ข่าวดีสำหรับคนรักการออกกำลังกายและผู้ที่ใส่ใจสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด เมื่อผลการวิจัยทางการแพทย์ชิ้นล่าสุดยืนยันว่า การออกกำลังกายอย่างหนักถึงสัปดาห์ละ 9 ชั่วโมงนั้นปลอดภัยต่อหัวใจ นับเป็นการทลายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการออกกำลังกายที่หักโหมเกินไปอาจเป็นอันตราย ผลวิจัยนี้ได้สร้างความกระจ่างครั้งใหม่ให้คนไทยและผู้คนทั่วโลก ในช่วงเวลาที่ภาครัฐกำลังผลักดันนโยบายสาธารณสุขให้ผู้คนหันมาใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงมากขึ้น เพื่อรับมือกับภาระโรคหัวใจที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศ
แม้ที่ผ่านมาประโยชน์ของการออกกำลังกายจะเป็นที่ยอมรับกันในวงกว้าง แต่เกณฑ์สูงสุดของการออกกำลังกายที่ “ปลอดภัย” ต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมากหรือทำซ้ำๆ ยังคงเป็นประเด็นถกเถียง หลายคนกังวลจากรายงานข่าวที่ว่าการออกกำลังกายแบบเน้นความทนทานในปริมาณสูงอาจส่งผลเสียต่อหัวใจ โดยเฉพาะในผู้สูงวัยหรือผู้มีโรคประจำตัว แต่งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ได้เข้ามาเปลี่ยนมุมมองดังกล่าว โดยมีรายงานสรุปจาก Inshorts ระบุว่าผู้ที่ออกกำลังกายนานถึง 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่พบผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหัวใจแต่อย่างใด
ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญสำหรับคนไทย
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของไทย คร่าชีวิตผู้คนไปราว 75,000 คนต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 20% ของการเสียชีวิตทั้งหมด (อ้างอิง) วิถีชีวิตคนไทยยุคใหม่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ มีแนวโน้มเนือยนิ่งมากขึ้น จากการทำงานในออฟฟิศ การเดินทางด้วยรถยนต์ และการใช้เวลาว่างไปกับหน้าจอ เมื่อผนวกกับอัตราโรคอ้วนและเบาหวานที่พุ่งสูงขึ้น การหาแนวทางการออกกำลังกายที่ทั้งปลอดภัยและได้ผลจึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านสาธารณสุขของประเทศ
งานวิจัยดังกล่าวได้ประเมินผู้ใหญ่หลายพันคนเป็นระยะเวลานาน โดยติดตามระดับการออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์และผลลัพธ์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ผลการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนัก แม้จะนานถึง 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือปัญหาสุขภาพหัวใจอื่นๆ ตรงกันข้าม กลุ่มตัวอย่างกลับมีสมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น มีความดันโลหิตต่ำลง และมีระดับคอเลสเตอรอลที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ออกกำลังกายน้อย
ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและเวชศาสตร์การกีฬาต่างขานรับผลการวิจัยนี้ โฆษกจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “เราสนับสนุนให้คนไทยออกกำลังกายมาตลอด แต่ความสับสนว่าแค่ไหนถึงจะเรียกว่า ‘มากเกินไป’ มักทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะรับประโยชน์สูงสุดจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งานวิจัยระดับนานาชาติชิ้นนี้เป็นเครื่องยืนยันที่หนักแน่นว่าการออกกำลังกายในระดับสูงนั้นปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีส่วนใหญ่” อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมย้ำว่า ผู้ที่มีภาวะเกี่ยวกับหัวใจอยู่แล้วยังคงต้องปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเฉพาะบุคคลก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายที่หนักหน่วง
สำหรับคนไทยทั่วไป ผลวิจัยนี้ชี้ว่าการตั้งเป้าออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็วในสวนลุมพินี ปั่นจักรยานรอบเกาะรัตนโกสินทร์ หรือฝึกมวยไทยเป็นประจำ ไม่เพียงแต่ปลอดภัย แต่ยังให้ประโยชน์ในระยะยาวอีกด้วย คำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยระบุว่า ผู้ใหญ่ควรตั้งเป้าออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 ถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์ และควรทำมากกว่านั้นหากเป็นไปได้ (WHO) ซึ่งงานวิจัยใหม่นี้ชี้ว่าเราสามารถทำได้เกินเป้าหมายดังกล่าว สูงสุดถึง 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยไม่มีความเสี่ยงต่อหัวใจ
ในบริบททางวัฒนธรรม สังคมไทยแต่เดิมผูกพันกับการเคลื่อนไหวร่างกายมาโดยตลอด ตั้งแต่การทำไร่ทำนาไปจนถึงการรำวง แต่ความเป็นเมือง การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความกดดันด้านการเรียนได้ลดกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันลง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ผลสำรวจในประเทศไทยปี 2566 พบว่ามีวัยรุ่นเพียงประมาณ 30% เท่านั้นที่ออกกำลังกายตามเกณฑ์แนะนำของประเทศ (อ้างอิง) นี่คือสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องรณรงค์ทั่วประเทศ โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ล่าสุด เพื่อปลุกกระแสให้วิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉงกลับมาเป็นเรื่องปกติอีกครั้ง
ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญหวังว่าผลการวิจัยนี้จะช่วยชี้นำนโยบายภาครัฐ กระตุ้นให้นักวางผังเมืองลงทุนสร้างสวนสาธารณะ ทางเท้า และเลนจักรยานมากขึ้น รวมถึงผลักดันให้โรงเรียนให้ความสำคัญกับวิชาพลศึกษา นอกจากนี้ งานวิจัยยังอาจเป็นแนวทางให้แพทย์สนับสนุนให้ผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านเมตาบอลิกตั้งเป้าหมายการออกกำลังกายที่สูงขึ้นได้
สรุปได้ว่าคนไทยสามารถสบายใจได้เลยว่า การทุ่มเทเวลาถึง 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ให้กับการออกกำลังกายนั้นปลอดภัยต่อหัวใจ ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาล และคุ้มค่าที่จะลงทุนเพื่อสุขภาวะที่ดีของตนเองและของชาติ คนไทยทุกเพศทุกวัยควรใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นี้เป็นแรงบันดาลใจในการเข้าคลาสฟิตเนส ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเพียงแค่ลุกขึ้นมาขยับร่างกายให้บ่อยขึ้นในแต่ละวัน แต่สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้ว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับตนเองก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายที่หนักหน่วง
หากต้องการอ่านบทสรุปของงานวิจัย สามารถดูได้ที่ รายงานของ Inshorts สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จาก องค์การอนามัยโลก คอลัมน์สุขภาพของ Bangkok Post และคำแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกายอย่างปลอดภัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย