นักจิตวิทยาพัฒนาการชั้นนำกำลังส่งเสียงเตือนไปยังพ่อแม่ผู้ปกครองและปู่ย่าตายายทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ให้พิจารณาการเลือกซื้อของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแสงสีเสียงตระการตาให้แก่เด็กเล็กอีกครั้ง โดยชี้ว่าของเล่นประเภทนี้อาจเป็นตัวขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ การควบคุมอารมณ์ และการเติบโตทางสติปัญญาของเด็ก คำแนะนำนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้งผ่านบทความในนิตยสาร Parade ซึ่งสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นถึงผลกระทบระยะยาวของของเล่นไฮเทคต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย พร้อมทั้งสนับสนุนให้เด็กๆ กลับไปสู่การเล่นของเล่นแบบดั้งเดิมที่ช่วยปลดปล่อยจินตนาการได้อย่างเต็มที่ (บทความจาก Yahoo/Parade)
หัวใจสำคัญของคำเตือนนี้ คือความกังวลต่อของเล่นที่มีแสงวาบวับ มีเสียงดัง หรือของเล่นที่เด็กทำได้เพียงแค่นั่งมองเฉยๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นของของเล่นอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากที่วางขายอยู่เกลื่อนตลาดและมีอยู่แทบทุกบ้านในไทย “ควรหลีกเลี่ยงของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ที่กระตุ้นมากเกินไป เพราะมันบั่นทอนความคิดสร้างสรรค์และทักษะการควบคุมตนเอง” ผู้เชี่ยวชาญกล่าวเตือน ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของของเล่นประเภทนี้ต่อระบบประสาทและพฤติกรรมของเด็ก
ข่าวนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวชาวไทย ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กระแสความนิยมของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในไทยต่างก็อัดแน่นไปด้วยสินค้าเหล่านี้ ตั้งแต่หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงไปจนถึงแท็บเล็ตสำหรับเด็กเล็ก แม้ของเล่นเหล่านี้มักจะโฆษณาว่าช่วยเสริมทักษะด้านภาษา คณิตศาสตร์ หรือสะเต็มศึกษา (STEM) แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าลักษณะของตัวของเล่นเองอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อสมองที่กำลังพัฒนาของเด็ก จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Pediatrics พบว่าของเล่นที่ใช้หน้าจอและแบตเตอรี่มักจะลดทอนความถี่และคุณภาพของปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางอารมณ์ที่สมบูรณ์ (JAMA Pediatrics) สำหรับพ่อแม่ชาวไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ ของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ได้กลายเป็นเครื่องมือที่เข้ามาแทนที่การเล่นกับลูกโดยตรง ด้วยความสะดวกสบายและความเชื่อว่าของเล่นเหล่านี้สามารถ “สอน” ทักษะที่มีค่าให้แก่ลูกได้
นักจิตวิทยาที่ให้สัมภาษณ์ในบทความดังกล่าว สนับสนุนของเล่นที่ส่งเสริม การเล่นแบบปลายเปิด (open-ended play) เช่น ตัวต่อ จิ๊กซอว์ และของเล่นที่กระตุ้นประสาทสัมผัส “ของเล่นที่กระตุ้นประสาทสัมผัส จิ๊กซอว์ที่เหมาะกับวัย ตัวต่อ ของเล่นที่ไม่ต้องใช้ถ่าน และของเล่นทุกชนิดที่ส่งเสริมการเล่นบทบาทสมมติและการแก้ปัญหา ล้วนเป็นของเล่นที่ดีที่สุดต่อสมองที่กำลังพัฒนา” ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำ ของเล่นเหล่านี้เปิดโอกาสให้เด็กสร้างเรื่องราวของตนเอง แก้ปัญหา และทดลองทำสิ่งต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยวางรากฐานการคิดและพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และสังคม
ข้อมูลจากสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Pediatrics) ก็สนับสนุนแนวคิดนี้ โดยชี้ว่าของเล่นแบบดั้งเดิม เช่น ชุดตัวต่อและดินน้ำมัน มีประสิทธิภาพสูงกว่าของเล่นอิเล็กทรอนิกส์อย่างสม่ำเสมอในด้านการพัฒนาทักษะการพูด กล้ามเนื้อมัดเล็ก และความคิดสร้างสรรค์ (คำแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการของ Pediatrics) สำหรับครอบครัวไทยที่มีรากฐานจากสังคมเกษตรกรรมหรือครอบครัวขยาย คำแนะนำเหล่านี้สอดคล้องกับภูมิปัญญาดั้งเดิมเกี่ยวกับคุณค่าของของเล่นทำมือ ไม่ว่าจะเป็นของเล่นจากกะลามะพร้าว ม้าก้านกล้วย หรือตุ๊กตาผ้า ซึ่งได้สร้างความสนุกสนานและสอนเด็กไทยมาหลายรุ่นก่อนยุคของเล่นอิเล็กทรอนิกส์
ในมุมมองทางวัฒนธรรม การเรียกร้องให้ทบทวนการเลือกของเล่นนี้ยังเชื่อมโยงกับค่านิยมของไทยอย่าง “ความสนุก” (sanuk) ความผูกพันในครอบครัว และการเรียนรู้ในชุมชน การเล่นในสังคมไทยไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมของเด็กคนเดียว แต่ยังรวมถึงพี่น้อง ผู้ใหญ่ และเพื่อนบ้านอีกด้วย การเล่นแบบปลายเปิดช่วยเสริมสร้างค่านิยมทางสังคมที่สำคัญของไทย เช่น การร่วมมือ ความอดทน และการปรับตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยหลายแห่งชี้ว่า การให้ญาติพี่น้องและคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการเล่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและการรับรู้ทางสังคม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มักถูกมองข้ามเมื่อเด็กเล่นของเล่นอิเล็กทรอนิกส์เพียงลำพัง (มหาวิทยาลัยมหิดล: พัฒนาการเด็กปฐมวัย)
คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์การใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าเข้าถึงกว่า 90% ของครัวเรือนในเขตเมืองที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี นอกจากนี้ การเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้ครอบครัวไทยต้องพึ่งพาหน้าจอมากขึ้น ทั้งเพื่อการศึกษาและการเล่น ซึ่งทำให้เส้นแบ่งระหว่างการใช้งานดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และแบบรอรับอย่างเดียวพร่าเลือนไป (สำนักงานสถิติแห่งชาติ: การสำรวจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ไม่ใช่ทุกการใช้หน้าจอหรือการเล่นดิจิทัลจะส่งผลเสียเสมอไป ปัญหาอยู่ที่การใช้เวลามากเกินไป การมีปฏิสัมพันธ์แบบทางเดียว (passive interaction) และการเข้ามาแทนที่กิจกรรมอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการมากกว่า นักจิตวิทยาเด็กจากโรงพยาบาลชั้นนำของไทยก็แสดงความกังวลในทิศทางเดียวกัน โดยสังเกตเห็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของโรคสมาธิสั้นและพัฒนาการด้านการพูดล่าช้าในเด็กก่อนวัยเรียนที่เล่นของเล่นอิเล็กทรอนิกส์และอยู่กับหน้าจอบ่อยครั้ง แนวโน้มนี้ได้กระตุ้นให้เกิดโครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขในไทย เช่น โครงการ “เล่นเปลี่ยนโลก” โดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสนับสนุนให้พ่อแม่เล่นกับลูกทุกวันโดยไม่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อเป็นรากฐานของการเรียนรู้ในวัยเยาว์ (กระทรวงสาธารณสุข: เล่นเปลี่ยนโลก)
สำหรับคำแนะนำเชิงปฏิบัติ นักจิตวิทยาแนะว่าผู้ดูแลเด็กควร “จัดเวลาเล่นแบบที่ให้เด็กเป็นผู้นำโดยไม่มีอะไรมารบกวน ในช่วงเวลานี้ ให้วางโทรศัพท์ลง แล้วปล่อยให้ลูกนำการเล่น” การให้ความสำคัญกับช่วงเวลาดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความผูกพันทางอารมณ์และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ที่มีความหมาย แนวทางนี้สอดคล้องกับวิถีของครอบครัวไทยเป็นอย่างดี ที่ปู่ย่าตายายมักเป็นผู้ดูแลหลักและมีบทบาทสำคัญในการสร้างทัศนคติต่อการเล่นและเทคโนโลยี
นอกจากการปฏิบัติในระดับครอบครัวแล้ว เรื่องนี้ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อโรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของไทย โดยกระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยเพื่อลดกิจกรรมที่ใช้หน้าจอ และหันมาเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำและประสบการณ์จริง ปัจจุบัน โรงเรียนอนุบาลต้นแบบในหลายจังหวัดได้จัดสรรเวลา “เล่นอิสระ” วันละเกือบสองชั่วโมง โดยใช้อุปกรณ์อย่างตัวต่อ ทราย ดินน้ำมัน และวัสดุจากธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนแนวทางเดียวกับที่นักจิตวิทยาแนะนำ (Bangkok Post: การปฏิรูปหลักสูตรปฐมวัย)
อีกแง่มุมหนึ่งของเรื่องนี้คืออุตสาหกรรมของเล่นไทยที่กำลังเฟื่องฟู ซึ่งคาดว่าจะเติบโตปีละ 7% ไปจนถึงสิ้นทศวรรษนี้ (Statista: ตลาดของเล่นในประเทศไทย 2024) ขณะนี้ เริ่มมีเสียงเรียกร้องจากนักการศึกษาและนักจิตวิทยาไทยให้ผู้ผลิตหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตของเล่นที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์และเป็นแบบปลายเปิด ซึ่งออกแบบให้เข้ากับประเพณีและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ผู้ประกอบการและกิจการเพื่อสังคมบางแห่งได้เริ่มนำของเล่นไทยโบราณกลับมาทำใหม่ เช่น “ลูกข่าง” ปี่ซังข้าว และตุ๊กตาสานรูปสัตว์ต่างๆ ซึ่งล้วนสนับสนุนหลักการเดียวกับตัวต่อและชุดของเล่นฝึกทักษะจากต่างประเทศ
ในอนาคต คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญอาจส่งผลต่อทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคและนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะหากมีการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้อย่างกว้างขวางผ่านเว็บบอร์ดของคุณพ่อคุณแม่และรายการโทรทัศน์ยอดนิยมในไทย หากคนส่วนใหญ่หันมาปรับใช้แนวทางนี้ อาจนำไปสู่การปรับสมดุลทางวัฒนธรรม ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางใจและอารมณ์ของเด็กไทยมากกว่าความน่าดึงดูดใจของของเล่นดิจิทัลรุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กๆ จะเติบโตขึ้นพร้อมกับทักษะการควบคุมตนเอง ความเข้มแข็งทางใจ และความคิดสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่ง
สำหรับผู้ดูแลเด็กชาวไทยที่ต้องการนำคำแนะนำนี้ไปปฏิบัติ ผู้เชี่ยวชาญได้สรุปขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้: ทบทวนประเภทและความถี่ของของเล่นที่บ้าน, จัดเวลาเล่นด้วยกันในครอบครัวเป็นประจำโดยใช้ของเล่นที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์, ลองมองหาของเล่นแบบดั้งเดิมและของเล่นกระตุ้นประสาทสัมผัสจากตลาดในท้องถิ่น และสนับสนุนให้โรงเรียนใช้หลักสูตรที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ การลดเวลาหน้าจอแบบทางเดียวและส่งเสริมการเล่นแบบจินตนาการซึ่งหน้า อาจเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของเด็กรุ่นต่อไปของไทย
แหล่งข้อมูลที่ใช้ในบทความนี้ประกอบด้วย Yahoo/Parade, JAMA Pediatrics, American Academy of Pediatrics, มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, กระทรวงสาธารณสุข, Bangkok Post, และ Statista