ใครๆ ก็รู้จัก “บุก” พืชหัวหน้าตาอาจจะดูประหลาด แต่กลับเป็นขาประจำในครัวไทยและตำรับยาพื้นบ้านมาช้านาน ชื่อฝรั่งเก๋ๆ ก็มีว่า Amorphophallus paeoniifolius (หรือที่เรียกกันว่า elephant foot yam) แต่คนไทยเรียกง่ายๆ ว่าบุกนี่แหละ หัวเบ้อเริ่มใต้ดินของมันไม่ได้เป็นแค่วัตถุดิบทำกับข้าว แต่ยังเป็นสมุนไพรคู่บ้านคู่เมืองในแถบอุษาคเนย์เรามานับร้อยปี แล้วในยุคที่คนไทยยังคงพึ่งพาภูมิปัญญาดั้งเดิมดูแลตัวเอง นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ก็เริ่มหันมาส่องกล้องมองเจ้าบุกนี่กันยกใหญ่ อยากจะรู้ให้แน่ชัดว่าสรรพคุณที่ปู่ย่าตายายว่าดีนักดีหนาน่ะ มันจริงแท้แค่ไหนในทางวิทยาศาสตร์

ถ้าพูดถึงบุกในครัวไทยแล้วล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย โดยเฉพาะพี่น้องชาวอีสานนี่คุ้นเคยกันดี บางทีก็เรียก “บักกะเดื่อ” (สกลนคร) บ้าง “เครื่องบุก” บ้าง แล้วแต่ท้องถิ่น เรื่องที่ว่าบุกเป็นแหล่งอาหารสำคัญของชุมชนนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง หัวของมันเอาไปทำอะไรกินได้สารพัด ตั้งแต่แกงเผ็ดรสแซ่บ ไปจนถึงของหวานหนุบหนับอย่างเยลลี่บุก แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะ บุกยังแทรกซึมอยู่ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและยาพื้นบ้านอันล้ำลึก หัวบุกที่มีเมือกๆ เนี่ย เขาเอาไปต้ม ตากแห้ง บดผง หรือเคี่ยวเป็นยา ใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า

ในแวดวงหมอยาแผนไทย บุกนี่ถือเป็นสมุนไพรคู่บุญคู่บารมีกันมานานนม แต่ละถิ่นก็มีสูตรใครสูตรมัน ใช้บุกตามตำราโบราณช่วยเรื่องท้องไส้ปั่นป่วน ท้องอืด ท้องผูก หรือแม้แต่ใช้เป็นตัวช่วยคุมน้ำหนัก เพราะรู้กันว่าบุกมีไฟเบอร์กับกลูโคแมนแนนสูงปรี๊ด ตำรับเก่าๆ หรือที่เล่าปากต่อปากกันมา ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของต้น โดยเฉพาะส่วนหัวเนี่ย เอามาใช้ทั้งรักษาแผล เป็นยาแก้คันแก้ระคายเคือง แถมยังจัดการปัญหาสุขภาพได้ตั้งแต่ริดสีดวงทวารไปจนถึงอาการตัวบวมน้ำ หมอพื้นบ้านตามจังหวัดต่างๆ ยังกระซิบมาอีกว่าบุกช่วยบรรเทาอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ท้องร่วง หรือแม้แต่โรคผิวหนังได้ด้วยนะ เรียกว่าเป็นมรดกความรู้ทางการแพทย์ที่ตกทอดกันมาแบบเข้มข้นสุดๆ (วิกิพีเดีย; ResearchGate)

แล้วอะไรล่ะที่ทำให้หัวพืชหน้าตาพิลึกนี่มันมีดี? ถ้าถามหมอแผนโบราณ ท่านก็จะบอกว่ามันอยู่ที่ส่วนผสมของสารออกฤทธิ์เฉพาะตัว ในบุกเนี่ยอุดมไปด้วยใยอาหาร โดยเฉพาะ ‘กลูโคแมนแนน’ ซึ่งเป็นพอลิแซ็กคาไรด์ชนิดละลายน้ำได้ ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความสามารถในการดูดซับน้ำ ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง ช่วยคุมหิว แถมยังช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องปรื๋อ (ScienceDirect) ไม่หมดแค่นั้นนะ ในหัวบุกยังมีแร่ธาตุ สารฟลาโวนอยด์บางตัว และซาโปนิน ที่เชื่อกันว่าดีต่อสุขภาพรอบด้านเลยทีเดียว ในบ้านเราเองก็เหมือนกับที่อื่นๆ ในเอเชีย บางทีก็มีการเอาบุกมาทำเป็นเนื้อสัตว์เจ ซึ่งก็เป็นการการันตีได้เลยว่าคุณค่าทางอาหารและเนื้อสัมผัสของมันไม่ธรรมดาจริงๆ

แต่เดี๋ยวก่อน! ถึงบุกจะดูคุ้นเคยและมีประโยชน์ แต่การใช้ตามตำรับโบราณก็มีข้อควรระวังอยู่เหมือนกันนะ หมอยาพื้นบ้านเขารู้กันดีว่าถ้าเอาบุกมาปรุงไม่สุกพอ อาจจะคันปากคันคอได้ ความที่มันมีทั้งคุณและโทษถ้าใช้ไม่เป็นนี่แหละ ที่ทำให้บุกกลายเป็นของที่ดูขลังๆ ในสายตาคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งท่านก็จะมีวิธีเตรียมบุกแบบเป๊ะๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่แบบปลอดภัยหายห่วง

ที่มันน่าสนใจก็คือ พอมาดูงานวิจัยทางเภสัชวิทยาสมัยใหม่ ก็พบว่าสรรพคุณหลายอย่างที่ปู่ย่าตายายเล่ามาน่ะ มันตรงกับผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ซะด้วยสิ! อย่างน้อยก็ในห้องแล็บกับสัตว์ทดลองนะ มีงานทบทวนวรรณกรรมทางพฤกษเภสัชวิทยาเมื่อปี 2012 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Ayurvedic Medicine เขาไปไล่เช็กทั้งความปลอดภัยและฤทธิ์เดชของสารสกัดจากหัวบุกแบบละเอียด (PMC) ผลออกมาว่าสารที่เตรียมจาก Amorphophallus paeoniifolius เนี่ย มีฤทธิ์ทางชีวภาพน่าสนใจเพียบเลย ทั้งลดปวด ต้านอักเสบ ฆ่าเชื้อโรค ต้านพยาธิ หรือแม้แต่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางเบาๆ ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่าทำไมยาพื้นบ้านถึงใช้บุกเป็นยาคลายเครียดหรือยากล่อมประสาท

แล้วก็มีงานทดลองอีกหลายชิ้นที่เจาะลึกลงไปอีก อย่างการทดลองในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดเมทานอลจากหัวบุกเนี่ย ลดปวดลดอักเสบได้เด็ดดวงไม่แพ้ยาแผนปัจจุบันเลยนะ ซึ่งก็ตรงเป๊ะกับที่คนโบราณใช้บุกแก้ปวดเมื่อย แก้ข้ออักเสบ แถมสารสกัดตัวนี้ยังโชว์ฟอร์มต้านแบคทีเรียได้ทั้งแกรมบวกแกรมลบ สอดคล้องกับการเอาบุกมาพอกแผลแบบโบราณอีก (PMC) ไม่พอแค่นั้น งานวิจัยอีกชิ้นในหนูทดลองยังเจอว่าสารประกอบที่แยกได้จากบุกช่วยป้องกันเซลล์ตับไม่ให้โดนสารเคมีทำร้ายได้ด้วย แบบนี้ก็มีแววว่าบุกอาจจะช่วยบำรุงตับได้จริงอย่างที่ยาพื้นบ้านว่าไว้

ต่อมาปี 2016 ก็มีการทดลองในหนูอีกรอบ คราวนี้มาดูเรื่องริดสีดวงทวาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสรรพคุณที่คนโบราณเขาใช้บุกรักษากัน ผลปรากฏว่าสารสกัดจากหัวบุกช่วยให้อาการริดสีดวงดีขึ้นจริงๆ ด้วย ยิ่งตอกย้ำความเจ๋งของบุกในมุมมองวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้าไปอีก (PMC)

ถึงแม้ผลวิจัยในห้องแล็บจะดูดีมีอนาคตขนาดนี้ แต่พี่น้องชาวไทยต้องฟังทางนี้ให้ดีๆ งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ว่ามาเนี่ย มันยังเป็นแค่การทดลองในสัตว์ ในหลอดแก้ว หรือใช้สารสกัดเข้มข้นเท่านั้นนะ แปลว่ายังต้องศึกษากันอีกเยอะกว่าจะรู้แน่ชัดว่าบุกมันปลอดภัยและได้ผลจริงในการรักษาโรคในคน การทดลองในคนจริงๆ ยังมีน้อยมาก แถมยังไม่มีข้อมูลชัดๆ ว่าต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่ หรือใช้ไปนานๆ แล้วจะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

ส่วนเรื่องความปลอดภัยเนี่ย ข้อควรระวังของคนโบราณก็ไปในทิศทางเดียวกับข้อมูลทางพิษวิทยาสมัยใหม่เลย แหล่งข้อมูลหลายแห่งบอกว่าถ้าเตรียมบุกถูกวิธี โดยทั่วไปแล้วก็กินได้ใช้ได้ปลอดภัย (PFAF; Redalyc; PMC - Genus Amorphophallus) ที่ต้องระวังกันจริงๆ คือผลึกแคลเซียมออกซาเลตในเนื้อบุกดิบๆ ซึ่งอาจทำให้คันปากคันคอได้ การเอาไปปรุงให้สุกหรือตากแห้งให้ดีจะช่วยให้สารพวกนี้หมดฤทธิ์ไป ซึ่งเป็นวิธีที่คนไทยทำกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อย่างไรก็ตาม คนที่มีความเสี่ยงเป็นนิ่วในไต โรครูมาติซึม ข้ออักเสบ หรือโรคเกาต์ ก็ต้องระวังเป็นพิเศษหน่อย เพราะถ้าได้ออกซาเลตมากไปอาจจะทำให้อาการกำเริบได้ (PFAF) อาจจะมีรายงานผลข้างเคียงเล็กๆ น้อยๆ บ้าง เช่น ท้องไส้ไม่ค่อยสบาย หรือรู้สึกแปลกๆ ถ้าเตรียมบุกไม่ถูกวิธี แต่เคสที่เจอพิษรุนแรงนี่น้อยมาก โดยเฉพาะถ้าทำตามวิธีดั้งเดิม (Greg.App)

นอกจากเรื่องยาแล้ว บุกยังมีความสำคัญทางวัฒนธรรมมากๆ ในบ้านเราและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยนะ บางชุมชนเนี่ย การเก็บเกี่ยวบุกถือเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์ การพึ่งพาตัวเอง และความผูกพันกับแผ่นดิน สำหรับคนเฒ่าคนแก่หลายคน การใช้บุกทำให้หวนนึกถึงชีวิตสมัยก่อนที่การแพทย์แผนใหม่ยังเข้าไม่ถึง เป็นยุคที่สุขภาพและอาหารการกินผูกติดกับธรรมชาติรอบตัวและภูมิปัญญาของคนในหมู่บ้านอย่างแยกไม่ออก ชื่อเรียกบุกที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น อย่าง “บุกหลวง” ที่แม่ฮ่องสอน “บุกรอ” แถวภาคใต้ หรือ “กระบุก” ที่บุรีรัมย์ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายในการใช้ประโยชน์และพื้นที่ที่พบเห็นบุกได้เป็นอย่างดี

ตอนนี้ทั่วโลกกำลังหันมาฮิตบุกกันอีกรอบ ไม่ใช่แค่ในฐานะอาหารสุขภาพที่คนคุมน้ำหนักชอบกินเพราะมีกลูโคแมนแนนสูง แต่ยังมองว่ามันเป็น “ยาจากธรรมชาติ” ที่มีศักยภาพด้วย ที่เห็นชัดๆ เลยคือกระแสการใช้แป้งบุก (konjac flour) ในผลิตภัณฑ์จากพืชแคลอรี่ต่ำเพียบ ตั้งแต่เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมขบเคี้ยว ไปจนถึงอาหารเสริมต่างๆ ซึ่งยิ่งทำให้เห็นว่าภูมิปัญญาโบราณของไทยและเอเชียกำลังกลับมาอินเทรนด์ในหมู่คนรักสุขภาพทั่วโลก คุณสมบัติทนแล้งของบุกและบทบาทของมันในฐานะ “อาหารยามยาก” ยังไปได้ดีกับประเด็นเรื่องการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตรแบบยั่งยืน ทำให้บุกกลายเป็นหัวข้อวิจัยที่น่าสนใจในแง่ความมั่นคงทางอาหารด้วย (วิกิพีเดีย)

ถ้ามองไปข้างหน้า การวิจัยในคนยังจำเป็นมากๆ ก่อนที่เราจะกล้าแนะนำให้ใช้บุกเป็นยาหลักในการรักษาโรคอะไรก็ตาม ตอนนี้ สิ่งที่อยากแนะนำคนไทยก็คือ ให้มองบุกเป็น “อาหารฟังก์ชัน” (functional food) ที่มีคุณค่าทางอาหารดีเยี่ยมและอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มเติม มากกว่าจะใช้แทนยาแผนปัจจุบัน ผู้รู้ด้านสมุนไพรไทยก็ย้ำเสมอว่าควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว มีปัญหาเรื่องไต หรือมีข้อกังวลอื่นๆ เกี่ยวกับสุขภาพ

เพื่อให้ได้ประโยชน์จากบุกแบบเต็มๆ ทั้งตามภูมิปัญญาดั้งเดิมและหลักวิทยาศาสตร์ คือการใช้บุกเป็นอาหารบำรุงที่ทำให้เรานึกถึงมรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่า และเป็นสัญลักษณ์ของความผูกพันที่เรามีต่อการใช้พืชพรรณธรรมชาติในการดูแลสุขภาพมาตั้งแต่โบราณ เมื่อเราเลือกซื้อบุกจากตลาด เตรียมอย่างถูกวิธี และกินในปริมาณที่พอดี บุกไม่เพียงแต่มอบรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทยเท่านั้น แต่ยังเปิดโลกให้เราเห็นถึงการมาบรรจบกันอย่างน่าทึ่งของภูมิปัญญาเก่าแก่กับวิทยาศาสตร์ยุคใหม่อีกด้วย

คำแนะนำดีๆ สำหรับคนไทย:

  • ก่อนกินบุก ต้องมั่นใจว่าปรุงสุกดีแล้ว ห้ามกินหัวบุกดิบๆ เด็ดขาด!
  • ใครที่เป็นนิ่วในไต โรคเกาต์ หรือข้ออักเสบเรื้อรัง ควรปรึกษาหมอก่อนจะกินบุกเป็นประจำ
  • ถ้าอยากได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ควรกินบุกเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่มีประโยชน์หลากหลาย ไม่ใช่ใช้แทนยา
  • จำไว้ว่างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะตามทันภูมิปัญญาชาวบ้าน การทดลองในคนจริงๆ ยังมีไม่มาก
  • ถ้าจะใช้สมุนไพรรักษาโรคอะไรเป็นพิเศษ ควรปรึกษาหมอแผนไทยหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน
  • ให้มองว่าการรักษาแบบดั้งเดิมเป็นตัวเสริม ไม่ใช่ตัวแทนการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

คำเตือน:

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาให้เป็นคำแนะนำทางการแพทย์ ผู้อ่านทุกท่านควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนจะใช้สมุนไพรใดๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัวหรือกำลังกินยาตามที่หมอสั่งอยู่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: