ความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าแม่คือฝ่ายที่ต้องแบกรับความเครียดจากการเลี้ยงลูกมากกว่า อาจไม่จริงเสมอไป เมื่อผลการศึกษาชิ้นใหม่ล่าสุดได้ออกมาฉายภาพอีกมุมที่น่าตกใจว่า บรรดาคุณพ่อกำลังเผชิญกับความเหงา ความรู้สึกท่วมท้น และความตึงเครียดทางอารมณ์ที่หนักหน่วงกว่าคุณแม่เสียอีก ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่สำคัญอย่างยิ่งต่อครอบครัวทั้งในไทยและทั่วโลก ผลสำรวจระดับชาติสองชิ้นล่าสุดในสหรัฐอเมริกาชี้ว่า ภาระทางอารมณ์ที่คุณพ่อต้องแบกรับนั้นมักถูกมองข้าม แต่กำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่สังคมเริ่มทบทวนบทบาททางเพศและพลวัตของครอบครัวกันใหม่ (eladelantado.com)

เมื่อนึกถึงวันพ่อ หลายคนอาจจินตนาการถึงภาพคุณพ่อที่มีความสุขกับการทานอาหารเช้าบนเตียง หรือวิดีโอคอลกับลูกๆ ที่อยู่ไกล แต่หลังม่านแห่งการเฉลิมฉลอง คุณพ่อจำนวนไม่น้อยกลับต้องอยู่กับความโดดเดี่ยวและต่อสู้กับอารมณ์ที่พวกเขาไม่ค่อยได้แสดงออก ผลสำรวจจากศูนย์การแพทย์เว็กซ์เนอร์ มหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต พบว่าสองในสามของผู้ปกครองชาวอเมริกันรู้สึกเหงา “บางครั้งหรือบ่อยครั้ง” จากภาระหน้าที่ในแต่ละวัน และที่น่าสนใจคือ เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปกลับพบว่า พ่อมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเหงา “บ่อย” มากกว่าแม่ แม้โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาดูแลลูกน้อยกว่าก็ตาม

ข้อมูลนี้ยังสอดคล้องกับโครงการวิจัยร่วมระหว่างนิตยสาร Parents และ Verywell Mind ซึ่งเผยว่า 59% ของพ่อต้องการให้คนอื่นมองเห็นและเข้าใจพวกเขามากขึ้น และสองในสามยอมรับว่าตนเองมีความเครียดอย่างน้อยในระดับปานกลางในช่วงเดือนที่ผ่านมา ความเหลื่อมล้ำนี้ชี้ให้เห็นถึงความโดดเดี่ยวในรูปแบบเฉพาะตัวของคุณพ่อ ซึ่งเป็นปัญหาที่มองเห็นได้ยากแต่กำลังทวีความรุนแรง และไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในโลกตะวันตกเท่านั้น เพราะในขณะที่สังคมไทยกำลังพัฒนา ปัจจัยเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนแนวโน้มเหล่านี้ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อครัวเรือนไทยแล้วเช่นกัน

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้? ปัจจัยสำคัญประการแรกคือ แรงกดดันที่พ่อต้องทำหน้าที่เป็น “เสาหลักของครอบครัว” จากผลสำรวจของ Verywell Mind พบว่า 62% ของพ่อระบุว่าความรับผิดชอบในการหาเลี้ยงครอบครัวคือสาเหตุหลักของความเครียด ซึ่งสูงกว่าปัจจัยอื่นๆ อย่างชัดเจน บทบาทนี้แม้จะมีรากฐานมาจากธรรมเนียมดั้งเดิม แต่ก็ยังคงฝังแน่นในสังคมไทย ที่ซึ่งความคาดหวังทางวัฒนธรรมมักเน้นย้ำให้ผู้ชายเป็นผู้หาเลี้ยงมากกว่าการแบ่งเบาภาระในบ้าน (Bangkok Post)

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือสิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่จำกัด งานวิจัยล่าสุดในวารสาร Pediatrics ชี้ว่า 64% ของคุณพ่อมือใหม่ในสหรัฐอเมริกาใช้สิทธิลางานไม่ถึงสองสัปดาห์หลังคลอดบุตร ส่วนใหญ่เพราะกลัวผลกระทบเชิงลบต่อหน้าที่การงาน ประเทศไทยเองก็เผชิญความท้าทายนี้เช่นกัน แม้กฎหมายจะให้สิทธิลาแก่พ่อได้ไม่กี่วัน แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการใช้งานน้อย เนื่องจากความคาดหวังในที่ทำงานและทัศนคติของสังคม (รายงานของ ILO เกี่ยวกับการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรในประเทศไทย)

ท้ายที่สุด ค่านิยมทางสังคมที่ยังคงมองพ่อเป็นเพียง “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ผู้ปกครอง” ที่เท่าเทียม เป็นบรรทัดฐานที่ตอกย้ำด้วยการขาดแคลนกลุ่มสนับสนุนและเครือข่ายสำหรับพ่อโดยเฉพาะ ข้อมูลจากมูลนิธิโมเวมเบอร์ในแคนาดาเผยว่า พ่อกว่าครึ่งหนึ่งกล่าวว่า “มีแหล่งข้อมูลสำหรับพ่อน้อยเกินไป” การขาดการเชื่อมต่อกับกลุ่มเพื่อนที่มีประสบการณ์คล้ายกันนี้เองที่ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความโดดเดี่ยว ขณะที่ในประเทศไทย เครือข่ายสนับสนุนสำหรับแม่นั้นมีอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัย แต่พื้นที่ลักษณะเดียวกันสำหรับพ่อกลับหาได้ยากหรือแทบไม่มีเลย

แต่ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องเงินเท่านั้น ผลการศึกษาของ Parents/Verywell พบว่า 43% ของพ่อระบุว่าความเครียดอย่างน้อยครึ่งหนึ่งมาจากภาระการดูแลลูกโดยตรง ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าจากผลสำรวจลักษณะเดียวกันในปี 2018 ภาวะหมดไฟ (burnout) จึงกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตตแสดงให้เห็นว่า 62% ของผู้ปกครองทั้งหมด รวมถึงพ่อทั้งชาวไทยและต่างชาติ รายงานว่ารู้สึก “อ่อนเพลียหมดแรงแทบทุกวัน” จากภาระในครอบครัว ผลลัพธ์คือความเหนื่อยล้าทางอารมณ์อย่างหนักของผู้ชายที่ต้องติดอยู่ระหว่างการเป็นเสาหลักของครอบครัวกับความคาดหวังของสังคมยุคใหม่ที่อยากให้พวกเขาเป็นพ่อที่เข้าถึงอารมณ์ของลูก

แม้จะเป็นความจริงที่ว่าแม่ยังคงรายงานความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันและความรู้สึกผิดต่อสุขภาวะของลูกในระดับที่สูงกว่า แต่งานวิจัยล่าสุดเหล่านี้ได้ฉายให้เห็นภาระของคุณพ่อที่แตกต่างออกไป นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ภาระทางใจที่มองไม่เห็น” (invisible load inversion) ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ชายมักจะเก็บความเครียดไว้กับตัว มีโอกาสระบายน้อยกว่า มีเครือข่ายสนับสนุนที่เข้าถึงยากกว่า และมีสิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่สั้นกว่า ในสังคมไทยที่เรื่องสุขภาพจิตยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน คุณพ่ออาจพบว่าการขอความช่วยเหลือหรือการยอมรับความเปราะบางของตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความรู้สึกโดดเดี่ยวให้เลวร้ายลง (รายงานของ WHO เกี่ยวกับสุขภาพจิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

ผลกระทบของความเหงาในหมู่คุณพ่อไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวพวกเขาเอง แต่ยังส่งผลต่อสุขภาวะของครอบครัวและพัฒนาการของลูกอีกด้วย ผลสำรวจของ Gallup ในเดือนมิถุนายน 2025 เกี่ยวกับวัยรุ่น Gen Z ในอเมริกา พบว่า มีวัยรุ่นเพียง 44% เท่านั้นที่ได้พูดคุยกับพ่อเกี่ยวกับอนาคตของตนเองบ่อยครั้ง เทียบกับ 60% ที่ได้พูดคุยกับแม่ นักวิจัยชี้ว่าวัยรุ่นที่พ่อไม่ค่อยสื่อสารเรื่องการวางแผนชีวิตจะรู้สึกว่าตนเองไม่พร้อมสำหรับวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่นักการศึกษาและผู้ปกครองชาวไทยควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากสังคมไทยให้ความสำคัญกับการเกื้อกูลในครอบครัวและการชี้แนะแนวทางชีวิตอย่างมาก (อ้างอิงผลสำรวจ Gallup) ในขณะเดียวกัน รายงานจากมหาวิทยาลัยลินคอล์นก็ตอกย้ำว่าความเหงาของคุณพ่อในช่วงแรกเกิดของลูกนั้นสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตคู่ที่ลดลงและความผูกพันกับทารกที่ล่าช้า ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สะท้อนให้เห็นในพลวัตของครอบครัวไทยที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ราบรื่น

การรวมกลุ่มกันในระดับชุมชนที่เริ่มเกิดขึ้นใหม่ๆ ได้เสนอทางออกเพื่อทลายกำแพงแห่งความเงียบนี้ ตัวอย่างเช่น AutisHIM พอดแคสต์และกลุ่มสนับสนุนที่ก่อตั้งโดยคุณพ่อสองคนที่มีลูกเป็นออทิสติกในอเมริกาเหนือ ได้เติบโตจนกลายเป็นชุมชนที่เข้มแข็งซึ่งมีสมาชิกกว่า 5,000 คน และมีการจัดวงพูดคุยกับนักบำบัดทุกเดือน ผู้ก่อตั้งกล่าวว่าการแบ่งปันเรื่องราวช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวได้อย่างมหาศาล และทำให้พวกเขาสามารถสนับสนุนลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ AutisHIM จะเป็นโครงการในต่างประเทศ แต่หลักการของมันสามารถนำมาปรับใช้ในบริบทของไทยได้ นั่นคือ การสร้างเครือข่ายที่อิงจากประสบการณ์ร่วมของความเป็นพ่อ สามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นทางใจให้ครอบครัวได้ โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อที่มีลูกพิการหรือป่วยเรื้อรังที่มักต้องแบกรับภาระที่ซ่อนเร้นไว้ (โครงการ AutisHIM)

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญยิ่งตอกย้ำข้อสังเกตเหล่านี้ นักจิตวิทยาคลินิกชั้นนำที่มหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตตให้ความเห็นว่า “การเป็นพ่อในยุคนี้เปรียบเสมือนการทรงตัวบนเส้นด้ายที่เต็มไปด้วยแรงกดดันจากรอบด้าน ในขณะที่แม่มักจะพูดระบายออกมา แต่ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะถอยห่างและเก็บตัว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า การใช้สารเสพติด และความสัมพันธ์ที่พังทลาย” กุมารแพทย์ รวมถึงแพทย์ในโรงพยาบาลชั้นนำของกรุงเทพฯ ต่างเตือนว่าความเครียดของพ่อที่ไม่ได้รับการดูแลอาจนำไปสู่การเลี้ยงดูที่เข้มงวดรุนแรงขึ้นหรือการสร้างระยะห่างทางอารมณ์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการของเด็ก (สุขภาพจิตของผู้ปกครองและผลกระทบต่อเด็ก)

หากมองในบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย อุดมคติของความเป็นพ่อถูกหล่อหลอมจากแนวคิดขงจื๊อ พุทธศาสนา และราชประเพณีมาช้านาน ตามธรรมเนียมเดิม พ่อไทยทำหน้าที่เป็นผู้หาเลี้ยงที่น่าเคารพ แต่อยู่ห่างๆ และไม่สนับสนุนการแสดงอารมณ์ในที่สาธารณะ ปัจจุบัน ชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตในประเทศคาดหวังให้พ่อมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่โครงสร้างในที่ทำงานและบรรทัดฐานทางสังคมยังปรับตัวตามไม่ทัน การเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยนี้เห็นได้ชัดเจน กล่าวคือ พ่อรุ่นใหม่บอกว่าอยากจะเข้าถึงอารมณ์ของลูกได้มากขึ้น แต่หลายคนก็กังวลกับทัศนคติเชิงลบของสังคมหรือการขาดแคลนการสนับสนุน ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิด “ภาระทางใจที่มองไม่เห็น” ที่พบในงานวิจัยของตะวันตก (งานวิจัยของมูลนิธิอิสราเกี่ยวกับบทบาทครอบครัวไทย)

แล้วเราจะก้าวต่อไปอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าผู้กำหนดนโยบายและนายจ้างต้องลงมือแก้ไขปัญหาความเหงาและความเครียดของคุณพ่ออย่างจริงจัง ข้อเสนอแนะต่างๆ ครอบคลุมถึงการขยายสิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้างสำหรับพ่อ การส่งเสริมความยืดหยุ่นในที่ทำงาน การสร้างกลุ่มสนับสนุนสำหรับพ่อโดยเฉพาะ และการบูรณาการความรู้ด้านสุขภาพจิตของพ่อเข้ากับการดูแลแม่และเด็กในช่วงก่อนและหลังคลอด นอกจากนี้ โรงเรียนและองค์กรเยาวชนสามารถส่งเสริมการสื่อสารที่เปิดกว้างระหว่างพ่อลูก ในขณะที่วัดและศูนย์ชุมชนในไทยอาจพิจารณาสร้างกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้พ่อได้มีส่วนร่วมเพื่อทลายกำแพงอุปสรรคต่างๆ

สำหรับคุณพ่อชาวไทยโดยตรง งานวิจัยนี้ถือเป็นทั้งคำเตือนและเครื่องเตือนใจว่า สุขภาวะของคุณมีความสำคัญ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวคุณเอง แต่เพื่อลูกและคู่ชีวิตของคุณด้วย หากคุณรู้สึกโดดเดี่ยวหรือแบกรับภาระหนักเกินไป ลองเข้าร่วมกลุ่มคุณพ่อในพื้นที่ ขอคำปรึกษาจากผู้ที่คุณไว้วางใจ หรือเพียงแค่แบ่งปันความรู้สึกกับเพื่อนและครอบครัว สำหรับผู้เป็นแม่ ญาติพี่น้อง และนายจ้าง ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้นั้นชัดเจน นั่นคือ จงให้การสนับสนุนทั้งในเชิงรูปธรรมและทางอารมณ์แก่คุณพ่อ ชวนพวกเขามีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน และร่วมผลักดันนโยบายที่ยอมรับความเป็นจริงทางอารมณ์ของการเป็นพ่อแม่ในทุกมิติ

บทสรุปจากงานวิจัยล่าสุดนี้จึงชัดเจนว่า การต่อสู้กับความเหงาของผู้เป็นพ่อไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาวะส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุข การศึกษา และการพัฒนาสังคม ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ครอบครัวทั่วประเทศไทย และสร้างหลักประกันว่าคนรุ่นต่อไปจะเติบโตขึ้นมาในครัวเรือนที่มีความสุขและพร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

ที่มาของข้อมูล: Eladelantado.com, CNN Health, อ้างอิงผลสำรวจ Gallup, Bangkok Post, ILO parental leave in Thailand, WHO mental health Southeast Asia, Isara Foundation Thai family roles, AutisHIM initiative