ใบ “หนาด” (Blumea balsamifera) พืชสมุนไพรที่เราคุ้นตากันดีตามรั้วบ้านในต่างจังหวัด หรือในสวนสมุนไพรทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นยาสามัญประจำบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น คำพอง หนาดหลวง ผักชีช้าง หรือพิมเสน พืชชนิดนี้อยู่ในวงศ์เดียวกับทานตะวัน (Asteraceae) และแทรกซึมอยู่ในวิถีดูแลสุขภาพแบบไทยๆมาช้านาน แล้วในสายตาของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ล่ะ? พืชที่คนเฒ่าคนแก่นำมาตำพอกแผล หรือทำเป็นลูกประคบแก้ปวดเมื่อย แท้จริงแล้วมีดีอย่างไร? ในยุคที่ผู้คนทั่วโลกเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับการบำบัดด้วยวิถีธรรมชาติ “หนาด” จึงกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ชวนให้คนรักสุขภาพชาวไทยได้ลองมองภูมิปัญญาดั้งเดิมผ่านเลนส์วิทยาศาสตร์สมัยใหม่

นานนับศตวรรษที่ Blumea balsamifera หรือ “หนาด” เป็นดั่งสัญลักษณ์ของการเยียวยาแบบพื้นบ้าน ทั้งในไทย จีน ฟิลิปปินส์ และประเทศเพื่อนบ้านแถบอุษาคเนย์ สำหรับการแพทย์พื้นบ้านของไทยนั้น “ใบหนาด” สดถูกนำมาใช้ประโยชน์หลากหลายทั้งภายนอกและภายใน ไม่ว่าจะเป็นการพอกแผลที่ติดเชื้อ การอบไอน้ำสมุนไพรสำหรับสตรีหลังคลอด หรือการทำลูกประคบกลิ่นหอมเพื่อคลายเส้นสาย แม้ว่าการใช้ประโยชน์บางอย่างจะคล้ายกับตำรับยาของจีนและมลายู แต่การแพทย์แผนไทยกลับให้ความสำคัญกับหนาดเป็นพิเศษ โดยเชื่อว่ามีฤทธิ์เย็น ช่วยฆ่าเชื้อ และบรรเทาอาการปวดอักเสบ ตำราสมุนไพรพื้นบ้านของไทยหลายเล่ม (วิกิพีเดีย - ต้นหนาด) ยังระบุด้วยว่าหนาดมักเป็นส่วนผสมสำคัญในตำรับยาสมุนไพร (เช่น ลูกประคบ) ใช้ไล่แมลง และรักษาอาการอักเสบเล็กน้อย รวมถึงโรคผิวหนังต่างๆ

ในวิถีพุทธแบบไทยๆ หนาดยังมีบทบาทในพิธีกรรมตามวัดวาอารามอีกด้วย บางชุมชนนำใบหนาดมาวางรอบเครื่องเซ่นไหว้เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีและเสริมสิริมงคล ขณะที่บางแห่งใช้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของหนาดเป็นส่วนผสมในการทำธูปสมุนไพร สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญสองมิติของพืชชนิดนี้ คือเป็นทั้งยาที่ใช้ได้ผลจริงและเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ อันเป็นสัญลักษณ์ของสายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างธรรมชาติ สุขภาพ และความเชื่อในสังคมไทย

แล้ววิทยาการด้านเภสัชวิทยาสมัยใหม่ล่ะ ว่าอย่างไรเกี่ยวกับคุณค่าของหนาดตามความเชื่อโบราณ? ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้นำหนาดมาศึกษาในห้องปฏิบัติการและทดลองทางคลินิก เพื่อค้นหาฤทธิ์ทางชีวภาพที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม งานทบทวนวรรณกรรมชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร “Molecules” เมื่อปี ๒๕๖๑ (PMC6272021) ได้รวบรวมข้อมูลสารประกอบทั้งที่ระเหยง่ายและไม่ระเหยง่ายกว่า ๑๐๐ ชนิดที่พบในใบหนาด รวมถึงสารสำคัญอย่างแอล-บอร์เนียว (L-borneol) ที่เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะส่วนผสมยอดนิยมในยาหม่องและขี้ผึ้งแผนโบราณ นอกจากนี้ยังพบกลุ่มสารเคมีสำคัญอื่นๆ เช่น ฟลาโวนอยด์ เซสควิเทอร์พีน เทอร์พีนอยด์ และฟีนอลิก ซึ่งแต่ละกลุ่มล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับสรรพคุณทางสุขภาพตามที่มีรายงาน

สารประกอบเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องน่ารู้ทางพฤกษศาสตร์เท่านั้น จากบทความทบทวนวรรณกรรมฉบับเดียวกัน การศึกษาทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลองชี้ให้เห็นว่าสารสกัดและสารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากหนาดมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่น่าสนใจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ต้านเชื้อมาลาเรีย ปกป้องตับ ต้านโรคอ้วน หรือแม้แต่มีแนวโน้มต้านเซลล์มะเร็งในเบื้องต้น ตัวอย่างเช่น สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ในใบหนาดสามารถกำจัดอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์แซนทีนออกซิเดส (xanthine oxidase) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิตกรดยูริก อันเป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการใช้หนาดเพื่อลดการอักเสบและรักษาโรคเกาต์ ตามผลการศึกษาชิ้นหนึ่งเมื่อปี ๒๕๔๗ (Nguyen et al., ๒๕๔๗; PMC6272021) นอกจากนี้ งานวิจัยในปี ๒๕๕๔ พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากใบหนาดยังมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียอย่าง Bacillus cereus และ Staphylococcus aureus ซึ่งสอดคล้องกับภูมิปัญญาไทยในการใช้หนาดรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนัง (Sakee et al., ๒๕๕๔)

ผลการศึกษาที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือศักยภาพของหนาดในการช่วยสมานแผล ซึ่งเป็นสรรพคุณที่ตรงกับการใช้ในแพทย์พื้นบ้านและการทดลองทางคลินิก โดยการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าการใช้น้ำมันหนาดทาบริเวณแผลช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น คล้ายกับวิธีที่ชาวบ้านและหมอตำแยไทยใช้รักษาแผลกันมาแต่โบราณ คุณสมบัติต้านการอักเสบนี้มาจากสารกลุ่มเทอร์พีนอยด์และฟลาโวนอยด์หลายชนิด ขณะเดียวกัน การทดสอบอื่นๆ ยังพบว่าหนาดมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอย่างอ่อน ซึ่งสอดคล้องกับการใช้หนาดในประเทศฟิลิปปินส์เพื่อรักษานิ่วในไต ตามที่มีรายงานในวารสารการแพทย์ฉบับหนึ่งเมื่อปี ๒๕๖๕ (Journal of Medical Life, ๒๕๖๕)

ถึงกระนั้น ก็ต้องไม่ลืมว่างานวิจัยส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงการทดลองในหลอดทดลอง (in vitro) หรือในสัตว์ทดลองเท่านั้น ยังขาดการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์จำนวนมากพอที่จะกำหนดปริมาณการใช้ที่เหมาะสม ประสิทธิภาพที่ชัดเจน และความปลอดภัยในระยะยาวได้ สรรพคุณตามภูมิปัญญาดั้งเดิม อย่างเช่น การใช้หนาดรักษาโรคข้อรูมาติก การบำรุงร่างกายสตรีหลังคลอด หรือการรักษา “อาการลม” ต่างๆ ยังคงต้องการการศึกษาทางคลินิกที่ออกแบบมาอย่างรัดกุมและมีกลุ่มควบคุมที่เข้มงวด เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในมาตรฐานการแพทย์สากล (PMC6272021)

แล้วบุคลากรทางการแพทย์ในบ้านเรามอง Blumea balsamifera ในยุคนี้อย่างไร? ผลสำรวจเกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือกในประเทศไทยล่าสุดเมื่อปี ๒๕๖๗ จากแหล่งข่าวต่างประเทศ (CNN Health, ๒๕๖๗) ชี้ว่าการบำบัดด้วยสมุนไพร รวมถึงลูกประคบหนาด ไม่เพียงแต่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในต่างจังหวัดและกลุ่มผู้สูงวัย แต่ยังค่อยๆ ถูกผนวกรวมเข้ากับการรักษาเสริมในระบบมากขึ้น โรงพยาบาลบางแห่งที่มีแผนกแพทย์แผนไทย อาจแนะนำลูกประคบหนาดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดข้อหรือเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสตรีหลังคลอด แต่บุคลากรทางการแพทย์ก็ยังคงเน้นย้ำว่าควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณภาพและความบริสุทธิ์ของสารสกัดจากพืชแต่ละแหล่งอาจไม่เท่ากัน

Blumea balsamifera ไม่ได้มีบทบาทแค่ในไทยเท่านั้น แต่ยังปรากฏในตำรับยาของประเทศอื่นๆ ในอุษาคเนย์ด้วย ตัวอย่างเช่น ในฟิลิปปินส์ “ซัมบง” (sambong ซึ่งเป็นชื่อเรียกหนาดในภาษาตากาล็อก) ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการให้ใช้เป็นยาขับปัสสาวะบำรุงไต มีวางจำหน่ายทั้งในรูปแบบยาเม็ด แคปซูล และชาชงสมุนไพรที่ขึ้นทะเบียนเรียบร้อย (Flora Journal, ๒๕๖๖) ทั้งในโรงพยาบาลของไทยและฟิลิปปินส์ ผลิตภัณฑ์จากหนาดในรูปแบบใหม่ๆ ได้รับการพัฒนาให้มีมาตรฐานและผ่านการประเมินความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภูมิปัญญาดั้งเดิมกำลังถูกปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่อย่างน่าสนใจ

สำหรับคนเมืองจำนวนไม่น้อยที่เริ่มหันกลับมาสนใจรากเหง้าทางวัฒนธรรม “หนาด” จึงเป็นมากกว่าสมุนไพรพื้นบ้าน แต่เป็นเครื่องตอกย้ำถึงความยั่งยืนขององค์ความรู้ดั้งเดิม ท่ามกลางความก้าวล้ำของเภสัชภัณฑ์สมัยใหม่ เรื่องราวของหนาดยังสอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนที่เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน และการเห็นคุณค่าของพืชพรรณสมุนไพร ซึ่งเป็นแก่นสารที่แทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรมสปาแบบไทยๆ เครื่องสักการะในวัด หรือแม้แต่อาหารการกินในชีวิตประจำวัน

กระนั้น การใช้หนาดก็ยังมีข้อควรระวังอยู่บ้าง การที่พืชสมุนไพรถูกใช้กันมาแต่โบราณ ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยหรือได้ผลดีกับทุกคนเสมอไป หน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ รวมถึงข้อมูลจากงานทบทวนวรรณกรรมระดับนานาชาติฉบับล่าสุด (PMC6272021) ต่างแนะนำให้ใช้อย่างระมัดระวัง สมุนไพรสดหรือยาที่ปรุงเองตามบ้านอาจมีความเข้มข้นและความบริสุทธิ์ไม่แน่นอน และอาจตีกับยาแผนปัจจุบันที่ใช้อยู่ ส่วนน้ำมันหอมระเหย แม้จะมีประโยชน์ ก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ และไม่ควรนำมารับประทานหากไม่ได้ผ่านการปรุงสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องความเป็นพิษหากใช้ในปริมาณมาก ผลกระทบต่อสตรีมีครรภ์หรือหญิงให้นมบุตร และผลข้างเคียงจากการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

แล้วคนรักสุขภาพชาวไทยควรได้ข้อคิดอะไรจากเรื่องราวและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของหนาด? ประการแรก แม้ใบหนาดจะยังคงเป็นตัวแทนของการรักษาแบบพื้นบ้าน แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับการประยุกต์ใช้อย่างมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ งานวิจัยยุคใหม่ช่วยยืนยันสรรพคุณหลายอย่างที่สืบทอดกันมา โดยเฉพาะการรักษาแผล ลดการอักเสบที่ไม่รุนแรง และการเป็นส่วนหนึ่งของลูกประคบสมุนไพรซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ดี การรักษาตัวเอง โดยเฉพาะสำหรับอาการเรื้อรัง รุนแรง หรือโรคภายใน ควรทำด้วยความรอบคอบ และอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและหลักวิทยาศาสตร์

ประการที่สอง ความสนใจใน “หนาด” เปรียบเสมือนภาพสะท้อนของการนำสมุนไพรเข้ามาใช้ในระบบบริการสุขภาพของไทยในวงกว้างขึ้น ซึ่งสอดรับกับกระแสโลกที่ผู้คนหันมาใส่ใจการแพทย์ทางเลือกจากธรรมชาติมากขึ้น สมุนไพรพื้นบ้านจึงไม่ได้เป็นเพียงสะพานเชื่อมไปสู่มรดกภูมิปัญญาเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์คุณค่าองค์ความรู้ของชุมชนอีกด้วย การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพืชสมุนไพรไทยที่นับวันจะยิ่งมีมากขึ้น ยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการร่วมมือด้านการวิจัย การทดสอบที่เข้มข้น และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยสำหรับอนาคต

ในวันข้างหน้า มีแนวโน้มว่า Blumea balsamifera หรือ “หนาด” จะยังคงเป็นสมุนไพรคู่ใจทั้งในสปาสุดหรูใจกลางกรุง และในครัวเรือนตามชนบท การนำวิทยาการสมัยใหม่อย่างจีโนมิกส์ (genomics) เมตาโบโลมิกส์ (metabolomics) และเทคนิคการคัดกรองทางเภสัชวิทยาขั้นสูงมาใช้ อาจช่วยไขความลับของสารออกฤทธิ์ในหนาดได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และอาจผลักดันให้หนาดก้าวจากสมุนไพรพื้นบ้านสู่การเป็นผลิตภัณฑ์ยาจากพืช (phytopharmaceutical) ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก บนเส้นทางสายนี้ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ ณ จุดบรรจบที่น่าจับตามองระหว่างการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาและการขับเคลื่อนสู่อนาคต

สำหรับท่านที่สนใจอยากลองใช้ประโยชน์จาก Blumea balsamifera หรือหนาด ควรเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจลองใช้ผลิตภัณฑ์แบบดั้งเดิม เช่น ลูกประคบ หรือผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีส่วนผสมของหนาด เพื่อบรรเทาอาการเล็กน้อย โดยเลือกซื้อจากแหล่งที่ไว้ใจได้ หรือจากผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง และที่สำคัญที่สุด ควรแจ้งให้แพทย์ประจำตัวทราบทุกครั้งเมื่อมีการใช้สมุนไพรใดๆ ส่วนนักวิจัยและผู้ที่กำลังศึกษา อาจมองบทความนี้เป็นดังคำเชิญชวนให้มาร่วมกันศึกษาค้นคว้าภูมิปัญญาโบราณด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ทรงคุณค่าและน่าค้นหาไม่แพ้ความร่มรื่นและกลิ่นหอมกรุ่นในสวนสมุนไพรไทย

เหนือสิ่งอื่นใด พึงระลึกไว้เสมอว่า การเยียวยาที่ยั่งยืนและภูมิปัญญาที่แท้จริงนั้น อยู่ ณ จุดที่ความเคารพในมรดกดั้งเดิมมาบรรจบกับความกระจ่างแจ้งทางวิทยาศาสตร์

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ โปรดปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ผู้ได้รับใบอนุญาตทุกครั้งก่อนเริ่มการรักษาด้วยสมุนไพรใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากท่านกำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีโรคประจำตัว

เอกสารอ้างอิง: