ว่าด้วยหญิงในผอบแก้ว

สมุคคชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๑๐. สมุคคชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๓๖)

ว่าด้วยหญิงในผอบแก้ว

             (พระโพธิสัตว์กล่าวกับยักษ์ทานพว่า)

             [๘๗] ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านทั้ง ๓ คนมาจากที่ไหนหนอ พวกท่านพากันมาดีแล้ว เชิญนั่งที่อาสนะเถิด ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านสุขสบายไม่มีโรคภัยเบียดเบียนหรือ นานมาแล้วพวกท่านเพิ่งจะมาที่นี้ในวันนี้

             (ยักษ์ทานพกล่าวว่า)

             [๘๘] วันนี้ ข้าพเจ้ามาถึงที่นี้เพียงคนเดียว ข้าพเจ้าไม่มีใครเป็นเพื่อนเลย ท่านฤๅษี ท่านกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านทั้ง ๓ คนมาจากที่ไหนหนอ นั่นหมายถึงใครเล่า

             (พระโพธิสัตว์กล่าวว่า)

             [๘๙] ท่านก็คนหนึ่งละ และภรรยาสุดที่รัก ซึ่งท่านซ่อนไว้ในผอบแก้วข้างใน ท่านรักษาหล่อนไว้ในท้องในกาลทุกเมื่อ หล่อนกำลังอภิรมย์อยู่กับวิทยาธรชื่อวายุบุตรในท้องนั้น

             (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

             [๙๐] ทานพนั้น ฤๅษีบอกแล้วก็สลดใจ ได้คายผอบแก้วออกมา ณ ที่นั้น ได้เห็นภรรยาทัดทรงดอกไม้สวยงาม กำลังอภิรมย์อยู่กับวิทยาธรชื่อวายุบุตรในผอบนั้น

             (ยักษ์ทานพกล่าวว่า)

             [๙๑] เหตุการณ์นี้ ท่านผู้บำเพ็ญตบะชั้นสูงได้เห็นแจ่มแจ้งแล้วว่า นรชนผู้ตกอยู่ในอำนาจของสตรี เหมือนนางที่เรารักษาไว้ภายในท้องนี้ดังชีวิตของตน ยังกลับประทุษร้ายเรา ชมเชยกับชายอื่น นับว่าเป็นคนเลว

             [๙๒] แม่นางผู้ที่เราบำรุงแล้วทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือนไฟที่ท่านผู้บำเพ็ญตบะอยู่ในป่าบำเรออยู่ หล่อนละเมิดธรรม กลับประพฤติอธรรม เราไม่ควรทำความเชยชิดกับหญิงทั้งหลายเลย

             [๙๓] เราเข้าใจหญิงเลวผู้ไม่สำรวมอยู่กลางตัวเราว่า หญิงนี้เป็นของเรา มันละเมิดธรรม กลับประพฤติอธรรม เราไม่ควรทำความเชยชิดกับหญิงทั้งหลายเลย

             [๙๔] จะไว้ใจได้อย่างไรว่า เราคุ้มครองไว้ได้ดี เพราะพวกหญิงหลายใจ ไม่มีการรักษาไว้ได้เลย หญิงเหล่านี้เหมือนกับเหวเมืองบาดาล ชายที่มัวเมาในหญิงเหล่านี้ย่อมถึงความพินาศ

             [๙๕] เพราะเหตุนั้นแหละ ชายเหล่าใดสลัดมาตุคามเที่ยวไป ชายเหล่านั้นมีความสุข ปราศจากความเศร้าโศก ผู้ปรารถนาความเกษมอันสูงสุด ไม่พึงทำความเชยชิดกับมาตุคามเลย

สมุคคชาดกที่ ๑๐ จบ

----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

สมุคคชาดก

ว่าด้วย เปรียบหญิงมีอาการคล้ายก้นเหว

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน จึงได้ตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุผู้กระสันนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันจริงหรือ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ดังนี้
               ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอปรารถนามาตุคามเพราะเหตุไร? ขึ้นชื่อว่ามาตุคามไม่ใช่สัตบุรุษ เป็นอกตัญญู แม้ยักษ์ทานพในกาลก่อน กลืนมาตุคามเข้าไว้ในท้องพาเที่ยวไป ก็ยังไม่อาจรักษามาตุคาม ทำให้เธอมีสามีคนเดียวได้ เธอจักอาจรักษาได้อย่างไร ดังนี้
               แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี
               พระโพธิสัตว์สละกามเข้าไปในดินแดนป่าหิมพานต์บวชเป็นฤๅษี ได้อภิญญาและสมาบัติแล้ว ดำรงชีพอยู่ด้วยผลไม้น้อยใหญ่.
               ณ ที่ไม่ไกลบรรณศาลาของพระโพธิสัตว์นั้น มียักษ์ทานพตนหนึ่งอยู่ ยักษ์นั้นเข้าไปหาพระมหาสัตว์ ฟังธรรมอยู่เสมอๆ อนึ่ง ยักษ์นั้นมักไปอยู่ที่หนทางที่มนุษย์ทั้งหลายสัญจรไปมาในดง เห็นมนุษย์เดินทางมาก็จับกินเสีย.
               ครั้งนั้น ในแคว้นกาสี มีนางกุลธิดาคนหนึ่งมีรูปร่างสวยงามมาก อาศัยอยู่ ณ ปัจจันตคามแห่งหนึ่ง. วันหนึ่ง นางมาเพื่อจะเยี่ยมมารดาบิดา ในเวลากลับทานพนั้นเห็นพวกบริวารของนาง จึงวิ่งขับไล่ด้วยรูปร่างที่น่ากลัว พวกบริวารที่ถือข้าวของไปต่างก็พากันทิ้งสิ่งของหนีไปสิ้น ทานพเห็นมาตุคามรูปงามนั่งมาในยาน เกิดจิตปฏิพัทธ์จึงนำไปถ้ำของตนเลี้ยงดูเป็นภรรยา.
               ตั้งแต่นั้นมา ทานพได้นำเนยใส ข้าวสาร ปลา เนื้อเป็นต้น และผลไม้ที่อร่อยมาเลี้ยงดูภรรยา และประดับนางด้วยเครื่องประดับคือผ้า ให้นางนอนในสมุคมีสัณฐานเหมือนขวด แล้วกลืนสมุคนั้นเข้าไว้ในท้อง พิทักษ์รักษาภรรยาด้วยท้อง.
               วันหนึ่ง ทานพนั้นไปสระน้ำแห่งหนึ่งเพื่อจะอาบน้ำ คายสมุคออกแล้วเอานางออกจากสมุคนั้นให้อาบน้ำ ทาแป้ง แต่งกาย แล้วกล่าวว่า เธอจงตากอากาศสักครู่หนึ่ง ให้นางยืนอยู่ใกล้ๆ สมุค ตนเองก็ลงไปที่ท่าน้ำ มิได้มีความสงสัยภรรยาจึงได้ไปอาบไกลไปหน่อย.
               ขณะนั้น วิทยาธรชื่อว่าวายุบุตรเหน็บพระขรรค์เหาะมา นางนั้นเห็นวิทยาธรแล้วยกมือชูขึ้นเป็นเชิงให้รู้ว่า มานี่เถิดท่าน. วิทยาธรก็ลงมาทันที. ลำดับนั้น นางเอาวิทยาธรนั้นใส่ในสมุค คอยแลดูทางมาของทานพ พลางนั่งลงบนสมุค ครั้นเห็นทานพมาก็แสดงตนแก่ทานพนั้น เมื่อทานพยังไม่ทันถึงสมุค นางก็เปิดสมุคแล้วเข้าไปข้างในนอนทับวิทยาธร แล้วเอาผ้าห่มของตนคลุมไว้ ทานพมาไม่ได้ตรวจตราสมุคให้ดีก่อน กลืนสมุคเข้าไปด้วยเข้าใจว่าเมียเราคนเดียวไปถ้ำของตน.
               ในระหว่างทางคิดว่า เราไม่ได้เยี่ยมท่านดาบสเสียนาน วันนี้เราจักนมัสการท่านก่อน จึงไปสู่สำนักท่านดาบส ดาบสเห็นทานพนั้นมา แต่ไกลรู้ว่ามีคนสองคนอยู่ในท้อง.
               เมื่อจะเจรจา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               แน่ะท่านผู้เจริญทั้งสาม ท่านพากันมาจากที่ไหนหนอ ท่านทั้งหลายมาดีแล้ว เชิญมานั่งที่อาสนะนี้เถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเห็นจะสุขสบายดี ไม่มีความเจ็บไข้กระมัง นานมาแล้ว ท่านทั้งหลายเพิ่งมาในที่นี้.
               ทานพได้ฟังดังนั้น คิดว่า เรามาสำนักท่านดาบสนี้คนเดียวเท่านั้น แต่ท่านดาบสนี้กล่าวว่าสามคน ท่านดาบสกล่าวดังนี้เพราะเหตุไร ท่านดาบสนี้รู้สภาพความจริงจึงกล่าวหรือ หรือว่าเป็นบ้าจึงเพ้อไป เข้าไปหาท่านดาบสนมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
               เมื่อจะเจรจากับท่านดาบสนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               วันนี้ข้าพเจ้ามาถึงที่นี้คนเดียวเท่านั้น อนึ่ง ใครผู้ที่จะเป็นที่สองของข้าพเจ้าก็มิได้มี ข้าแต่พระฤๅษีคำที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า แน่ะท่านผู้เจริญทั้งสาม ท่านพากันมาจากที่ไหนหนอ? ดังนี้ หมายถึงอะไร?
               ท่านดาบสย้อนถามว่า อาวุโส ท่านต้องการฟังจริงๆ หรือ? เมื่อทานพตอบว่า จริงครับ จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟังดังนี้แล้ว
               จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
               ท่านคนหนึ่ง และภรรยาที่รักของท่านที่ท่านใส่ไว้ในสมุคคนหนึ่ง ภรรยาที่ท่านใส่ไว้ในท้อง รักษาไว้ทุกเมื่อนั้น ร่วมยินดีกับวิทยาธรชื่อว่าวายุบุตรภายในท้องของท่านนั้นอีกคนหนึ่ง.
               ท่านดาบสนั้นกล่าวว่า บัดนี้ ท่านคิดว่า เราจักทำมาตุคามให้มีสามีคนเดียว จึงพิทักษ์รักษาไว้ด้วยท้อง เที่ยวอุ้มแม้ชายชู้ของนางไปอยู่.
               ทานพได้ฟังดังนั้นก็สะดุ้งกลัวว่า ธรรมดาวิทยาธรย่อมมีมายามาก ถ้าวิทยาธรนั้นมีพระขรรค์อยู่ในมือก็จักผ่าท้องเราหนีไป จึงคายสมุควางไว้ตรงหน้าทันที.
               พระศาสดาผู้เป็นอภิสัมพุทธะ เมื่อจะทรงประกาศความเป็นไปนั้น
               จึงได้ตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :-
               ทานพนั้นอันฤๅษีชี้แจงให้ฟังแล้ว ก็มีความสลดใจสะดุ้งกลัว จึงคายสมุคออกมาเปิดดู ได้เห็นภรรยาผู้ทัดทรงดอกไม้อันสะอาด ร่วมยินดีกับวิทยาธรชื่อว่าวายุบุตรในสมุคนั้น.
               พอทานพเปิดสมุคขึ้นเท่านั้น วิทยาธรก็ร่ายวิชา ถือพระขรรค์เหาะไปในอากาศ. ทานพเห็นดังนั้นก็มีความยินดีต่อพระมหาสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือ มีความสรรเสริญเป็นเบื้องต้นว่า :-
               เหตุข้อนี้ ท่านผู้ประพฤติตบะชั้นสูงเห็นดีแล้ว นรชนทั้งหลายเหล่าใดเป็นคนเลวทราม ตกอยู่ในอำนาจแห่งความชื่นชมยินดี นรชนทั้งหลายเหล่านั้นได้แก่ตัวเราเอง เพราะว่าภรรยาที่เรารักษาไว้ในท้อง เพียงดังชีวิต กลับมาประทุษร้ายเราไปชื่นชมยินดีกะบุรุษอื่น.
               เราบำรุงบำเรอภรรยานั้นทั้งกลางวันกลางคืนเหมือนดาบสผู้มีตบะอยู่ในป่าบำเรอบูชาไฟอันลุกโชนฉะนั้น นางยังก้าวล่วงธรรมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เราไม่ควรเชยชิดภรรยาผู้ร่าเริงเช่นนี้.
               เรามักมั่นใจหญิงผู้ไม่มีความสงบ ไม่สำรวมว่าอยู่ในท่ามกลางสรีระของเรา และมั่นใจว่าเป็นภรรยาของเรา ดังนั้น นางจึงก้าวล่วงธรรม ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เราไม่ควรเชยชิดภรรยาผู้ร่าเริงเช่นนี้.
               บัณฑิตจะพึงวางใจว่า หญิงนี้เรารักษาไว้ดีแล้วดังนี้อย่างไรได้ อุบายที่จะป้องกันรักษาหญิงผู้มีหลายใจไม่พึงมีโดยแท้ เพราะว่าหญิงเหล่านั้นมีอาการคล้ายกับเหวที่เรียกกันว่าบาดาล บุรุษผู้ประมาทในหญิงเหล่านั้น ย่อมถึงความพินาศทั้งนั้น.
               เพราะเหตุนั้นแหละ ชนเหล่าใดไม่เที่ยวคลุกคลีกับมาตุคาม ชนเหล่านั้นเป็นผู้มีความสุขไร้โศก ความประพฤติไม่คลุกคลีกับมาตุคามนี้ เป็นคุณนำความสุขมาให้ ผู้ปรารถนาความเกษมอันอุดม ไม่ควรเชยชิดด้วยมาตุคามทั้งหลาย.
               ก็แหละ ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ทานพได้หมอบลงแทบเท้าของพระมหาสัตว์ กล่าวสรรเสริญชื่นชมพระมหาสัตว์ว่า ข้าพเจ้าได้ชีวิตไว้เพราะอาศัยท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่ถูกนางผู้มีธรรมลามกนี้ใช้ให้วิทยาธรฆ่า.
               แม้พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงธรรมแก่ทานพนั้นแล้วกล่าวว่า ท่านอย่าได้ทำกรรมชั่วอะไรๆ แก่หญิงนี้ จงรับศีล ให้ทานพนั้นตั้งอยู่ในศีลห้า.
               ทานพคิดว่า แม้เราจะพิทักษ์รักษาด้วยท้อง ก็ยังไม่อาจรักษาหญิงนั้นไว้ได้ คนอื่นใครเล่าจะรักษาได้ จึงส่งนางนั้นไปแล้ว ตนเองก็เข้าป่าอันเป็นที่อยู่ของตน.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ได้ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันได้ดำรงผู้ในโสดาปัตติผล.
               พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า
               ดาบสผู้มีทิพยจักษุ ในครั้งนั้น คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาสมุคคชาดกที่ ๑๐               
               -----------------------------------------------------