บทความ "OKRs เชิงบวก: ยกระดับเป้าหมายด้วย Appreciative Inquiry"
โดยดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์
บทนำ
การตั้งเป้าหมายและติดตามผลด้วย OKRs (Objectives and Key Results) เป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยให้องค์กรหรือทีมสามารถมุ่งมั่นไปสู่ความสำเร็จได้อย่างเป็นระบบ OKRs ไม่เพียงช่วยสร้างความชัดเจนในเป้าหมาย แต่ยังสร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมในทีมงาน อย่างไรก็ตาม การตั้ง OKRs แบบเดิมอาจมุ่งเน้นไปที่การเติมเต็มช่องว่างของจุดอ่อน มากกว่าที่จะดึงศักยภาพที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดผลสูงสุด
Appreciative Inquiry (AI) คือกรอบความคิดเชิงบวกที่มุ่งเน้นการค้นหาจุดแข็งและความสำเร็จที่มีอยู่ในระบบ AI ช่วยเสริมให้ OKRs มีมิติของความเป็นบวก โดยเน้นการตั้งคำถามที่สร้างแรงบันดาลใจและดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของทีมออกมา
บทความนี้มุ่งเน้นการนำเสนอแนวทางการใช้ OKRs ร่วมกับ Appreciative Inquiry เพื่อยกระดับการตั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ให้เกิดพลังบวก สร้างการมีส่วนร่วม และพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน
คำถามสำคัญที่บทความนี้จะตอบ:
- เราจะสร้าง OKRs ที่สะท้อนศักยภาพและจุดแข็งของทีมได้อย่างไร?
- Appreciative Inquiry จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ OKRs ได้อย่างไร?
- ตัวอย่างและกรณีศึกษาของการผสาน OKRs และ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นบวก
ารทำ OKRs (Objectives and Key Results) ร่วมกับ Appreciative Inquiry (AI) สามารถช่วยสร้างระบบการตั้งเป้าหมายที่มีพลังบวกและยั่งยืน โดย AI จะช่วยให้การกำหนดเป้าหมายไม่เพียงมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ แต่ยังดึงเอาความสำเร็จและจุดแข็งในปัจจุบันมาเป็นพื้นฐานในการพัฒนา OKRs ที่สร้างแรงบันดาลใจและมีคุณค่าเชิงบวก
ขั้นตอนการทำ OKRs ด้วย Appreciative Inquiry
1. ขั้นตอน Define (กำหนดเป้าหมาย)
- ใช้คำถาม AI เพื่อสร้างเป้าหมายที่สะท้อนถึงคุณค่าและศักยภาพ:
- "อะไรที่เราทำได้ดีในปัจจุบันซึ่งช่วยให้เราประสบความสำเร็จ?"
- "ถ้าการทำงานของเราสมบูรณ์แบบที่สุด จะเป็นอย่างไร?"
- สร้างเป้าหมาย (Objectives) ที่เชื่อมโยงกับจุดแข็ง เช่น:
- "สร้างระบบการทำงานที่สร้างประสบการณ์เชิงบวกให้ลูกค้าทุกคน"
2. ขั้นตอน Discovery (ค้นหาความสำเร็จที่มีอยู่)
- สำรวจและดึงเอาประสบการณ์ความสำเร็จที่ผ่านมา:
- "มีอะไรที่ทีมของเราเคยทำได้ดีและเราภูมิใจ?"
- "เราเรียนรู้อะไรจากช่วงเวลาที่เราประสบความสำเร็จมากที่สุด?"
- ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการกำหนด Key Results ที่จับต้องได้ เช่น:
- "เพิ่มคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า (NPS) จาก 80 เป็น 90 ภายในไตรมาสหน้า"
3. ขั้นตอน Dream (วาดภาพความสำเร็จในอนาคต)
- สร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันโดยใช้ AI เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ:
- "ถ้าเราไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จ จะมีผลกระทบอะไรที่ดีต่อทีมและองค์กร?"
- "เราสามารถเป็นต้นแบบในอุตสาหกรรมของเราได้อย่างไร?"
- ใช้ภาพความสำเร็จที่ชัดเจนในการออกแบบ Key Results ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายใหญ่
4. ขั้นตอน Design (ออกแบบการดำเนินการ)
- ออกแบบกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการที่เน้นจุดแข็ง:
- "เราใช้จุดแข็งใดของเราในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย?"
- "มีเครื่องมือหรือวิธีการใดที่เราสามารถต่อยอดจากความสำเร็จเดิมได้?"
- ตัวอย่าง Key Results:
- "จัดการประชุมทีมรายเดือนเพื่อแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จอย่างน้อย 5 ครั้ง"
5. ขั้นตอน Destiny (ลงมือทำและติดตามผล)
- ใช้กระบวนการ AI เพื่อกระตุ้นทีมและติดตามผล:
- "อะไรที่เราทำได้ดีขึ้นในระหว่างการดำเนินการนี้?"
- "มีใครที่แสดงพฤติกรรมหรือผลงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้เรา?"
- ติดตาม Key Results อย่างสม่ำเสมอ และเน้นการเรียนรู้จากความสำเร็จ:
- "จัดการประชุมทบทวน OKRs และฉลองความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่บรรลุ"
ตัวอย่าง OKRs ด้วย Appreciative Inquiry
Objective:
"สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความร่วมมือและความสำเร็จร่วมกัน"
Key Results:
- เพิ่มจำนวนการทำงานร่วมกันระหว่างทีมต่างๆ จาก 3 โครงการต่อไตรมาส เป็น 5 โครงการ
- จัดเวทีแบ่งปันความสำเร็จรายสัปดาห์ในทีม โดยมีการนำเสนออย่างน้อย 2 เรื่องต่อเดือน
- เพิ่มคะแนนความพึงพอใจของพนักงานในหัวข้อ "ความร่วมมือระหว่างทีม" จาก 85% เป็น 90% ภายใน 6 เดือน
ข้อดีของการใช้ Appreciative Inquiry กับ OKRs
- สร้างแรงบันดาลใจ: ทำให้เป้าหมายและผลลัพธ์เต็มไปด้วยพลังบวก
- มุ่งเน้นจุดแข็ง: ช่วยให้ทีมรู้สึกมีคุณค่าและพร้อมที่จะก้าวข้ามความท้าทาย
- ส่งเสริมความร่วมมือ: ช่วยให้ทุกคนมีส่วนร่วมในเป้าหมายที่สร้างขึ้นร่วมกัน
- ยั่งยืน: ส่งเสริมการเติบโตที่เน้นคุณค่าและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อทั้งทีมและองค์กร
ด้วยแนวทางนี้ การตั้ง OKRs จะไม่ใช่แค่การกำหนดเป้าหมายเพื่อผลลัพธ์ แต่จะเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกและยั่งยืนทั้งในระดับทีมและองค์กร.