จักกวากชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๘. จักกวากชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๓๔)
ว่าด้วยนกจักรพาก
(กาถามนกจักรพากว่า)
[๖๙] เราขอถามนกทั้งหลายที่มีสีเหมือนผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาด มีใจร่าเริง เที่ยวไปเป็นคู่ๆ ว่า นกทั้งหลายสรรเสริญพวกเจ้าในหมู่มนุษย์ว่า เป็นนกชนิดไร เชิญพวกเจ้าบอกนกชนิดนั้นแก่เราเถิด
(นกจักรพากตอบว่า)
[๗๐] นี่เจ้าผู้เบียดเบียนมนุษย์ ในหมู่มนุษย์ เขาเรียกพวกเราซึ่งบินตามกันไปว่า นกจักรพาก ในหมู่นก พวกเราได้รับการยกย่องว่า มีความดี มีรูปงาม เที่ยวไปตามห้วงน้ำ (ทั้งไม่ทำชั่วแม้เพราะเหตุแห่งอาหาร)
(กาถามว่า)
[๗๑] นี่นกจักรพาก พวกท่านกินผลไม้อะไรในห้วงน้ำ หรือกินเนื้อแต่ที่ไหน กินอาหารอะไร กำลังและผิวพรรณจึงไม่เสื่อมทราม ไม่ผิดรูปเลย
(นกจักรพากตอบว่า)
[๗๒] ในห้วงน้ำไม่มีผลไม้หรอก กา เนื้อสำหรับนกจักรพากกินจะมีแต่ที่ไหน พวกเรามีสาหร่ายเป็นภักษา ไม่กินเนื้อสัตว์ ทั้งไม่ทำชั่วแม้เพราะเหตุแห่งอาหาร (พวกเราจึงมีรูปงาม ท่องเที่ยวไปตามห้วงน้ำ)
(กากล่าวว่า)
[๗๓] นกจักรพาก อาหารที่เจ้ากินนี้ เราไม่ชอบเลย เมื่อเจ้าเป็นนกจักรพาก เจ้าก็มีอาหารที่เหมาะสม เมื่อก่อนนี้เราได้มีความคิดเป็นอย่างอื่น เพราะเหตุนั้นแล เราจึงเกิดความสงสัยในผิวพรรณของเจ้านี้
[๗๔] ถึงเราก็กินเนื้อ ผลไม้ และข้าวที่ปรุงด้วยเกลือและน้ำนม เรากินอาหารอันมีรสเลิศในหมู่มนุษย์ เหมือนผู้กล้าหาญ มีชัยชนะในสงคราม ไฉนผิวพรรณของเราจึงไม่เป็นเช่นกับเจ้าเล่า นกจักรพากเอ๋ย
(นกจักรพากกล่าวว่า)
[๗๕] เจ้ากินของที่ไม่บริสุทธิ์ โฉบเอาเมื่อเขาเผลอ ชื่อว่าได้ข้าวและน้ำด้วยความลำบาก กา เจ้าไม่ชอบผลไม้หรือเนื้อกลางป่าช้า
[๗๖] นี่กา ผู้ใดได้ของกิน มาด้วยกรรมอันหยาบช้า เมื่อเขาเผลอก็โฉบเอามากิน ในภายหลัง ผู้นั้น ตนเองก็ติเตียน และเขาถูกตนและผู้อื่นติเตียนแล้ว ย่อมละผิวพรรณและกำลัง
[๗๗] หากว่าผู้ใดบริโภคของแม้น้อย แต่เป็นของเย็น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยกรรมที่ไม่หยาบช้า ผู้นั้นย่อมมีทั้งกำลังและผิวพรรณในกาลนั้น เพราะผิวพรรณทั้งปวงหามีเพราะอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ (ผิวพรรณงามเพราะเหตุ ๔ ประการ คือ (๑) อาหาร (๒) อากาศ (๓) ความคิด (๔) การงานที่ทำ)
จักกวากชาดกที่ ๘ จบ
-------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
จักกวากชาดก
ว่าด้วย ความเป็นอยู่ของนกจักรพราก
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเหลาะแหละรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้เหลาะแหละโลภปัจจัย ทิ้งอาจริยวัตรและอุปัชฌายวัตรเป็นต้นเสีย เข้าพระนครสาวัตถีแต่เช้าทีเดียว แม้ดื่มข้าวยาคูที่มีของเคี้ยวหลายอย่างเป็นบริวาร แล้วฉันข้าวสาลีเนื้อและข้าวสุกที่มีรสเลิศต่างๆ ที่เรือนนางวิสาขา เท่านั้นก็ยังไม่อิ่ม ออกจากที่นั้นมุ่งหน้าไปยังนิเวศน์ของคนนั้นๆ คือ จูลอนาถปิณฑิกเศรษฐี มหาอนาถปิณฑิกเศรษฐี และพระเจ้าโกศล.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภา ปรารภความเหลาะแหละของภิกษุนั้น พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว รับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้เหลาะแหละจริงหรือ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ดังนี้
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เหตุไรเธอจึงเป็นผู้เหลาะแหละ แม้ในกาลก่อน เธอก็ไม่อิ่มด้วยซากศพช้างเป็นต้นในพระนครพาราณสี เพราะความเป็นผู้เหลาะแหละ ออกจากที่นั้นแล้ว เที่ยวไปตามฝั่งแม่น้ำคงคาเข้าหิมวันตประเทศดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี มีกาเหลาะแหละตัวหนึ่งเที่ยวเคี้ยวกินซากศพช้างเป็นต้นในพระนครพาราณสี ไม่อิ่มด้วยซากศพเหล่านั้น คิดว่า เราจักเคี้ยวกินปลาที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ไปหากินปลาตายที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้นอยู่สองสามวัน เข้าถิ่นหิมพานต์เคี้ยวกินผลไม้น้อยใหญ่นานาชนิด ไปยังสระปทุมใหญ่ซึ่งมีปลาและเต่ามาก เห็นนกจักรพรากสองตัวมีสีดังทอง กำลังเคี้ยวกินสาหร่ายอยู่ในสระนั้น คิดว่านกจักรพรากสองตัวนี้มีสีสวยงามเลิศเหลือเกิน นกเหล่านี้คงจักมีโภชนาหารเป็นที่พอใจ เราจักถามถึงโภชนาหารของนกเหล่านี้ แล้วกินเช่นนั้นบ้างก็จักมีสีเหมือนทอง แล้วไปยังสำนักของนกเหล่านั้น กระทำปฏิสันถาร แล้วจับอยู่ที่ปลายกิ่งไม้แห่งหนึ่ง
กล่าวคาถาที่ ๑ ซึ่งประกอบด้วยการสรรเสริญนกเหล่านั้นว่า :-
ข้าพเจ้าขอพูดกับนกทั้งสองที่เหมือนดังคลุมด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด มีใจเพลิดเพลิน เที่ยวไปอยู่ นกทั้งหลายย่อมสรรเสริญชาติของนกอะไรในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ขอเชิญท่านทั้งสองบอกนกนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด.
นกจักรพรากได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดูก่อนท่านผู้เบียดเบียนมนุษย์ ในหมู่มนุษย์ นกทั้งหลายย่อมกล่าวถึงข้าพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งชื่อว่านกจักรพราก เนื่องโดยลำดับมาว่า บรรดานกทั้งหลาย เขารู้กันทั่วไปว่า พวกข้าพเจ้าเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ เป็นผู้มีรูปงาม เที่ยวไปใกล้ห้วงน้ำ พวกข้าพเจ้าไม่ทำบาป แม้เพราะการกินเป็นเหตุ.
กาได้ยินดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ดูก่อนนกจักรพราก ท่านทั้งหลายกินผลไม้อะไรที่ห้วงน้ำนี้ หรือว่าท่านทั้งหลายกินเนื้อแต่ที่ไหน หรือว่าท่านทั้งหลายกินโภชนาหารอะไร กำลังและสีของท่านทั้งหลายจึงไม่เสื่อมทรามผิดรูป.
ต่อจากนั้น นกจักรพรากกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
ดูก่อนกา ผลไม้ทั้งหลายจะมีที่ห้วงน้ำก็หามิได้ เนื้อที่นกจักรพรากจะกินก็มิได้มี แต่ที่ไหน ข้าพเจ้าทั้งหลายกินแต่สาหร่ายกับน้ำ จะได้ทำบาปเพราะการกินก็หามิได้.
ต่อจากนั้น กาได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ดูก่อนนกจักรพราก อาหารของท่านนี้เราไม่ชอบ อาหารที่ท่านกินในภพนี้อย่างไร ท่านก็เป็นผู้ละม้ายคล้ายกันกับอาหารนั้น ครั้งก่อนเราเคยเป็นอย่างนี้มาแล้ว แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นอย่างอื่นไปด้วยเหตุนี้แหละ เราจึงเกิดความสงสัยในสีกายของท่าน.
แม้เราได้กินเนื้อผลไม้และอาหารที่เคล้าด้วยเกลือเจือด้วยน้ำมัน เราได้กินอาหารมีรสที่เขากินกันในหมู่มนุษย์ จึงได้กล้าหาญ เข้าต่อสู้สงครามได้ ดูก่อนนกจักรพราก แต่สีของเราหาเหมือนกับของท่านไม่.
ลำดับนั้น นกจักรพราก เมื่อจะกล่าวถึงเหตุที่ไม่เจริญแห่งวรรณสมบัติของกา และเหตุที่เจริญแห่งวรรณสมบัติของตน ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
ดูก่อนกา ท่านเป็นผู้กินอาหารไม่บริสุทธิ์ มักจะโฉบลงในขณะที่เขาพลั้งเผลอ จะได้กินข้าวและน้ำก็โดยยาก ลูกไม้ทั้งหลายท่านก็ไม่ชอบใจกิน หรือเนื้อในกลางป่าช้า ท่านก็ไม่ชอบใจกิน.
ดูก่อนกา ผู้ใดอาศัยบริโภคโภคสมบัติด้วยกรรมอันสาหัส มักจะโฉบลงในขณะที่เขาพลั้งเผลอ ภายหลังสภาวธรรมตนเอง ก็ย่อมติเตียนผู้นั้น ผู้นั้นถูกสภาวธรรมตนเองติเตียนแล้ว ก็ย่อมละทิ้งวรรณะ และกำลังเสีย.
ถ้าผู้ใดบริโภคอาหาร แม้จะนิดหน่อยซึ่งเป็นของเย็น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นถึงสาหัส ในกาลนั้น กำลังกายและวรรณะ ย่อมมีแก่ผู้นั้น วรรณะทั้งปวงจะได้มีแก่ผู้นั้น ด้วยอาหารมีประการต่างๆ เท่านั้นก็หาไม่.
นกจักรพรากติเตียนกาโดยปริยายไม่น้อยอย่างนี้ กาเกิดความเกลียดชังนกจักรพราก คิดว่าเราไม่ต้องการสีของท่าน แล้วก็ร้องขึ้นว่า กา กา บินหนีไป.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุเหลาะแหละดำรงอยู่ในอนาคามิผล.
พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า
กาในครั้งนั้น ได้มาเป็น ภิกษุเหลาะแหละ ในบัดนี้
นางนกจักรพรากในครั้งนั้น ได้มาเป็น มารดาพระราหุล ในบัดนี้
ส่วนนกจักรพราก ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาจักกวากชาดกที่ ๘
-----------------------------------------------------