ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวสังคมไทยอย่างยิ่ง เมื่อความคาดหวังดั้งเดิมเรื่องการเลี้ยงลูกที่หยั่งรากลึกในเรื่องการเสียสละ ความมีวินัย และการรักษาหน้าตาของวงศ์ตระกูล ต้องมาปะทะกับความท้าทายของชีวิตยุคใหม่ งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ภาวะพ่อแม่หมดไฟไม่ใช่แค่เรื่องความอ่อนแอส่วนบุคคล แต่เป็นปฏิกิริยาอันซับซ้อนต่อความเครียดเรื้อรัง ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ และแรงกดดันทางสังคม ซึ่งแตกต่างจากความเหนื่อยล้าทั่วไปจากการเลี้ยงลูก เพราะปัจจุบันภาวะนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นกลุ่มอาการ (syndrome) ที่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัวทั้งต่อสุขภาพจิต พฤติกรรม และร่างกาย (Medical Xpress; NYT)
แนวคิดเรื่องภาวะพ่อแม่หมดไฟเริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการตั้งแต่ปี 2019 เมื่อนักวิจัยให้คำนิยามว่าเป็นสภาวะที่ประกอบด้วย “ความรู้สึกท่วมท้น เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เริ่มถอยห่างจากลูก และรู้สึกว่าตัวเองเป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้เรื่อง” และในงานวิจัยล่าสุดช่วงปี 2024 และ 2025 นักวิทยาศาสตร์ได้เจาะลึกถึงปัจจัยต่างๆ เช่น การจัดการอารมณ์ ความสมบูรณ์แบบ (perfectionism) และความเมตตาต่อตนเอง (self-compassion) ว่ามีผลต่อกระบวนการไปสู่ภาวะหมดไฟอย่างไร (PubMed study 2025)
งานวิจัยชิ้นหนึ่งในวารสาร BMC Psychology ปี 2024 พบว่า ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการเป็นพ่อแม่ (parental self-efficacy) มีความสัมพันธ์แบบสวนทางกับภาวะหมดไฟอย่างชัดเจน กล่าวคือ ยิ่งพ่อแม่มั่นใจในทักษะของตัวเองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟน้อยลงเท่านั้น (BMC Psychology) แต่ปัจจัยปกป้องเหล่านี้อาจถูกกัดกร่อนได้ง่ายจากความเครียดทางสังคมและเศรษฐกิจที่รุมเร้า ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทั้งจากผลกระทบต่อเนื่องของโรคระบาดโควิด-19 ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และค่านิยมทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป
พาดหัวข่าวของ The Telegraph ที่ตั้งคำถามว่าพ่อแม่ยุคนี้ “อ่อนแอกว่าที่เคยเป็นมา” ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรง แม้หลายคนจะมองว่าเป็นการกล่าวโทษพ่อแม่อย่างไม่เป็นธรรม แต่นักวิจัยย้ำว่าความเสี่ยงของภาวะหมดไฟนั้นถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยเชิงโครงสร้างและจิตวิทยาที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพ่อแม่ ในสังคมไทย ซึ่งแต่เดิมเคยมีครอบครัวขยายคอยช่วยกันดูแลลูกหลาน การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมเมืองและการเพิ่มขึ้นของครอบครัวเดี่ยว ทำให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับคนไม่กี่คน ส่งผลให้พวกเขาเปราะบางต่อภาวะหมดไฟมากขึ้น
สำหรับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ผลกระทบที่อาจตามมานั้นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ภาวะพ่อแม่หมดไฟในระยะยาวมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคซึมเศร้า ปัญหาความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ ไปจนถึงการละเลยหรือทำร้ายเด็ก (Medical Xpress) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพครอบครัวท่านหนึ่งให้ความเห็นกับสื่อ NPR ว่า “การเลี้ยงดูมนุษย์ตัวเล็กๆ ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แต่ทุกวันนี้โครงสร้างการสนับสนุนทางสังคมที่ลดน้อยลง ทำให้สภาพแวดล้อมท้าทายกว่าเดิมมาก”
ในงานวิจัยปี 2025 นักวิจัยพบว่า การจัดการอารมณ์ สามารถเป็นเกราะป้องกันพ่อแม่จากภาวะหมดไฟได้ โดยคนที่มีทักษะรับมือและจัดการอารมณ์ได้ดี มีแนวโน้มที่จะเผชิญความเหนื่อยล้าจนหมดแรงน้อยกว่า (PubMed study 2025) ในทางกลับกัน นิสัยชอบความสมบูรณ์แบบและความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งมักถูกกระตุ้นโดยโซเชียลมีเดียและวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกแบบแข่งขัน ก็ถูกชี้ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ภาวะหมดไฟ (ScienceDirect)
พ่อแม่ชาวไทยอาจรู้สึกถึงแรงกดดันเป็นพิเศษจากการต้องรักษาสมดุลระหว่างอุดมคติการเลี้ยงลูกแบบดั้งเดิมกับแรงบีบคั้นทางสังคมและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่พ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่ การแข่งขันทางการศึกษาที่สูงลิ่ว และค่าครองชีพที่พุ่งทะยาน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ สิ่งเหล่านี้ทำให้แทบไม่เหลือเวลาสำหรับการดูแลตัวเองหรือการพึ่งพากันในชุมชน (Bangkok Post report) ช่องว่างที่ถ่างกว้างขึ้นระหว่างความคาดหวังกับความเป็นจริงนี้ อาจสร้างความรู้สึกอับอายและตีตรา ทำให้พ่อแม่บางคนเลือกที่จะเก็บซ่อนความทุกข์ไว้เพียงลำพังแทนที่จะขอความช่วยเหลือ
นอกเหนือจากผลกระทบระดับครอบครัว ผลกระทบต่อสังคมในภาพรวมก็น่ากังวลไม่แพ้กัน พ่อแม่ที่หมดไฟย่อมไม่สามารถให้การสนับสนุนทางอารมณ์ สร้างความอบอุ่นมั่นคง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อผลการเรียนและพัฒนาการทางจิตใจของเด็ก (NYT) ในบริบทของไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาได้เตือนว่า ภาวะพ่อแม่หมดไฟอาจเป็นตัวบั่นทอนเป้าหมายของประเทศในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความเข้มแข็งทางใจ และนวัตกรรมในคนรุ่นต่อไป
ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าไม่ควรตีตราพ่อแม่ที่กำลังเผชิญปัญหานี้ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยให้ความเห็นว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอ แต่เป็นเรื่องของการสะสมความเครียดโดยไม่มีกลไกสนับสนุนที่เพียงพอ การกล่าวโทษพ่อแม่ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวและไม่กล้าขอความช่วยเหลือที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้”
ผู้กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขของไทยตั้งข้อสังเกตว่า การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนแบบดั้งเดิม เช่น การพึ่งพาครอบครัวขยายหรือเครือข่ายเพื่อนบ้าน ได้ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้การสนับสนุนเชิงนโยบายมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ข้อเสนอแนะบางส่วนที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ การขยายการเข้าถึงสถานรับเลี้ยงเด็กในราคาที่เข้าถึงได้ การจัดโครงการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองและเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต และการผลักดันนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นสำหรับพ่อแม่
สำหรับพ่อแม่ที่กำลังเผชิญภาวะหมดไฟ งานวิจัยล่าสุดได้แนะแนวทางรับมือที่ทำได้จริงหลายวิธี เช่น การฝึกเมตตาต่อตนเอง การตั้งเป้าหมายที่สมเหตุสมผล การสร้างเครือข่ายสังคมเพื่อพึ่งพิง และการขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างเรื่องงานกับครอบครัว ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและสร้างความเข้มแข็งทางใจได้ (NYT; Psychology Today) นอกจากนี้ พ่อแม่ชาวไทยยังสามารถนำหลักปฏิบัติที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมมาปรับใช้ได้ เช่น การเจริญสติ การทำสมาธิตามแนวพุทธ หรือการเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งเข้ากับค่านิยมและวิถีปฏิบัติของท้องถิ่น
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้เกิดการตอบสนองอย่างเป็นระบบจากทั้งนักการศึกษา นายจ้าง และผู้กำหนดนโยบาย การลงทุนในมาตรการป้องกันทั้งในที่ทำงานและระดับชุมชนคือหัวใจสำคัญ ขณะเดียวกัน สังคมควรหันมาพูดคุยเพื่อลดการตีตราความทุกข์ของพ่อแม่ และสร้างความรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน เมื่อพิจารณาจากขนาดของปัญหา การพัฒนาระบบสนับสนุนที่เข้าถึงง่าย เช่น บริการให้คำปรึกษาในโรงเรียนและสถานพยาบาลปฐมภูมิ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องสุขภาวะของทั้งพ่อแม่และลูกหลานในระยะยาว
โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดได้หักล้างความเชื่อที่ว่าภาวะพ่อแม่หมดไฟเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ แต่กลับตอกย้ำว่าพ่อแม่ยุคใหม่ รวมถึงในประเทศไทย กำลังเผชิญกับความท้าทายที่หนักหน่วงขึ้น ซึ่งต้องการความเห็นอกเห็นใจ การลงมือทำ และการปฏิรูปเชิงระบบ สำหรับครอบครัวไทย ทางออกที่ดีที่สุดอาจเป็นการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเรื่องเครือข่ายชุมชนเข้ากับเครื่องมือและทรัพยากรสมัยใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงในปัจจุบัน ทั้งพ่อแม่ นักการศึกษา และภาครัฐ ควรเปิดพื้นที่สนทนาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง รีบขอความช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ และร่วมกันผลักดันนโยบายที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของครอบครัวเป็นอันดับแรก