เป็นเวลาหลายศตวรรษ บอระเพ็ด (Tinospora crispa) สมุนไพรไม้เลื้อยรสขมที่รู้จักกันในชื่อเรียกขานแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นของไทย ไม่ว่าจะเป็น เครือเขาฮอ จงจิง หรือเจตมูลหนาม ได้เกี่ยวพันอยู่กับวิถีชีวิตคนไทย ตั้งแต่สวนหลังบ้าน ตู้ยาแผนโบราณ ไปจนถึงเรื่องราวเล่าขานสรรพคุณทางยาในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างยกย่องในคุณประโยชน์ด้านบำรุงกำลังและลดความร้อนในร่างกาย ทำให้บอระเพ็ดกลายเป็นสมุนไพรคู่บ้านที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บป่วยนานาชนิด ตั้งแต่แก้ไข้ รักษาเบาหวาน สมานแผล และช่วยเจริญอาหาร ปัจจุบัน เมื่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เริ่มหันมาให้ความสนใจภูมิปัญญาดั้งเดิมมากขึ้น คุณค่าของบอระเพ็ดในฐานะยามากสรรพคุณจึงถูกนำมาศึกษาอย่างละเอียด และในหลายกรณีก็ได้รับการยืนยันด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ทั่วทุกภูมิภาคของไทย บอระเพ็ดได้รับการยอมรับในตำรับยาแผนโบราณว่าเป็น “ความขมที่เยียวยา” ด้วยรสขมจัดอันเป็นเอกลักษณ์ บอระเพ็ดจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญในยาดอง ยาต้มแก้ไข้ และชาสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น ตามความเชื่อพื้นบ้าน เถาไม้เลื้อยชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยล้างพิษในเลือด บำรุงร่างกาย และปรับสมดุลธาตุในร่างกาย ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับทฤษฎีธาตุแบบดั้งเดิมที่พบได้ทั่วไปในเอเชีย คนรุ่นก่อนยังคงจดจำประสบการณ์การดื่มน้ำต้มบอระเพ็ดเพื่อ “ตัดไข้” บำรุงธาตุ กระตุ้นความอยากอาหาร หรือควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน ภูมิปัญญาเหล่านี้ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้จากพ่อค้าแม่ขายที่ยังคงวางจำหน่ายบอระเพ็ดเป็นมัดๆ ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของไทย รวมถึงวัดหลายแห่งที่นิยมปลูกบอระเพ็ดไว้ในสวนสมุนไพรเพื่อใช้ดูแลสุขภาพของคนในชุมชน

จุดเด่นที่ทำให้บอระเพ็ดน่าสนใจอย่างยิ่งคือสรรพคุณอันหลากหลายครอบคลุม ซึ่งมีบันทึกไว้ทั้งในคำบอกเล่าและตำราโบราณ ทั่วประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน มีการนำเถา ใบ และบางครั้งเมล็ดของบอระเพ็ดมาใช้เพื่อลดไข้ รักษาดีซ่าน บรรเทาอาการท้องร่วง แก้ปวดข้อ รักษาโรคผิวหนัง และจัดการกับโรคที่เกิดจากปรสิต เช่น มาลาเรีย รายงานการทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการโดย Ahmad และคณะ (PMCID: PMC4800188) ชี้ให้เห็นถึงการใช้บอระเพ็ดอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไปจนถึงชุมชนชาวเย้าทางตอนใต้ของจีน สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในสรรพคุณทางยาของบอระเพ็ดในระดับภูมิภาค ในประเทศไทยเอง กระทรวงสาธารณสุขได้จัดให้บอระเพ็ดเป็นหนึ่งใน 20 สมุนไพรพื้นฐานที่จำเป็น ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของพืชชนิดนี้ในวัฒนธรรมและการดูแลสุขภาพเบื้องต้น

ทว่า เพียงภูมิปัญญาดั้งเดิมอาจไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่คำนึงถึงมาตรฐานที่เข้มงวด หรือคลายข้อกังวลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในยุคที่โรคเรื้อรังมีความซับซ้อนมากขึ้น นี่คือจุดที่การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการเปลี่ยนผ่านภูมิปัญญาโบราณไปสู่หลักฐานทางการแพทย์ ข้อมูลทางเภสัชวิทยา และในบางกรณี ก็นำไปสู่ข้อควรระวังใหม่ๆ ที่จำเป็น

การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับบอระเพ็ดได้เผยให้เห็นความเข้าใจที่ลึกซึ้งและรวดเร็วเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีที่ซับซ้อนและศักยภาพในการรักษา เถาและใบของบอระเพ็ดเปรียบเสมือน “คลังสารพฤกษเคมี” ที่อุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพกว่า 65 ชนิดที่ระบุได้ ซึ่งรวมถึงสารกลุ่มฟูราโนไดเทอร์พีนอยด์ชนิดคลีโรเดน อัลคาลอยด์ ฟลาโวนอยด์ ลิกแนน นิวคลีโอไซด์ และสเตียรอยด์อีกหลายชนิด (Ahmad และคณะ, 2016) ในบรรดาสารเหล่านี้ สารกลุ่มคลีโรเดนไดเทอร์พีน ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์เฉพาะที่พบในบอระเพ็ดและพืชสกุลเดียวกัน กำลังได้รับความสนใจและถูกนำมาศึกษาอย่างเข้มข้นที่สุด

พิสูจน์ภูมิปัญญาดั้งเดิม: จากเบาหวานสู่มาลาเรีย

บทบาทที่อาจจะโดดเด่นที่สุดของบอระเพ็ดในมุมมองของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ คือศักยภาพในการจัดการโรคเบาหวาน งานวิจัยหลายชิ้นในประเทศไทยแสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากเถาบอระเพ็ดสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองที่เป็นเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ได้ มีการค้นพบและแยกสารประกอบสำคัญ ได้แก่ บอระเพ็ดโทไซด์ เอ, บี และ ซี ซึ่งพบว่าสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินและเพิ่มความไวของอินซูลินในหนูทดลอง (Lam และคณะ, 2012) การทดลองยังชี้ให้เห็นว่าสารประกอบเหล่านี้ช่วยให้เซลล์ร่างกายนำกลูโคสไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดการผลิตกลูโคสที่ผิดปกติในตับ

ที่น่าสนใจคือ มีการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในประเทศไทย ซึ่งทดสอบประสิทธิภาพของแคปซูลบอระเพ็ดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี ผลการศึกษาไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของระดับน้ำตาลขณะอดอาหารหรือระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (ฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี) แต่ผู้เข้าร่วมการทดลองบางรายกลับมีค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ความเป็นพิษ (งานวิจัยในไทย ปี 2004) ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นความจริงสองประการ คือ แม้ฤทธิ์ต้านเบาหวานของบอระเพ็ดจะดูมีแนวโน้มที่ดี แต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนในมนุษย์ด้วยสารสกัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน และยังคงมีข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อบริโภคในปริมาณมากหรือเป็นระยะเวลานาน

จากการศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน การใช้บอระเพ็ดรักษาไข้และมาลาเรียตามแบบแผนดั้งเดิมก็ได้รับความสนใจและนำมาประเมินทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน ในการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ สารสกัดจากเถาบอระเพ็ดแสดงความสามารถในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อพลาสโมเดียม ซึ่งเป็นปรสิตก่อโรคมาลาเรีย ทั้งในเซลล์เพาะเลี้ยงและในหนูทดลองที่ติดเชื้อ (Najib Nik a Rahman และคณะ, 1999) ผลการวิจัยเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติตามภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในหมู่บ้านของไทยและอินโดนีเซีย ที่นิยมนำเถาบอระเพ็ดมาต้มน้ำดื่มเพื่อบรรเทาอาการมาลาเรียในช่วงที่มีการระบาด อย่างไรก็ตาม ยังคงจำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์ที่ออกแบบมาอย่างรัดกุมมากขึ้น

จากชื่อเสียงด้านการต้านการอักเสบในตำรับยาสมุนไพรไทย บอระเพ็ดยังได้รับการทดสอบในสัตว์ทดลองและเซลล์เพาะเลี้ยง สารสกัดจากบอระเพ็ดช่วยลดสารบ่งชี้การอักเสบ เช่น ไซโตไคน์ และโมเลกุลยึดเกาะ และในบางงานวิจัยยังแสดงผลลัพธ์เทียบเท่ากับยาแก้อักเสบที่ไม่รุนแรงที่หาซื้อได้เองตามร้านขายยาทั่วไป (Hipol และคณะ, 2012) เชื่อกันว่าฤทธิ์ต้านการอักเสบเหล่านี้มาจากสารกลุ่มไดเทอร์พีนอยด์และอัลคาลอยด์ชุดเดียวกับที่ช่วยลดระดับน้ำตาล ซึ่งบ่งชี้ถึงการออกฤทธิ์ต่อหลายเป้าหมาย (multi-target action) อันเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยในยาสมุนไพรโบราณ

นอกจากนี้ สารสกัดบอระเพ็ดยังแสดงคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่ามาจากปริมาณสารประกอบฟีนอลิกที่สูง และอาจสนับสนุนการใช้ตามแบบแผนโบราณเพื่อบรรเทาอาการอ่อนเพลีย ฟื้นฟูกำลัง และ “ล้างพิษ” ทั่วไป (Froemming, 2011) งานวิจัยบางชิ้นยังรายงานถึงฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง (in vitro) แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวยังถือว่าห่างไกลจากเกณฑ์ที่จะสนับสนุนการนำไปประยุกต์ใช้ทางคลินิกเพื่อรักษามะเร็ง

คมมีดของความขม: ความปลอดภัยและความเป็นพิษ

แม้จะมีชื่อเสียงว่าเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็นที่ค่อนข้างอ่อนโยน แต่บอระเพ็ดก็มีอีกด้านที่ต้องพึงระวัง รายงานความเป็นพิษ โดยเฉพาะเมื่อใช้ในปริมาณที่มากเกินไป เป็นข้อเท็จจริงที่น่าตระหนักและสวนทางกับความเชื่อทั่วไปที่ว่า “สมุนไพรปลอดภัยเสมอไป” งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นถึงความเป็นพิษต่อตับและไตที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อบริโภคบอระเพ็ดในปริมาณสูงหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน (งานวิจัยในไทย ปี 1997; Langrand และคณะ, 2014) การตรวจทางจุลพยาธิวิทยาในสัตว์ทดลองพบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของตับและท่อน้ำดีเมื่อได้รับบอระเพ็ดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ในกรณีของมนุษย์ มีรายงานการวินิจฉัยโรคตับอักเสบที่เชื่อมโยงกับการใช้บอระเพ็ด โดยอาศัยการตัดสาเหตุอื่นที่เป็นไปได้ออกไป และผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเมื่อหยุดใช้สมุนไพรดังกล่าว

ปัจจุบัน ทั้งกระทรวงสาธารณสุขของไทยและผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยต่างเน้นย้ำว่าควรใช้บอระเพ็ดด้วยความระมัดระวัง โดยจำกัดระยะเวลาและปริมาณการใช้ และควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้รู้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคตับเป็นโรคประจำตัว นี่เป็นสาระสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อบอระเพ็ดยังคงมีการวางจำหน่ายอย่างแพร่หลายทั้งทางออนไลน์และตามท้องตลาดโดยขาดการกำกับดูแลที่เข้มงวด

ภูมิปัญญาไทย กับข้อกังขาในโลกยุคใหม่: การเชื่อมประสานสองโลก

แล้วครอบครัวไทยและผู้ที่ใส่ใจสุขภาพควรมีมุมมองต่อบอระเพ็ดในยุคปัจจุบันอย่างไร? เรื่องราวของเถาไม้เลื้อยชนิดนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ คลังภูมิปัญญาด้านสมุนไพรอันล้ำค่าของสังคมไทยเป็นบ่อเกิดข้อมูลสำคัญสำหรับการวิจัยทางการแพทย์ชีวภาพยุคใหม่ ในขณะเดียวกัน หลักฐานทางเภสัชวิทยาที่เพิ่มมากขึ้นก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า โดยเนื้อแท้ทางเคมีแล้ว ยาสมุนไพรก็คือยาที่มีฤทธิ์ ซึ่งสมควรได้รับทั้งความเคารพและการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม

บุคลากรระดับแนวหน้าในแวดวงสาธารณสุขไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของยาสมุนไพรที่อิงตามหลักฐานเชิงประจักษ์และสารสกัดที่ได้มาตรฐาน ในขณะที่การทดลองขนาดใหญ่ เช่น ที่บันทึกไว้ในทะเบียนการวิจัยแห่งชาติยังคงดำเนินต่อไป อนาคตของบอระเพ็ดในฐานะที่เป็นมากกว่ายาพื้นบ้านจะขึ้นอยู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลการรักษาที่สม่ำเสมอ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น กลุ่มนักวิจัยได้เรียกร้องให้มีการศึกษาความเป็นพิษอย่างเป็นระบบ การกำหนดมาตรฐานทางเคมีอย่างรอบคอบ และการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างขนาดยาและการตอบสนองของร่างกายในกลุ่มประชากรต่างๆ (Ahmad และคณะ, 2016) ทั้งนี้ จำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งสำหรับโรคเบาหวาน ไข้ หรือแม้แต่การติดเชื้อที่ไม่รุนแรง ก่อนที่บอระเพ็ดจะสามารถถูกบรรจุไว้ในบัญชียาของโรงพยาบาลหรือเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำด้านสาธารณสุขระดับชาติได้อย่างปลอดภัย

สัญลักษณ์มีชีวิตแห่งวัฒนธรรมการเยียวยาของไทย

ความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลายของบอระเพ็ดนั้นถักทอเข้ากับจังหวะชีวิตของคนไทยในชนบท ที่ซึ่งเถาไม้รสขมมักเลื้อยพันอยู่กับต้นมะม่วงเก่าแก่ ที่ซึ่งปู่ย่าตายายเคยต้มเถาบอระเพ็ดให้หลานที่ป่วยดื่ม หรือที่ซึ่งพระสงฆ์ในชุมชนอาจปรุงยาดองแจกจ่ายหลังงานบุญ การปรากฏตัวของบอระเพ็ดในสวนสมุนไพรของวัดและตามแผงลอยในตลาดสด ช่วยยึดโยงบอระเพ็ดเข้ากับชีวิตประจำวัน ให้ความรู้สึกถึงความต่อเนื่องและความมั่นคงทางวัฒนธรรมในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ความนิยมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนไปทั่ววัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งบอระเพ็ด (หรือที่รู้จักในชื่อ อะการ์ ปะตาวาลี ในมาเลเซีย, โบรโตวาลี ในอินโดนีเซีย และ มากาบูเฮย์ ในฟิลิปปินส์) ได้รับการยกย่องด้วยเหตุผลคล้ายคลึงกัน การเดินทางข้ามวัฒนธรรมของพืชชนิดนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความต้องการร่วมกันของมนุษยชาติ นั่นคือ การแสวงหาสุขภาพ ความแข็งแรง และยาที่เข้าถึงได้ ในยุคโลกาภิวัตน์ การสำรวจทางวิทยาศาสตร์จึงมีทั้งเกียรติและความรับผิดชอบในการกลั่นกรองคุณค่าเหล่านี้ พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยควบคู่กันไป

อนาคตของบอระเพ็ด: จะมีที่ยืนในการแพทย์ไทยสมัยใหม่หรือไม่?

เส้นทางการศึกษาวิจัยบอระเพ็ดในทางวิทยาศาสตร์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาระบบสุขภาพให้ทันสมัยและเผชิญกับความท้าทายจากโรคที่เกิดจากวิถีชีวิต เช่น เบาหวาน โรคอ้วน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ ความสนใจในการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับการบำบัดรักษาสมัยใหม่ก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น บอระเพ็ดซึ่งมีองค์ประกอบทางเคมีที่ซับซ้อนและผลการทดลองเบื้องต้นที่น่าสนใจ จึงเป็นทั้งอุทาหรณ์และช่องทางแห่งความหวังในเวลาเดียวกัน

การพัฒนาสารสกัดบอระเพ็ดที่ได้มาตรฐาน มีฉลากระบุความแรงและความปลอดภัยอย่างชัดเจน อาจเป็นหนทางสู่การใช้อย่างมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่สนใจแนวทางการรักษาแบบผสมผสาน ในขณะเดียวกัน ผู้อ่านทั่วไปและผู้ที่ชื่นชอบสมุนไพรควรตระหนักอยู่เสมอว่า คำว่า “สมุนไพร” ไม่ได้หมายความว่าจะอ่อนโยนหรือปราศจากอันตรายเสมอไป เช่นเดียวกับยาทุกชนิดที่มีฤทธิ์ทางยา การตัดสินใจใช้จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้ยาด้วยตนเอง หรือเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน

คำแนะนำสำหรับผู้อ่านชาวไทย

หากท่านกำลังพิจารณาใช้บอระเพ็ดเพื่อวัตถุประสงค์ทางสุขภาพ:

  • ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากท่านมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับ ไต หรือระบบการเผาผลาญ
  • เลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการควบคุมคุณภาพ และมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หลีกเลี่ยงการซื้อจากแหล่งที่ไม่มีการควบคุมหรือไม่ชัดเจน
  • อย่าใช้เกินขนาดและระยะเวลาที่แนะนำตามแบบแผนโบราณ และหลีกเลี่ยงการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานหรือในปริมาณที่สูงเกินไป
  • สตรีมีครรภ์ มารดาที่ให้นมบุตร เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ไม่ควรใช้บอระเพ็ดหากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
  • สังเกตอาการแพ้หรือความผิดปกติของตับ (เช่น อาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม หรือปวดท้อง) และควรหยุดใช้ทันทีหากมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น

ผู้อ่านพึงทราบว่าข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ได้ เมื่อองค์ความรู้เกี่ยวกับบอระเพ็ดมีมากขึ้น ทั้งจากห้องปฏิบัติการและจากภูมิปัญญาในชุมชน บทบาทของบอระเพ็ดในชีวิตคนไทยจะยังคงพัฒนาต่อไป เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนการผสมผสานอย่างไม่หยุดนิ่งระหว่างองค์ความรู้โบราณและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

แหล่งข้อมูล