รายการ Education Now ของ Harvard Graduate School of Education เรื่อง Family and Community Engagement in Schools เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๖๗ เล่าผลงานวิจัยเรื่องผลของการที่โรงเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครองหรือพ่อแม่ของนักเรียน ชี้ให้เห็นมิติทางจิตวิทยาลึกๆ ที่เกี่ยวข้อง โยงสู่การขาดเรียนเรื้อรัง ที่น่าจะช่วยให้ขบวนการ TZD – Thailand Zero Dropout นำมาปรับใช้ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหานักเรียนไทยหลุดจากระบบ ในลักษณะแก้ที่รากเหง้า (root cause) ของปัญหา
ศาสตราจารย์ Karen Mapp เล่าผลงานวิจัย และประสบการณ์ ที่สรุปว่าในการเชื่อมโยงกับครอบครัวนักเรียนและชุมชน ปัจจัยของความสำเร็จคือ relational trust ที่ถือได้ว่าเป็น moral asset ต่อความสำเร็จของโรงเรียนในการใช้ครอบครัวและชุมชนเป็นหุ้นส่วนทำหน้าที่สนับสนุนความสำเร็จในการเรียนของนักเรียน
ฟังแล้วเห็นชัดว่า เรื่อง engagement ระหว่างโรงเรียนกับบ้านเป็นเรื่องทางวิชาการ (ที่ผู้พูดท่านหนึ่งทำวิจัยต่อเนื่อง) และทางการบริหาร เขามีตำแหน่ง Chief Engagement Officer ของเขตพื้นที่การศึกษา
ครู โรงเรียน วงการศึกษาในพื้นที่ต้องรู้จักชุมชนและรู้จักแต่ละครอบครัว และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เน้นที่ความเชื่อถือระหว่างกัน ยิ่งครอบครัวของเด็กที่มีปัญหา ยิ่งต้องระมัดระวังความละเอียดอ่อนในการสร้างความสัมพันธ์
มีศัพท์ Chronic absentee และฟังเรื่องราวแล้ว ผมสงสัยว่า drop out เป็นปัญหาของตัวนักเรียน หรือปัญหาสังคม ยิ่งเมื่อวิทยากรท่านหนึ่งบอกว่า มีกรณีที่ครูหวาดกลัวที่จะไปเยี่ยมบ้านนักเรียนบางคน ในบางชุมชน ก็ยิ่งชัดเจนว่าเป็นปัญหาสังคมด้วย
การสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับครอบครัวและชุมชน เป็นทักษะของครูที่จะต้องมีการพัฒนาในกระบวนการผลิตและพัฒนาครู โดยที่เมื่อคำนึงถึงตัวเด็ก วัยของเด็กมีความสำคัญที่ทั้งครูและผู้ปกครองต้องเปลี่ยนวิธีการตามวัยของเด็ก ดังตัวอย่างเด็กอนุบาลชอบให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายมารับที่โรงเรียน แต่นักเรียนวัยรุ่นไม่ต้องการ
นำมาเล่าไว้ เพื่อสะกิดวงการศึกษาไทยให้เอาใจใส่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครูและโรงเรียนกับครอบครัวและชุมชนของเด็ก ในการร่วมมือกันส่งเสริมให้เด็กมาโรงเรียนอย่างมีความสุข และเรียนได้สำเร็จ
วิจารณ์ พานิช
๑ ธ.ค. ๖๗