ท่ามกลางป่าเขียวขจีของบ้านเรา มีสมุนไพรชนิดหนึ่งชื่อ “เถาวัลย์เปรียง” (Derris scandens) เป็นไม้เถาเลื้อยที่ชาวบ้านคุ้นเคยกันดี และแอบซ่อนบทบาทสำคัญในตำรับยาแผนโบราณของไทยมาอย่างยาวนาน พอมาถึงยุคนี้ที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า การสืบค้นภูมิปัญญาเก่าแก่ก็ทำให้เจ้าสมุนไพรที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง แล้วสรรพคุณที่ร่ำลือกันมาแต่โบราณนั้นจะจริงแท้แค่ไหน งานวิจัยยุคใหม่มีคำตอบที่น่าสนใจมารอเฉลยกันแล้ว

ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด ชาวบ้านและหมอพื้นบ้านไทยต่างก็ใช้เถาวัลย์เปรียงช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามตัวกันมานักต่อนัก โดยเฉพาะน้ำต้มจากเถาและลำต้น ที่เป็นหัวใจสำคัญของตำรับยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระดูก และลดการอักเสบ ภูมิปัญญาชาวบ้านนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละถิ่น ไม่ว่าจะเป็น เครือเขาหนัง เครือตาปลา ย่านเหมาะ หรือพานไสน พบได้ทั่วไปตั้งแต่โคราช ชุมพร ยาวไปถึงนครศรีธรรมราช ในชุมชนเหล่านี้ เถาวัลย์เปรียงถือเป็นของดีคู่บ้าน ช่วยคลายปวดหลัง ปวดแข้งปวดขา ปวดเข่า เป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากของคนที่ทำไร่ไถนามาเนิ่นนาน

แล้วทำไมภูมิปัญญาเก่าแก่นี้ถึงยังสำคัญกับคนไทยในยุคดิจิทัล? ก็เพราะอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อกระดูกไม่ได้เป็นเรื่องของชาวไร่ชาวนาเท่านั้น ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ชัดว่า อาการปวดหลังกับโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุไทยหลายคนต้องทนทุกข์ทรมาน (si.mahidol.ac.th) แถมทุกวันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยก็เริ่มมองหาการรักษาทางเลือกนอกเหนือจากยาแผนปัจจุบัน ทำให้สมุนไพรที่ปลอดภัยและมีงานวิจัยรองรับกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้น

เมื่อมองผ่านเลนส์วิทยาศาสตร์ สรรพคุณที่ร่ำลือกันของเถาวัลย์เปรียงนั้นเป็นจริงแค่ไหน? ลองมาดูกันว่าข้อมูลจากงานวิจัยจะช่วยยืนยันหรือมีอะไรมาท้าทายภูมิปัญญาดั้งเดิมนี้บ้าง

การใช้แบบดั้งเดิม: ตำรับยาโบราณเพื่อบรรเทาปัญหาสุขภาพในปัจจุบัน

ตามตำรับยาแผนไทย หมอพื้นบ้านจะนำเถาและลำต้นของเถาวัลย์เปรียงมาต้มเคี่ยวเพื่อสกัดเอาตัวยาสำคัญ น้ำต้มที่ได้จะมีรสร้อนฝาด นิยมใช้ดื่มเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ข้อฝืด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยหรือคนที่ทำงานหนัก บางคนก็นำลำต้นที่ต้มแล้วมาประคบร้อนบริเวณที่เคล็ดขัดยอกหรือมีอาการบวม

ตำรายาเก่าแก่และคำบอกเล่าที่สืบทอดกันมาอธิบายว่า เถาวัลย์เปรียงมีฤทธิ์ “เย็น” ช่วยลด “ความร้อน” ในร่างกาย ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นเหตุของอาการอักเสบและปวดเมื่อย (ccpe.pharmacycouncil.org) ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ของไทยชี้ว่าแนวคิดนี้คล้ายคลึงกับการใช้พืชสมุนไพรลดการอักเสบในตำรับยาจีนและอายุรเวท สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาร่วมกันของคนในแถบนี้เกี่ยวกับคลังยาจากธรรมชาติ

องค์ประกอบทางเคมีและการสกัดสมัยใหม่

ความก้าวหน้าทางพฤกษเคมีในปัจจุบันช่วยให้เราเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของเถาวัลย์เปรียงได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การวิเคราะห์ในห้องแล็บพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายตัว ที่เด่นๆ คือ ไอโซฟลาโวนจีนิสทีน (isoflavone genistein) และเพนตะไซคลิกไตรเทอร์พีนอยด์ลูพีออล (pentacyclic triterpenoid lupeol) (PMC8820353) สารเหล่านี้ขึ้นชื่อเรื่องคุณสมบัติต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และบางงานวิจัยยังชี้ว่าอาจมีฤทธิ์ต้านมะเร็งด้วย

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนากระบวนการสกัดที่ได้มาตรฐาน โดยใช้ทั้งเอทานอลความเข้มข้น 50% และเอทานอลบริสุทธิ์เพื่อดึงเอาสารสำคัญออกมา ทำให้สามารถวัดปริมาณจีนิสทีนและลูพีออลได้อย่างแม่นยำ ช่วยควบคุมคุณภาพของสารสกัดให้เทียบเคียงกับการเตรียมยาแผนโบราณได้ (PMC8820353) ตัวอย่างเช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอล 50% มีจีนิสทีนอยู่ 0.0332% (โดยน้ำหนัก) และลูพีออล 0.0588%

หลักฐานจากงานวิจัยในห้องปฏิบัติการและทางคลินิก

การจะยกระดับสมุนไพรพื้นบ้านให้เป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เถาวัลย์เปรียงก็เป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยไม่กี่ตัวที่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มารองรับสรรพคุณมากขึ้นเรื่อยๆ

การสมานแผลและผลต่อเซลล์

งานวิจัยโดยทีมนักวิจัยไทยเมื่อปี 2565 ได้ศึกษาฤทธิ์สมานแผลของสารสกัดเถาวัลย์เปรียง (PMC8820353) โดยทดลองกับเซลล์ผิวหนังมนุษย์ชนิดไฟโบรบลาสต์ ซึ่งเป็นแบบจำลองที่ใช้ศึกษาการดูแลแผลและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ผลปรากฏว่าสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงในความเข้มข้นที่พอเหมาะนั้นไม่เป็นพิษต่อเซลล์ แถมยังช่วยให้แผลจำลองปิดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในการทดสอบแบบ scratch assay ต่างจากสมุนไพรบางตัวที่อาจไปทำลายเซลล์ปกติ แต่สารสกัดเถาวัลย์เปรียงกลับช่วยให้เซลล์รอดชีวิตได้สูง (มากกว่า 87%) ในทุกระดับความเข้มข้นที่ทดลอง แม้ว่ากรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) จะช่วยให้แผลหายเร็วที่สุด แต่เถาวัลย์เปรียงก็แสดงผลลัพธ์ที่น่าพอใจในการกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนัง “เคลื่อนตัว” เข้าไปปิดแผลจำลองได้ดี ซึ่งเปิดโอกาสให้เรานำไปประยุกต์ใช้กับยาแผนโบราณสำหรับรักษาโรคผิวหนังได้

ฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก

สำหรับผู้สูงอายุและคนวัยทำงานชาวไทยโดยเฉพาะ มีงานวิจัยทางคลินิกหลายชิ้นที่ยืนยันสรรพคุณด้านการต้านการอักเสบของเถาวัลย์เปรียง ทั้งการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบ และการวิเคราะห์อภิมานจากการทดลองทางคลินิก (ส่วนใหญ่มักเป็นการทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสองทาง และมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก) ได้ศึกษาประสิทธิภาพของเถาวัลย์เปรียงในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม อาการปวดหลัง และอาการกล้ามเนื้อตึงทั่วไป (J Ethnopharmacol. 2016, phar.ubu.ac.th) ซึ่งผลการทดลองส่วนใหญ่พบว่า:

  • ผู้เข้าร่วมทดลองที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมหรือปวดหลัง ได้รับผงลำต้นแห้งหรือสารสกัดเอทานอลจากเถาวัลย์เปรียง
  • กลุ่มที่ได้รับเถาวัลย์เปรียงมีอาการปวดลดลงอย่างเห็นได้ชัดทางสถิติ และในบางกรณีให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการใช้ยาแผนปัจจุบันอย่างไอบูโพรเฟน
  • ผลข้างเคียงส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและเป็นอยู่ไม่นาน เช่น อาการไม่สบายท้อง (ซึ่งก็น้อยกว่ายาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หลายตัว)
  • ไม่พบความเป็นพิษรุนแรงต่อตับหรือไต เมื่อใช้ในขนาดที่แนะนำ

ผลการรวบรวมงานวิจัยทางคลินิกหลายชิ้น ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 400 คน สรุปได้ว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงให้ผลดีในการบรรเทาปวดได้เทียบเท่ากับยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs สำหรับผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย แถมยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงกับระบบทางเดินอาหารต่ำกว่าด้วย (J Ethnopharmacol. 2016)

กลไกการออกฤทธิ์: ออกฤทธิ์ได้อย่างไร?

งานวิจัยในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลองช่วยไขข้อข้องใจว่าทำไมเถาวัลย์เปรียงถึงได้ผลดีขนาดนี้ สารจีนิสทีนนั้นเป็นที่รู้กันว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซิจีเนส (COX) และไลพอกซีจีเนส (LOX) ซึ่งเป็นเอนไซม์ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย (phar.ubu.ac.th) ขณะเดียวกัน สารลูพีออลก็พบว่าสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5-LOX และยังแสดงฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งชนิดลุกลามได้ด้วย แต่เรื่องการนำมาใช้รักษามะเร็งยังเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นมากๆ และยังไม่มีการทดลองในคน

สารสำคัญเหล่านี้ เมื่อรวมพลังกับสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และคูมารินอีกหลายชนิดที่พบในเถาวัลย์เปรียง ดูเหมือนจะช่วยกันลดการอักเสบและปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งสอดคล้องกับการใช้แบบโบราณเพื่อบรรเทาอาการปวดและบวมได้เป็นอย่างดี

มุมมองทางวัฒนธรรมไทย: รากฐานจากวิถีชนบท สู่การเติบโตในระบบสุขภาพสมัยใหม่

สำหรับคนไทยในต่างจังหวัด การเลือกใช้เถาวัลย์เปรียงเป็นเรื่องที่ทั้งสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับวิถีชีวิต เพราะเป็นพืชที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ราคาไม่แรง และคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาจจะเข้าถึงยาหมอไม่สะดวก หรืออยากเลี่ยงผลข้างเคียงจากยาแผนปัจจุบัน อย่างแถบอีสาน ก็มักจะไปเก็บเถาวัลย์เปรียงจากป่าหรือซื้อจากตลาดสมุนไพรแถวบ้านมาต้มดื่มกันเป็นประจำ ส่วนคนในเมืองก็เริ่มหันมาใช้ในรูปแบบแคปซูลหรือสารสกัดจากร้านยาแผนไทยที่ไว้ใจได้กันมากขึ้น

ธรรมเนียมการใช้สมุนไพรแบบนี้สะท้อนค่านิยมของสังคมไทย ที่พยายามจะหาจุดสมดุลระหว่างความทันสมัยกับการดูแลสุขภาพที่อิงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาเรื่องทางสายกลางและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเป็นพื้นฐาน ทุกวันนี้ แพทย์แผนปัจจุบันหลายท่านก็เปิดใจรับ “การแพทย์แบบผสมผสาน” มากขึ้น โดยเสนอทางเลือกสมุนไพรที่ผ่านการรับรองควบคู่ไปกับการรักษาแบบตะวันตก (si.mahidol.ac.th)

ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย ปริมาณการใช้ และการนำไปใช้จริง

เหมือนกับสมุนไพรตัวอื่นๆ การใช้อย่างปลอดภัยถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด รายงานทางคลินิกยืนยันว่าการใช้สารสกัดเถาวัลย์เปรียงในระยะสั้น (โดยทั่วไปคือสารสกัดจากลำต้น 200-400 มิลลิกรัม วันละ 2-3 ครั้ง) ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีส่วนใหญ่ (phar.ubu.ac.th) แต่อาจมีอาการไม่สบายท้องได้บ้าง คนที่ระบบย่อยอาหารไม่ค่อยแข็งแรงหรือมีโรคประจำตัวควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ส่วนข้อมูลความปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หรือเด็กเล็กยังมีไม่เพียงพอ ที่สำคัญคือ ความปลอดภัยในการใช้ปริมาณสูงๆ เป็นเวลานาน หรือใช้ร่วมกับยาแก้ปวดตัวอื่นยังไม่ได้รับการพิสูจน์แน่ชัด

ก่อนจะนำมาใช้เอง ควรปรึกษาผู้รู้หรือแพทย์แผนไทยก่อนเสมอ โดยเฉพาะคนที่กินยาละลายลิ่มเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยารักษาโรคเรื้อรังอื่นๆ ส่วนการไปเก็บสมุนไพรจากป่ามาใช้เองก็มีความเสี่ยงที่จะเก็บผิดต้นผิดชนิดได้

แนวโน้มในระดับท้องถิ่นและระดับโลก

บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของไทยในปัจจุบันได้รับรองให้เถาวัลย์เปรียงเป็นยามาตรฐานสำหรับรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก นับเป็นการยกระดับจาก “ยาพื้นบ้าน” สู่ยาที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ และมีจำหน่ายในคลินิกแพทย์แผนไทยที่ขึ้นทะเบียนทั่วประเทศ ส่วนในระดับสากล ก็มีการศึกษาเถาวัลย์เปรียงในฐานะส่วนประกอบของตำรับยาสมุนไพรหลายชนิดสำหรับรักษาโรคข้ออักเสบในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความนิยมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมืองไทย (PubMed)

ทั้งองค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุขของไทยต่างก็ให้การสนับสนุนการแพทย์แผนดั้งเดิมและการแพทย์ทางเลือกอย่างรอบคอบ โดยเน้นการใช้อย่างมีความรับผิดชอบ มีงานวิจัยสมัยใหม่และการกำกับดูแลที่เหมาะสมรองรับ

อนาคตข้างหน้า: บทต่อไปของวิทยาการสมุนไพรไทย

ทีมนักวิจัยไทยยังคงเดินหน้าศึกษาค้นคว้าเพื่อหาทางนำเถาวัลย์เปรียงไปใช้ประโยชน์ในด้านใหม่ๆ เช่น การนำไปผสมผสานกับสมุนไพรต้านการอักเสบตัวอื่นๆ เพื่อช่วยเสริมฤทธิ์กัน รวมทั้งปรับปรุงเทคนิคการสกัดให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้นและเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย คำถามสำคัญที่ยังต้องหาคำตอบกันต่อไปก็คือเรื่องความปลอดภัยในการใช้ระยะยาว ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับอาการต่างๆ และการนำไปประยุกต์ใช้ในการสมานแผลและการดูแลผิวพรรณ

บรรดานักวิทยาศาสตร์ไทย ทั้งที่จบจากในประเทศและต่างประเทศ ต่างก็กำลังพยายามเชื่อมโยงหลักฐานจากห้องปฏิบัติการเข้ากับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในผู้ป่วย โดยร่วมมือกับหมอพื้นบ้านเพื่อดึงเอาประโยชน์สูงสุดของสมุนไพรออกมาใช้ และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น (PMC8820353)

คำแนะนำสำหรับผู้อ่านชาวไทย

  • ถ้ามีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อกระดูก แล้วสนใจอยากลองใช้ยาสมุนไพร ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากร้านยาหรือคลินิกแพทย์แผนไทยที่ไว้ใจได้ และลองมองหาผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่ามีการควบคุมมาตรฐานของสารจีนิสทีนหรือลูพีออล
  • ให้เริ่มใช้ในปริมาณน้อยๆ ก่อน เพื่อดูว่าได้ผลหรือไม่ และคอยสังเกตอาการไม่สบายท้องหรืออาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้นด้วย
  • ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรทุกครั้ง โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้สูงอายุ กำลังตั้งครรภ์ กินยาตัวอื่นอยู่ หรือมีโรคประจำตัว
  • อย่าไปเก็บสมุนไพรมาใช้เอง ถ้าไม่มั่นใจจริงๆ ว่ารู้จักชนิดของต้นไม้และวิธีเตรียมยาที่ถูกต้อง เพราะถ้าเก็บผิดชนิด อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • ให้มองว่ายาสมุนไพรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวม ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ และการรักษาแผนปัจจุบันตามความจำเป็น

บทสรุป: ให้เกียรติอดีต สร้างสรรค์อนาคต

เรื่องราวของเถาวัลย์เปรียง (Derris scandens) สะท้อนเส้นทางที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย ที่ซึ่งภูมิปัญญาของคนโบราณมาบรรจบกับความก้าวหน้าของงานวิจัยยุคใหม่ ในขณะที่ยาสมุนไพรดั้งเดิมตัวนี้กำลังหาที่ทางของตัวเองในระบบสุขภาพร่วมสมัย มันก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังว่า การให้เกียรติภูมิปัญญาเก่าแก่ควบคู่ไปกับการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง คือหนทางที่มั่นคงที่สุดที่จะนำไปสู่การรักษาที่ทั้งปลอดภัยและได้ผลจริง

โปรดจำไว้เสมอว่าบทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญได้ หากคุณกำลังพิจารณาใช้การรักษาแบบดั้งเดิม ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญก่อนเสมอ

แหล่งข้อมูล: