ในยุคที่ใครๆ ก็อยากสวยหล่อทันใจ การลดน้ำหนักแบบพรวดพราดเลยฟังดูน่าดึงดูดใจเสมอ แต่ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนแล้วว่า การพยายามหาทางลัดเพื่อหุ่นเป๊ะปังอาจพังสุขภาพอย่างร้ายแรง บทความชิ้นล่าสุดจาก Hindustan Times ที่ได้สัมภาษณ์โค้ชฟิตเนส ยิ่งตอกย้ำถึงอันตรายของสิ่งที่เรียกว่า “สูตรลดน้ำหนักมหัศจรรย์” พร้อมส่งสารชัดเจนว่า “ไม่มียาวิเศษหรือทางลัดสู่ความผอม” ยิ่งในปัจจุบันที่คนไทยหันมาใส่ใจเรื่องการลดน้ำหนักกันมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลเรื่องโรคอ้วนและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสูตรลดหุ่นตามกระแสจึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนอย่างยิ่ง
พฤติกรรมของคนไทยที่แห่ทำตามสูตรลดน้ำหนักที่ดาราคนดังแนะนำ หรือที่ฮิตกันในโซเชียลมีเดีย กำลังเป็นที่น่าจับตามอง ซึ่งก็สอดคล้องกับกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก สูตรเหล่านี้มักโฆษณาเกินจริงว่าจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนในเวลาอันสั้น โดยแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลย แต่กลับแทบไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมารองรับ และที่สำคัญคืออาจส่งผลเสียต่อโสมนาการ หรือถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ข้อมูลจาก Wikipedia ในหัวข้อ ‘Fad Diets’ ซึ่งรวบรวมความเห็นพ้องทางวิชาการ ชี้ว่าสูตรลักษณะนี้ส่วนใหญ่มักขาดงานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) มาสนับสนุน และคำกล่าวอ้างต่างๆ ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สูตรที่จำกัดแคลอรี่ให้น้อยแบบสุดขั้ว หรือสูตรที่ตัดกลุ่มอาหารบางประเภทออกไปอย่างสิ้นเชิง บางครั้งถึงกับแนะนำให้กินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร เช่น สำลี โดยเชื่อว่าจะช่วยให้ผอมลงได้ ซึ่งวิธีพิสดารเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะขาดสารอาหาร อวัยวะภายในล้มเหลว หรือผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น (Wikipedia, Fad Diets)
หน่วยงานทางการแพทย์ต่างๆ ก็แสดงความกังวลไปในทิศทางเดียวกัน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University’s School of Public Health) เตือนอย่างชัดเจนว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยาลดความอ้วนเถื่อนๆ ที่โฆษณาขายกันเกลื่อนทางออนไลน์ อาจส่ง “ผลเสียต่อสุขภาพอย่างมหาศาล” ความเสี่ยงมีตั้งแต่ระบบเผาผลาญในร่างกายรวน การทำงานของอวัยวะภายในล้มเหลว ไปจนถึงภาวะหัวใจและหลอดเลือดทำงานผิดปกติเฉียบพลัน (Harvard Lesson Plan PDF) ขณะเดียวกัน บทความทบทวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลดน้ำหนักโดย Teacher Retirement System of Texas (หน่วยงานสวัสดิการครูเกษียณในเท็กซัส) ก็ได้เน้นย้ำความจริงพื้นฐานที่แพทย์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า: การลดน้ำหนักที่ได้ผลยั่งยืนไม่ได้มาจากการอดอาหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือพึ่งพาอาหารเสริมวิเศษ แต่ต้องอาศัยการกินอาหารที่สมดุลครบหมู่ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรมการกินโดยรวมต่างหาก (TRS of Texas)
ความเสี่ยงจากสูตรลดน้ำหนักตามกระแสไม่ได้กระทบแค่สุขภาพกายเท่านั้น งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากโครงการ STRIPED (Strategic Training Initiative for the Prevention of Eating Disorders) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard T.H. Chan School of Public Health) และโรงพยาบาลเด็กบอสตัน (Boston Children’s Hospital) ได้ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง นั่นคือ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ กำลังพุ่งเป้าโฆษณาเนื้อหาเกี่ยวกับการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วนไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างหนักหน่วง ผลการศึกษาพบว่าแพลตฟอร์มอย่าง TikTok แสดงเนื้อหาสูตรลดน้ำหนักที่สุดโต่งและเป็นอันตรายให้แก่ผู้ใช้งานที่อายุน้อย แม้กระทั่งเด็กอายุเพียง 13 ปี ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดปัญหาโรคการกินผิดปกติ (eating disorders) การมีภาพลักษณ์ร่างกายในแง่ลบ (poor body image) และอาจรุนแรงถึงขั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อความคิดฆ่าตัวตาย ทั้งนี้ บริษัทเทคโนโลยีเองก็มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลจากรายได้โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาลดน้ำหนักที่มุ่งเป้าไปที่เยาวชน ซึ่งอาจสูงถึง 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทำให้การออกมาตรการกำกับดูแลอย่างจริงจังกลายเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนในด้านสาธารณสุข (Harvard STRIPED Report)
ผู้เชี่ยวชาญในบ้านเราก็มีความเห็นสอดคล้องกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก “ในไทยเราเอง หลายคนยังเข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักแบบเร็วๆ อย่างการอดอาหาร หรือใช้ยาที่ไม่ผ่านการรับรอง เป็นเรื่องปกติ ทำได้ ไม่อันตราย ทั้งที่จริงๆ แล้วมันส่งผลเสียต่อร่างกายได้มาก” พญ. วรรณิดา ภักดี นักโภชนาการประจำโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวของเราเมื่อไม่นานมานี้ คุณหมอวรรณิดากล่าวเสริมว่า วิธีการเหล่านี้มักกระตุ้นให้เกิด ‘โยโย่ เอฟเฟกต์’ (rebound weight gain) คือน้ำหนักกลับมาพุ่งพรวดกว่าเดิม แถมยังทำให้ระบบเผาผลาญพังในระยะยาวอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกระแสอิทธิพลจากต่างประเทศ ทั้งค่านิยมความงามแบบเกาหลี (K-beauty) และวัฒนธรรมฟิตเนสสไตล์ตะวันตก เข้ามามีบทบาทในสังคมไทยมากขึ้น เยาวชนไทยก็ยิ่งเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของข้อมูลและสารอันตรายเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น
ในอดีต ประเทศไทยเคยมีกระแสลดน้ำหนักแปลกๆ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ซึ่งมักถูกจุดติดโดยดาราคนดังในภูมิภาค หรือข้อมูลผิดๆ ที่แชร์ต่อๆ กันทางออนไลน์ “คนไทยเราค่อนข้างตื่นเต้นกับเทรนด์ใหม่ๆ เสมอ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพความงาม” อนุชา จันทราดร นักวิจารณ์วัฒนธรรมให้ข้อสังเกต พร้อมกล่าวว่า แม้ความตื่นตัวเรื่องสุขภาพจะเป็นเรื่องดี แต่ก็อาจทำให้คนไทยตกเป็นเหยื่อของการตลาดที่หวังผลประโยชน์ และการหลอกลวงเกี่ยวกับสูตรลดน้ำหนักได้ง่ายเช่นกัน
อย่างไรก็ดี เมื่อมองไปข้างหน้า ก็ยังพอมีความหวังว่ากระแสสังคมอาจค่อยๆ เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ในระดับนานาชาติ รัฐบาลหลายประเทศกำลังพิจารณาออกกฎหมายที่อาจใช้แนวทางเดียวกับรัฐแคลิฟอร์เนีย (California’s Age Appropriate Design Code Act) ซึ่งกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยทางออนไลน์สำหรับเยาวชน และพุ่งเป้าไปที่การจัดการกับเนื้อหาเกี่ยวกับการลดน้ำหนักที่หลอกลวงหรือเป็นภัยต่อเด็กและเยาวชน มาตรการคล้ายๆ กันนี้สามารถนำมาปรับใช้ในประเทศไทยได้ ทั้งโดยการกำกับดูแลอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้เข้มงวดขึ้น และการส่งเสริมการศึกษาเพื่อให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (digital literacy) ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า โรงเรียน กระทรวงสาธารณสุข และแม้กระทั่งแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ควรจับมือกันจัดแคมเปญรณรงค์ด้านสาธารณสุขอย่างจริงจัง เพื่อเน้นย้ำข้อมูลโภชนาการที่ถูกต้องตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และช่วยกันทลายความเชื่อผิดๆ ที่อันตราย
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังมองหาวิธีควบคุมน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพและยั่งยืน คำแนะนำนั้นชัดเจน: หลีกเลี่ยง การจำกัดอาหารแบบหักโหมสุดโต่ง หรือการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่มีหลักฐานรองรับและไม่ผ่านการรับรอง หันมาใส่ใจ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตทีละเล็กทีละน้อยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และทำได้จริงในระยะยาว และ ปรึกษา แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละคน หากเกิดความไม่แน่ใจ ขอให้นึกถึงพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “อโรคยา ปรมาลาภา” – ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ก่อนจะตัดสินใจลองสูตรลดน้ำหนักแปลกใหม่ ลองถามตัวเองดูก่อนว่า วิธีนั้นมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือรองรับหรือไม่ และเราสามารถทำตามได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวจริงหรือเปล่า
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับโภชนาการที่ปลอดภัย สามารถศึกษาข้อมูลได้จากกระทรวงสาธารณสุข (Thai MoPH) ขอคำปรึกษาจากนักกำหนดอาหารหรือนักโภชนาการที่มีใบอนุญาต และใช้แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น แนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO Healthy Diet) โปรดจำไว้ว่า: อย่าหลงเชื่อทางลัด สุขภาพที่ดีในระยะยาวของคุณสำคัญที่สุด
แหล่งข้อมูล: