นานนับศตวรรษมาแล้วที่ “เทียนตาตั๊กแตน” หรือที่คนไทยคุ้นหูในชื่อ “ผักชีลาว” และ “มะแหลม” (ชื่อที่ใช้เรียกกันในวงการอาหาร) ได้เข้ามามีบทบาทอย่างเงียบเชียบทว่าสำคัญยิ่งในตำรับยาไทย นอกเหนือจากการเป็นเครื่องชูรสในสำรับกับข้าว ไม่ว่าจะเป็นแกงหรือยำต่างๆ ผลและเมล็ดของเทียนตาตั๊กแตนยังถูกนำไปใช้ในศาสตร์การบำบัดแบบเอเชียหลากหลายแขนง ด้วยคุณสมบัติเด่นในการบรรเทาปัญหาท้องไส้ ช่วยขับปัสสาวะ และเป็นยาจากธรรมชาติสำหรับอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ทั่วไป ในยุคปัจจุบันที่กระแสการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติกลับมาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในไทยและต่างแดน บรรดานักวิจัยจึงหันมาให้ความสนใจพืชกลิ่นหอมในวงศ์ผักชี (Apiaceae) ชนิดนี้กันมากขึ้น เพื่อพิสูจน์สรรพคุณที่เล่าขานกันมาแต่โบราณด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ เรื่องราวที่เราจะนำเสนอนี้ เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับองค์ความรู้แห่งศตวรรษที่ 21 เปิดมุมมองที่น่าสนใจให้แก่ผู้รักสุขภาพได้เห็นถึงมรดกทางภูมิปัญญาและศักยภาพที่ซ่อนเร้นของเทียนตาตั๊กแตน

ย้อนรอยเส้นทางของเทียนตาตั๊กแตนในฐานะพืชยา พบว่ามีการใช้ประโยชน์มานานนับพันปี เดิมทีเป็นพืชท้องถิ่นแถบแอฟริกาเหนือ อิหร่าน และดินแดนเมดิเตอร์เรเนียนยาวไปจนถึงยูเรเชีย ก่อนจะแพร่กระจายมาทางตะวันออก จนกลายเป็นวัตถุดิบชิ้นสำคัญทั้งในครัวเรือนและวงการแพทย์แผนโบราณ (Wikipedia) สำหรับการแพทย์แผนไทยนั้น เทียนตาตั๊กแตน โดยเฉพาะส่วนผลแก่แห้ง ถือเป็นสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับและถูกบรรจุไว้ในตำรับยาเก่าแก่ รวมถึงสูตรยาพื้นบ้านมากมาย ด้วยเชื่อกันว่ามีสรรพคุณช่วยขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ และบำรุงกำลัง หมอยาไทยหลายยุคหลายสมัยนิยมนำเมล็ดเทียนตาตั๊กแตนมาต้มเป็นชาดื่มช่วยย่อย หรือใช้เป็นส่วนผสมในยาสำหรับสตรีหลังคลอดและเด็กเล็กที่มีอาการแน่นท้อง (phar.ubu.ac.th; samunpri.com) แม้แต่ในระดับสากล การใช้เทียนตาตั๊กแตนเพื่อการรักษาก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น ‘ยาน้ำแก้ท้องอืด’ (gripe water) ที่ใช้กันในเด็กทารก ยาขับลมบรรเทาอาการไม่สบายท้อง หรือกระทั่งใช้เป็นยาพอกเพื่อลดอาการปวดเมื่อยตามข้อต่างๆ (PMC)

ทว่าเรื่องราวของเทียนตาตั๊กแตนไม่ได้หยุดอยู่เพียงสรรพคุณทางยาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันไปถึงพิธีกรรมและความเชื่อในชีวิตประจำวันของคนไทยอีกด้วย ในบางชุมชนท้องถิ่น อาจมีการนำกิ่งหรือน้ำต้มเทียนตาตั๊กแตนมาใช้ในพิธีการบางอย่างภายในบ้าน เพื่อ ‘ถอนพิษร้อน’ ในร่างกาย หรือเพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีไม่งาม ความเชื่อลักษณะนี้ยังไปพ้องกับความเชื่อโบราณในยุคกลางของยุโรปที่ใช้เทียนตาตั๊กแตนเพื่อป้องกันภัยอันตรายต่างๆ นับเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของเรื่องเล่าเกี่ยวกับสมุนไพรที่พบเห็นได้ในหลายวัฒนธรรม ส่วนในสำรับอาหารไทย ใบสด (ที่เรียกกันติดปากว่า ผักชีลาว) ก็ถูกนำมาปรุงแต่งรสชาติในแกงหลากหลายชนิด ขณะที่ผลซึ่งมีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัวก็ให้ทั้งรสอร่อยและคุณประโยชน์ทางยา จนแทบจะแยกไม่ออกว่านี่คืออาหารหรือยา

วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ได้เริ่มเข้ามาคลี่คลายกลไกทางชีวภาพที่อยู่เบื้องหลังการใช้ประโยชน์เทียนตาตั๊กแตนมาแต่ครั้งโบราณ โดยพบว่าเมล็ดและผลของพืชชนิดนี้เป็นแหล่งอุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารคาร์โวน (carvone) และลิโมนีน (limonene) ซึ่งเป็นสารประกอบสำคัญที่ให้ทั้งกลิ่นหอมเฉพาะตัวและเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสรรพคุณทางสุขภาพต่างๆ ที่กล่าวถึง (PMC3249919, ResearchGate) ผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการบ่งชี้ถึงฤทธิ์ต้านจุลชีพในวงกว้าง สามารถยับยั้งเชื้อก่อโรคที่พบได้บ่อยอย่างเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) และเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) นอกจากนี้ งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศยังพบสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟลาโวนอยด์ (โดยเฉพาะเควอซิทินและไอโซฮาร์เมนทิน) และคูมาริน ซึ่งคุณสมบัติในการขจัดอนุมูลอิสระเหล่านี้อาจมีส่วนช่วยลดการอักเสบและปกป้องเซลล์จากความเสียหาย

ในเชิงเภสัชวิทยา สารสกัดจากเทียนตาตั๊กแตนได้แสดงผลลัพธ์ที่น่าสนใจในการทดลองหลายรูปแบบ จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดด้วยน้ำจากผลเทียนตาตั๊กแตนมีฤทธิ์เด่นชัดในการปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารและต้านการเกิดแผลในกระเพาะ ซึ่งช่วยยืนยันการใช้เพื่อบรรเทาอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหารตามภูมิปัญญาโบราณ สารกลุ่มโมโนเทอร์พีน อาทิ คาร์โวนและลิโมนีน ไม่เพียงแต่ให้กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ยังอาจมีฤทธิ์ช่วยคลายการบีบตัวของกล้ามเนื้อ ลดระดับคอเลสเตอรอล และอาจมีส่วนช่วยต้านมะเร็งได้บ้าง (Jana & Shekhawat, 2011) ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมันเทียนตาตั๊กแตนซึ่งเป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องหอมทั่วโลก ก็กำลังถูกศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการนำมาใช้เป็นสารไล่แมลงและยาฆ่าแมลงจากธรรมชาติ ซึ่งสอดรับกับการนำพืชชนิดนี้มาใช้ควบคุมศัตรูพืชแบบดั้งเดิมในภาคเกษตรของไทย

สำหรับการศึกษาทางคลินิกในคน แม้ว่ายังมีจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับองค์ความรู้พื้นบ้านที่สั่งสมมาเนิ่นนาน แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยทางคลินิกแบบสุ่มหลายชิ้นที่มุ่งศึกษาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์จากเทียนตาตั๊กแตนต่อปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย ตัวอย่างเช่น งานวิจัยแบบมีกลุ่มควบคุมเมื่อปี พ.ศ. 2555 ได้ประเมินผลของการให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากเทียนตาตั๊กแตน (Anethum graveolens) ต่อเนื่องเป็นเวลา 12 สัปดาห์แก่ผู้ป่วยกลุ่มอาการเมตาบอลิก ผลปรากฏว่าผู้ป่วยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในค่าดัชนีสุขภาพเมตาบอลิกบางประการ รวมถึงระดับคอเลสเตอรอลและไขมัน (PubMed) ขณะเดียวกัน ในประเทศอิหร่านและอินเดีย ก็มีการทดลองแบบสุ่มและอำพรางสองฝ่าย เพื่อเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์จากเทียนตาตั๊กแตนกับยาแผนปัจจุบันอย่างโอเมพราโซล (omeprazole) ในการรักษาอาการอาหารไม่ย่อย (functional dyspepsia) และใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับผู้มีภาวะลำไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome) ซึ่งผลการศึกษาชี้ให้เห็นประโยชน์ทั้งในแง่ความสบายของระบบทางเดินอาหารและความปลอดภัยโดยรวม (PubMed IBS trial)

ตำรับยาสมุนไพรในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหลายแห่งของไทย ต่างระบุไปในทิศทางเดียวกันว่าเทียนตาตั๊กแตนมีสรรพคุณช่วยให้สบายท้อง ขับลม และเป็นยาบำรุงน้ำนม (galactagogue) ตำรายาไทยยังกล่าวถึงการนำไปใช้ประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อรักษาอาการหวัด อาการไอเรื้อรัง และเป็นยาขับปัสสาวะอย่างอ่อน ซึ่งล้วนสนับสนุนขอบเขตการใช้งานตามแบบแผนโบราณที่บันทึกไว้อย่างกว้างขวาง (medplant.mahidol.ac.th)

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรไทยต่างเน้นย้ำว่า จุดเด่นสำคัญด้านความปลอดภัยของเทียนตาตั๊กแตนคือการมีประวัติถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารมาอย่างยาวนาน ทว่าผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงให้ข้อควรระวัง เนื่องจากสารประกอบบางชนิดในน้ำมันหอมระเหยอาจก่อให้เกิดพิษได้หากมีความเข้มข้นสูงหรือบริโภคในปริมาณมากเกินควร จึงไม่ควรรับประทานน้ำมันหอมระเหยโดยตรง และไม่แนะนำให้นำไปใช้รักษาอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงหรือเรื้อรังด้วยตนเอง ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชสมุนไพรและผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้ผลแห้งนำมาชงเป็นชาหรือยาชงแบบอ่อนๆ แทนการใช้สารสกัดหรือน้ำมันเข้มข้น เว้นแต่จะอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ กลุ่มสตรีมีครรภ์ มารดาที่ให้นมบุตร และผู้ที่ต้องรับประทานยาบางชนิดเป็นประจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบทางเดินอาหารหรือระบบประสาทส่วนกลาง ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้งก่อนนำสมุนไพรชนิดใหม่ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวัน (phar.ubu.ac.th, poonrada.com)

วิถีวัฒนธรรมไทยที่มองเทียนตาตั๊กแตนอย่างผสมผสาน ทั้งในแง่รสชาติอาหาร การบำบัดรักษา และส่วนหนึ่งของพิธีกรรม สะท้อนให้เห็นถึงประเพณีอันทรงคุณค่าที่ยังคงมีชีวิตชีวา ที่ซึ่งสุขภาพที่ดีไม่ใช่สิ่งที่หาซื้อได้สำเร็จรูป แต่เป็นกระบวนการที่ถักทอเป็นเนื้อเดียวกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่น่าสนใจคือ แนวทางเช่นนี้กลับสอดรับกับกระแสสุขภาพระดับโลกในยุคปัจจุบัน ที่แนวคิด ‘อาหารคือยา’ และ ‘สุขภาพองค์รวม’ กำลังเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ดี การเพาะปลูกเทียนตาตั๊กแตนในเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการส่งออกเพื่อป้อนทั้งอุตสาหกรรมอาหารและยา ก็ได้ก่อให้เกิดความห่วงใยในประเด็นการอนุรักษ์ โดยเฉพาะเรื่องการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืนและการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของสายพันธุ์ท้องถิ่น กลุ่มนักอนุรักษ์พืชในไทยจึงสนับสนุนให้เกิดการดูแลโดยชุมชนและการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคุณประโยชน์ของเทียนตาตั๊กแตนจะยังคงอยู่คู่คนรุ่นหลังสืบไป (PMC3249919)

แล้วอนาคตของเทียนตาตั๊กแตนทั้งในไทยและบนเวทีโลกจะเป็นเช่นไร? เมื่อการวิจัยด้านจีโนมิกส์และพฤกษเคมีมีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น ย่อมมีแนวโน้มที่จะค้นพบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่หนักแน่นมากขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไปสามารถนำพืชสมุนไพรดั้งเดิมอย่างเทียนตาตั๊กแตนมาใช้ได้อย่างปลอดภัยและเกิดประสิทธิผลสูงสุด ขณะเดียวกัน กระแสความสนใจในนาโนเทคโนโลยีและวิธีการสกัดอันล้ำสมัยก็อาจนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากเทียนตาตั๊กแตนในรูปแบบใหม่ๆ ที่มีฤทธิ์เข้มข้นยิ่งขึ้น ทว่าผู้เชี่ยวชาญยังคงย้ำเตือนว่าปริมาณที่มากขึ้นอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีเสมอไป เพราะภูมิปัญญาดั้งเดิมได้ชี้ทางไว้แล้วว่า ‘ความพอเหมาะพอดี’ คือหัวใจสำคัญ

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจเรื่องราวและคุณประโยชน์ของเทียนตาตั๊กแตน มีข้อแนะนำง่ายๆ ในการนำไปใช้ดังนี้:

  • ยังคงสามารถนำเทียนตาตั๊กแตน (ผักชีลาว/เทียนตาตั๊กแตน) มาปรุงอาหารในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เพื่อรับประโยชน์จากคุณสมบัติช่วยย่อยอาหารและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์
  • หากต้องการใช้เทียนตาตั๊กแตนเป็นยา ควรเลือกใช้ส่วนผลหรือเมล็ดแห้งนำมาชงเป็นชาดื่มแบบอ่อนๆ ตามวิธีดั้งเดิม
  • ควรใช้ความระมัดระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดที่มีความเข้มข้นสูง และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทุกครั้งก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือการบำบัดด้วยวิธีใหม่ๆ
  • ผู้ที่มีประวัติอาการแพ้ มีโรคประจำตัวที่รุนแรง สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้สมุนไพรทุกชนิดเสมอ

เหนือสิ่งอื่นใด พึงระลึกเสมอว่าองค์ความรู้ทั้งจากโบราณและยุคปัจจุบันจะทรงพลังที่สุดเมื่อนำมาใช้อย่างมีวิจารณญาณและด้วยความรอบคอบ การให้ความเคารพต่อภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย ควบคู่ไปกับการพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างถี่ถ้วน จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าคุณประโยชน์ทางการรักษาของเทียนตาตั๊กแตนจะยังคงช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยสืบไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่มีใบอนุญาตทุกครั้งก่อนตัดสินใจเริ่มการรักษาด้วยสมุนไพร หรือหากมีข้อกังวลหรือภาวะทางการแพทย์ที่เฉพาะเจาะจง

แหล่งข้อมูลสำคัญ: