การอ่านแผ่นดินและปรากฏการณ์ร่วมสมัยของสังคมด้วยสรรพวิทยาการ เห็นปัญญาปฏิบัติสู่อนาคตการพัฒนาจากฐานอันมั่นคง แข็งแรง ยั่งยืน คงทน ด้วยการเห็นวิวัฒนาการที่จะเหนี่ยวนำการก่อเกิดฐานพหุลักษณ์ปัญญาสมัยใหม่ จากสิ่งประจักษ์ในวิวัฒนาการมนุษย์และสังคมบรรพกาล : กลุ่มสังคมตามฐานภูเขาและผืนดินถิ่นอาศัย ยุคปฏิสัมพันธ์ทางความหมายก่อนมีภาษาเขียน Evolution Induce of The Modern Intellectual Age : Mountain Base and Habitat Social Groups, Pre-Written Language Semantic Interaction Era

การปรากฏภาพเขียนสีและสิ่งประจักษ์อุปลักษณ์ศิลป์
กับพัฒนาการของสังคมและระบบพหุลักษณ์ภูมิปัญญา

              การศึกษา ทบทวน การปรากฏภาพเขียนสีและสิ่งประจักษ์อุปลักษณ์ศิลป์ในภาพกว้างของโลกโดยอาศัยแหล่งการปรากฏภาพเขียนสีและสิ่งประจักษ์อุปลักษณ์ศิลป์ ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกริมเป็นฐาน เพื่อพัฒนาวิธีศึกษาพหุลักษณ์ภูมิปัญญาสังคมและเห็นอีกหลายมิติที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถสร้างภูมิปัญญาและเกิดความเข้าใจซาบซึ้ง ยึดโยงกับบริบททางสังคมภูมิถิ่น ผ่านการวิเคราะห์ประพันธศิลป์ และเห็นมิติการริเริ่มการพัฒนาจากฐานความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ในตนของสังคมต่างๆ จากฐานล่างสู่มหภาคส่วนบน สอดคล้องกับความจำเป็นหลากหลายได้ดียิ่งๆขึ้น และจะเป็นสิ่งประจักษ์พื้นฐานให้กับการพัฒนาพหุปัญญา พหุวิทยาการ และการประกอบการภาคสุนทรียปัญญาต่างๆ ทุกแขนงในบริบทการพัฒนาสมัยใหม่ในปัจจุบันและอนาคต ที่หยั่งประมาณและสร้างพลวัตทางความหมาย ในระดับการสะท้อนยึดโยงได้กับสิ่งคงทน ยั่งยืน ในแผ่นดิน ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และกระแสธารพลวัตอันสืบเนื่องยาวนานของสังคม เป็นฐานปัญญาปฏิบัติ รองรับวงจรปฏิสัมพันธ์ทางความหมายในหลากหลายช่องทางของมนุษย์ ครอบคลุมกว้างขวาง อย่างไม่จำกัดยิ่งๆขึ้น ของการถักทอ ข้ามอุปสรรคการสื่อสารปฏิสัมพันธ์ไหลเวียนความหมาย และเสริมความงอกงามกันและกันจากฐานพหุลักษณ์สังคม ด้วยภูมิปัญญาอันมั่งคั่งหลากหลายของมวลมนุษย์ ทั้งยุคก่อนและหลังวิทยาการลายลักษณ์ [1] ไปจนถึงยุคสัญญะดิจิตัลและปัญญาประดิษฐ์ 

           นอกจากนี้ ก็ศึกษา สำรวจ พิจารณาประเด็นข้อค้นพบและข้อสังเกตของผู้รู้ [2] ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่เดินสำรวจ สร้างแผนภาพ จำลองแนวคิด ลงพื้นที่ สนทนากับแหล่งข้อมูลบุคคล ทดลองปฏิบัติการทางศิลปะ ประเมินทรัพยากร ประเมินเครือข่ายและระบบจัดการทางสังคมตลอดกระบวนการ กำลังคน จำลองเหตุการณ์ พัฒนาวิธีการและกระบวนการสังเกตทางตรงต่ออุปสรรคปัญหา ภาวะสุนทรียปัญญาเชิงประจักษ์ ปรากฏการณ์และการเผชิญความเป็นจริงในกระบวนการสร้างงาน บันทึก รวบรวม [3] สร้างวงจรศึกษาค้นคว้าตามประเด็นค้นพบ และอีกหลายประการ   

           นอกจากได้ความรู้มากมายและได้เห็นหลายสิ่ง ที่ศิลปะเชิงปฏิบัติการ มิติสุนทรียพลานามัย สุขภาวะมูลฐาาน สุขภาวะนิเวศ พหุปัญญาศิลปกรรมหัตถศิลป์ และการศึกษามิติสังคม [4] ตลอดจนมิติอื่นๆที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็ได้ข้อสรุปและเห็นประเด็นแนวคิดหลายประการ

           (1)  การปรากฏภาพเขียนสีและสิ่งประจักษ์อุปลักษณ์ศิลป์ ในแหล่งต่างๆของประเทศไทย เอเชียแปซิฟิก และอีกหลายแห่งของทั่วโลก มีแนวโน้มว่าจะมิใช่การสร้างขึ้นอย่างบังเอิญฉาบฉวย หรือเป็นสิ่งประดับตบแต่งเพื่อความสวยงาม สนุก เพลิดเพลินใจ แต่สร้างขึ้นอย่างมีความหมาย มีบทบาทความสำคัญ [5] ต่อพหุมิติการพลวัตระบบสังคม ด้วยองค์ประกอบหลักสุนทรียปัญญาพหุลักษณ์สังคมจากฐานชีวิต ภูมิถิ่น ภูมิสังคม [6] 

          (2) สร้างขึ้นได้ยากด้วยกลุ่มคนขนาดเล็ก หรือไม่สามารถสร้างขึ้นได้เลยอย่างปราศจากการจัดการที่ดี [7]  

          (3) ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยทักษะคนทั่วไป และต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ วิทยาการ สิ่งประดิษฐ์ ในขั้นสูงของยุคสมัยนั้นๆ ซึ่งแม้ในยุคสมัยใหม่ที่มีความก้าวหน้าหลายด้านแล้ว ก็ยากที่จะสามารถสร้างงานภาพเขียนสีได้ดังที่ปรากฏตามแแหล่งภาพเขียนสีต่างๆ ทั่วโลก [8] 

          (4) ลักษณะความแตกฉานในภาษาภาพ การออกแบบและจัดองค์ประกอบอาณาบริเวณ องค์ประกอบทางศิลปะ องค์ประกอบแบบแผนเนื้อหาประพันธศิลป์และทิศทางสร้างปฏิสัมพันธ์ทางความหมายในมิติต่างๆ รวมทั้งเทคนิควิธีการพื้นฐานหลายประการ พบว่ามีลักษณะแบบเดียวกัน คล้ายกัน สอดคล้องกัน ในทั่วโลก ซึ่งเมื่อพิจารณาไปตามกรอบการกำหนดช่วงเวลาและระบุอายุได้โดยวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมที่สุดแล้ว หลายแห่งจะกำหนดอายุได้ 2000-50000 ปี ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยที่ปรากฏขึ้นมาก่อนการเดินทางสำรวจโลก ก่อนมีแผนที่โลก ก่อนการเดินทางติดต่อกันข้ามทวีป จึงอยู่ในห้วงเวลาที่ยากจะเกิดการแพร่กระจาย เห็นแบบอย่าง ถ่ายทอดภูมิปัญญา และถ่ายเทสิ่งต่างๆถึงกันได้ แต่กลับปรากฏภาพเขียนสีขึ้นแบบเดียวกัน จึงมีความน่าสนใจต่อการศึกษา ทบทวน ให้เห็นนัยสำคัญต่อกระบวนการเชิงระบบในกรอบแนวคิดใหม่ต่างๆ 

            ที่น่าสนใจก็เช่น เป็นไปได้ว่าการปรากฏแหล่งภาพเขียนสีในยุคหิน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และยุคดึกดำบรรพ์ ในขอบเขตทั่วโลกนั้น เป็นภาวะก่อเกิดวิวัฒนาการขึ้นได้แบบเดียวกันในวิวัฒนาการทางภูมิปัญญาขั้นสูงของมนุษย์โฮโมซาเปียนที่จะปรากฏขึ้นเมื่อถึงพร้อมด้วยกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางความหมายของชุดเหตุปัจจัยต่างๆที่แน่นอนจำนวนหนึ่ง [9] ซึ่งเมื่อก่อเกิดวงจรวิวัฒนาการสั่งสมชุดเหตุปัจจัยดังกล่าวถึงพร้อมแล้ว กระบวนการทางภูมิปัญญาและปัญญาปฏิบัติดังกล่าวของมนุษย์ ก็จะยกระดับจากพัฒนาการก่อนหน้านั้น ขึ้นสู่สังคมในระดับการจัดการตนเองดังปรากฏแหล่งภาพเขียนสีตามถ้ำ เพิงผา ในแหล่งต่างๆของโลก ซึ่งในงานของผู้เขียนตามข้อสังเกตและวางแนวสร้างข้อสรุปเชิงให้สมมุติฐานใหม่ต่อการศึกษาค้นคว้า วิจัย ทดลอง ตรวจสอบ อย่างต่อเนื่องต่อไปชุดนี้ พบในเบื้องต้นจากข้อมูลเท่าที่ปรากฏ ให้เห็นแนวโน้มบางประการได้ว่า แหล่งภาพเขียนสีต่างๆ จะไม่ใช่เป็นเพียงแหล่งโบราณวัตถุอย่างเอกเทศ แต่เป็น สาธารณสถานของระบบการยึดโยงชุมชน อันโอ่อ่าถาวร ของกลุ่มสังคมตามฐานภูเขาและผืนดินถิ่นอาศัย แสดงถึงสิ่งประจักษ์และการปรากฏขึ้นในอีกลำดับชั้นวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ ในการสร้างระบบกลไกและโครงสร้างกำกับหน้าที่เชิงระบบ (Functional Creation) ในมิติสุนทรียปัญญาอันเป็นรากฐานของระบบภูมิปัญญา ศิลปวิทยาการ และระบบการจัดการภาคสาธารณะด้านวัฒนธรรมทางปัญญามวลชนในทุกสาขาบนฐานของสุนทรียปัญญามนุษย์ [10]

           (5) วิธีการและแบบแผนประพันธศิลป์ในภาพเขียนสี ได้มีการศึกษา ทดลอง จำลองกระบวนการเชิงปฏิบัติการ ที่ได้ข้อมูลการค้นพบมากยิ่งๆขึ้นหลายด้าน ที่ยิ่งทำให้เห็นภาพของระบบสังคมและมิติพัฒนาการทางสังคมประชากรที่สะท้อนยึดโยงอยู่กับแหล่งปรากฏภาพเขียนสีและสิ่งประจักษ์อุปลักษณ์ศิลป์ แตกต่างกันออกไปตามภูมิถิ่นและภูมิภาคต่างๆของสังคมโลก เช่น วิธีผลิตและสร้างสีพื้นฐาน แหล่งแร่ ดิน ยางไม้ เลือดสัตว์ วัตถุดิบเชิงปฏิกริยาธรรมชาติ และแหล่งวัตถุดิบผลิตสีจำนวนมาก การขนส่ง การติดต่อเดินทาง ระบบความหมาย แหล่งการศึกษาถ่ายทอดความซาบซึ้ง แหล่งประสบการณ์ก่อเกิดชุดมโนทัศน์อุปลักษณ์ศิลป์ เหล่านี้ สามารถจำลองภาพภูมิศาสตร์ศิลปกรรมหัตถศิลป์สำหรับการศึกษาวิวัฒนาการของสังคม เป็นแผนภาพการยึดโยงกันไปตามประเด็นข้อมูลและประเด็นแนวคิดจากสิ่งประจักษ์ ซึ่งพบว่าในแหล่งภาพเขียนสีหนึ่งๆนั้น จะมีอาณาบริเวณแผนที่และแผนภาพปฏิสัมพันธ์ทางความหมายในชุดมโนทัศน์ต่างๆ ที่กว้างไกลหลายชั้น นับแต่โดยรอบถ้ำ ภูเขา และแหล่งภาพเขียนสี  ในรัศมี 10-20 กิโลเมตร 50 กิโลเมตร 250-500 กิโลเมตร ไปจนถึงมากกว่า 1000 กิโลเมตร และข้ามภูมิภาคแผ่นดินมหาสมุทร [11] ประเด็นภูมิศาสตร์แนวคิด พหุมโนทัศน์ และข้อค้นพบ บนฐานพหุลักษณ์ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในแหล่งต่างๆ แล้วของโลก ในมิติดังกล่าว เป็นเครื่องมือเชิงปฏิสัมพันธ์ทางความหมาย ประมวลนัยสำคัญด้านการสนับสนุนส่งเสริมกันของสรรพวิทยาการและระบบภูมิปัญญา ให้ปรากฏประเด็นร่วมแห่งการบูรณาการผสานยึดโยง ประกอบสร้างความงอกงามลงตัวร่วมกันในมิติใหม่ๆนอกพรมแดนและต่างมิติการปะทะเชิงทำลายล้างกันไปทั้งหมด ก่อเกิดมณฑลส่วนรวมใหม่และหนทางใหม่ๆในทางปฏิบัติร่วมกันที่ดีได้มากขึ้น  

            (6) การวิเคราะห์แบบแผนทางศิลปะ เส้น สี การจัดระยะ มิติสัมพันธ์ การสร้างสิ่งแสดงเชิงประจักษ์ต่อการสร้างสรรค์เชิงสังคมร่วมกันได้ ต่อมิตินามธรรมของมนุษย์ ปรากฏการณ์ทางสังคม กับปรากฏการณ์ธรรมชาติ และอื่นๆ พบว่า เนื้อหาปัญญาปฏิบัติและสารัตถะประพันธศิลป์ มีปฏิสัมพันธ์ทางความหมายสะท้อนยึดโยงกับธรรมชาติในผืนดินถิ่นอาศัย การดำรงชีวิต และพหุมิติของกระบวนการวิวัฒน์ภูมิปัญญาของสังคม เห็นขนบการคิดสร้างสรรค์และการใช้เส้นที่สัมพันธ์สอดคล้องกับสิ่งปรากฏในการประดิษฐ์ตัวอักษรและสื่อภาษาลายลักษณ์ เห็นการปรากฏขึ้นของสิ่งสร้างสรรค์และปัญญาปฏิบัติศิลปเชิงสังคม ที่สัมพันธ์กับระบบภูมิปัญญาทางอาหาร โภชนาการ สุขภาพ คุณภาพแห่งชีวิต สังคมวัฒนธรรม เครื่องนุ่งห่ม อรรถประโยชน์และสิ่งใช้สอยเชิงกลไกวัตถุและตอบสนองระบบคุณค่า ระบบภูมิปัญญาอันประนีต การศึกษาและสร้างองค์ความรู้เข้าถึงระบบภูมิปัญญา ตลอดจนสายธารการวิวัฒนาการที่เห็นจากสิ่งประจักษ์ต่างๆได้ บนถิ่นฐาน ภูมิถิ่นของสังคม และจากกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางความหมายผ่านสิ่งต่างๆในฐานชีวิต เหล่านี้ จะทำให้สามารถเห็นรากฐานทางภูมิปัญญาในทุกสังคม และเข้าถึงกระบวนการวงจรในฐานชีวิตของประชาชนพลเมืองบนความแตกต่างหลากหลายของระดับการรับรู้ได้อย่างไม่จำกัด สามารถเสริมพลังวิวัฒนาการและยกระดับความงอกงามด้วยศักยภาพในตน กระจายตัวการริเริ่มและเข้าถึงมรรคผลทางการปฏิบัติสิ่งพื้นฐานแห่งความดีงามและความงอกงามร่วมกันของมวลชนพลเมืองประชากรมนุษย์ ข้ามพ้นกรอบจำกัดได้ในหลายทิศทางให้เข้าถึงการก่อเกิดขึ้นได้จากมนุษย์ทุกคน ชุมชน กลุ่มการรวมตัว และทุกความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งจะมีนัยสำคัญต่อกระบวนการเชิงปฏิรูป ยกระดับวิวัฒนาการ และการบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้ด้วยหนทางแห่งพลังแห่งปัญญาของมนุษย์ ในวาระร่วมกันของมนุษย์ทุกคน ไม่ขึ้นต่อกรอบจำกัดทุกพรมแดนของสังคม เช่น สุขภาวะมูลฐานสุขภาพ โรคระบาด อุบัติภัย สังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมือง วิทยาการและเทคโนโลยี และอื่นๆ ที่สืบเนื่องกับพลวัตทางสังคมและสืบเนื่องอยู่กับปัจจัยคน   

             ตัวอย่างเช่น ภาพลายใบกล้วยบนรูปเงาสีแดงรูปควาย ณ หน้าผาสูงบนยอดเขาปลาร้า ลานสัก อุทัยธานี ซึ่งนับว่าเป็นการปรากฏขึ้นของภูมิปัญญาการออกแบบสร้างสรรค์หรือในยุคใหม่จัดเป็นศิลปะประยุกต์ในขั้นสูง จากแบบธรรมชาติและด้วยปฏิสัมพันธ์ทางความหมายสุขภาวะมูลฐานจากฐานชีวิต จึงจัดว่าเป็นฐานภูมิปัญญาด้านสุนทรียปัญญาเชิงสะท้อนสังคมวัฒนธรรมเกษตรกรรม พหุลักษณ์สังคมเอเชียแปซิฟิก และสังคมวัฒนธรรมโลกตะวันออก ที่เก่าแก่ดั้งเดิมมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยและของสังคมโลก อีกทั้งเป็นภาพนามธรรมที่ทรงพลังมากไม่น้อยไปกว่าศิลปะและวิทยาการสะท้อนสร้างอรรถประโยชน์สิ่งใช้สอยสมัยใหม่ ของยุคปัจจุบันนี้เลยทีเดียว

            (7) ในบางมิตินั้น ภูเขา แม่น้ำ ฐานทรัพยากร และผืนดินถิ่นอาศัย ในวัฒนธรรมต่างๆนั้น จัดเป็นแหล่งอ้างอิงเชิงพื้นที่ของการตั้งถิ่นฐาน หมู่ชน และใช้สื่อแสดงถึงหน่วยทางสังคมต่างๆด้วย ทั้งในยุคสังคมรัฐชาติจนถึงปัจจุบัน และในยุคก่อนก่อเกิดเมือง นครรัฐ เช่น เป็นคนจากดอย ภูเขา และเทือกเขาใด ลุ่มน้ำใด ซึ่งมิใช่เพียงหมายถึงภูเขา แต่หมายถึงมิติสังคมและอาณาบริเวณที่แน่นอนอย่างหนึ่ง [12] ของกลุ่มสังคมตามฐานภูเขาและผืนดินถิ่นอาศัย ดังนั้น ในยุคก่อเกิดเมืองและนครรัฐมีความแพร่หลายพอสมควรแล้วในห้วง 1000-3000 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นไปได้ว่ากลุ่มสังคมตามฐานภูเขาและผืนดินถิ่นอาศัย นั้น ก็คือภาคชนบท ภาคสังคมฐานปัญญาปฏิบัติ และภาคสังคมพลเมืองนอกเมืองและนอกนครรัฐ ที่มีบทบาทต่อกันอย่างไม่หยุดนิ่งตายตัว [13] และในยุคก่อน 3000-5000 ปี ก่อนเกิดเมืองและสังคมการตั้งถิ่นฐานขนาดใหญ่ ก็เป็นไปได้ว่า แหล่งภาพเขียนสี ก็คือ สาธารณสถานของระบบการยึดโยงชุมชน  อันโอ่อ่าถาวร ของกลุ่มสังคมตามฐานภูเขาและผืนดินถิ่นอาศัย ซึ่งวิวัฒนาการภูมิปัญญาและการจัดระบบปฏิสัมพันธ์ทางความหมายได้ก้าวหน้ามาถึงขึ้น สร้างอุปลักษณ์ศิลป์ อุดมไปด้วยระบบความหมาย ระบบวิธีคิด ระบบพลวัตทางปัญญาปฏิบัติ ภาพ เสียง การพูด สื่อสาร สนทนา และอื่นๆ ก่อนการมาถึงการยกระดับวิวัฒนาการสู่การประดิษฐ์คิดค้นอักษรและภาษาเขียนได้ [14] ก้าวสู่ยุคพหุปัญญาและยุควิทยาการลายลักษณ์สมัยใหม่   

            สายธารวิวัฒนาการเชิงระบบพหุปัจจัย และภาวะก่อเกิด ที่สามารถหยั่งประเมิน ประมาณ ร่วมกับชุดมโนทัศน์และระบบปฏิสัมพันธ์ทางความหมาย ที่มีพลวัตสะท้อนยึดโยงกับฐานชีวิต ภูมิถิ่น ภูมิสังคม และในทุกสิ่งบนกระบวนการทางสังคม ในลักษณะที่แสดงให้ปรากฏแก่การพิจารณาได้นี้ จะเป็นเครื่องทำให้ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์เชิงพลวัตของสังคมโลกจากฐานชีวิตของพหุลักษณ์สังคมในภูมิภาคต่างๆ เช่น สังคมไทย กลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มสังคมวัฒนธรรมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกริม 

           แต่องค์ประกอบทางความหมายและมิตินามธรรมทางคุณค่าอันงดงาม ดีงาม ซึ่งจำนวนไม่น้อยจะเก่าแก่ มีพัฒนาการยาวนาน และอยู่เบื้องหลังความมั่นคงยั่งยืน ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากระบบภูมิปัญญาดังกล่าวที่พอประมาณได้จากสิ่งประจักษ์ด้วยแห่ลงภาพเขียนสีและสิ่งประจักษ์ทางศิลปกรรมหัตถศิลป์ ดังกล่าวนี้ จะอยู่ในระบบความหมายอุปลักษณ์ศิลป์ก่อนวิทยาการลายลักษณ์ และอยู่ในวงจรปฏิสัมพันธ์ทางความหมายในวัฒนธรรมมุขปาฐะ สื่อสารทางตรง การปฏิสัมพันธ์ไหลเวียนความหมายทางภูมิปัญญา สั่งสมในหน่วยพหุปัญญาความมีชีวิตชุมชน นอกระบบความหมายวิทยาการลายลักษณ์ ซึ่งในทุกสาขาวิทยาการจะกล่าวถึงความสำคัญมากอยู่เสมอ แต่กระบวนการทางพหุปัญญาและกระบวนการเชิงวัฒนธรรม ในมิติ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ดังกล่าวนี้ จะขาดการศึกษาและความเข้าใจร่ววมกันมาก ทำให้ระบบและกระบวนการเชิงรุกต่างๆ นอกจากจะยกระดับวิวัฒนาการต่างๆต่อไปได้ยากแล้ว ก็เป็นรากฐานหนึ่งต่อการก่อเกิดความอ่อนแอและอ่อนแรงของสังคม ผกพันกับการขยายตัวและมีความเจริญก้าวหน้าทันสมัย โดยยิ่งก้าวหน้าและขยายตัวเพิ่มพูน ก็กลับยิ่งเปราะบาง อ่อนไหว อ่อนล้า พัฒนาเชิงระบบกระจุกตัว เป็นเงื่อนไขเบื้องหลังของอุบัตการของการขยายตัวและทรุดโทรมแบบตั้งรับ มากกว่าจะสามารถลด คลี่คลาย ข้ามพ้นภาวะกดดัน เพิ่มกำลังภาวะคุกคาม บริโภค ทำลาย และไปเพิ่มพูนสุขภาวะคุณภาพแห่งชีวิตพอเพียง อีกทั้งเกื้อหนุนภาวะก่อเกิดการยกระดับทางภูมิปัญญาของยุคสมัย อย่างพอเพียง ทัดเทียมกับความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงต่างๆ อยู่เสมอได้

              ระบบภูมิปัญญาและสายธารการวิวัฒน์ในตนดังกล่าวของสังคม จะอยู่ในกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางความหมายและระบบสัญญะที่ต้องสามารถกระจายตัวออกไปสู่ระบบความสัมพันธ์พื้นฐานที่สุดของมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งยุคสมัยของแหล่งภาพเขียนสีและสิ่งประจักษ์ต่อภูมิปัญญาในขั้นสูงตลอดสายวิวัฒนาการในทุกอารยธรรมของมนุษย์โฮโมซาเปียนดังปรากฏให้เห็นได้ในระบบประพันธศิลป์และการสรรสร้างอุปลักษณ์ศิลป์ของมนุษย์ เป็นปรากฏการณ์ตัวแทนเชิงระบบได้อย่างดี ให้สามารถฝ่าทะลุสิ่งปิดทับ ระบบส่วนเกิน ให้สามารถเสริมพลังภูมิปัญญาที่ถูกต้องเหมาะสม ปฏิบัติการเชิงระบบในทุกความเป็นจริงให้ยึดโยงกับสุขภาวะมูลฐานและสิ่งพื้นฐานที่สุดบนชุดความสัมพันธ์กันอย่างมีความหมายเกื้อหนุนส่งเสริมกันของมนุษย์กับธรรมชาติและทุกมิติของสังคมในบริบทภูมิถิ่นหนึ่งๆ เช่น อยู่ในอาหาร การทำมาหากิน การสร้างเมืองสร้างสังคม อยู่ในสิ่งสร้างศิลปกรรมหัตถศิลป์ องค์ประกอบสุขภาวะมูลฐาน การดำเนินชีวิต มิติสังคมวัฒนธรรม วัฒนธรรมปัญญาปฏิบัติ สุขภาพ และอื่นๆ ที่ยึดโยงมนุษย์เข้ากับสิ่งมีความหมายทางปัญญาปฏิบัติต่อชีวิตตามอัตภาพแห่งตน เสริมกำลังปัจจัยคน พลเมืองประชากร ให้เป็นสินทรัพย์และความมั่งคั่งจากฐานชีวิตในตนของสังคม ลดปัจจัยกระทำคุกคามต่อธรรมชาติและระบบกอบโกยภายนอก ลดภาวะกดดันจากแรงสะท้อนกลับของวิกฤติปัญหาอันสืบเนื่องไปกับการขยายตัวเชิงคุกคามรอบด้านของสังคม สู่การเพิ่มพูนสุขภาวะมูลฐานคุณภาพแห่งชีวิต จากการเข้าถึงคุณค่าพื้นฐานเชิงระบบ ที่พัฒนาสิ่งประจักษ์ต่อพหุลักษณ์ปัญญา หยั่งประมาณภาวะเป็นจริงได้ถูกต้องพอเพียงและปฏิสัมพันธ์ทางความหมาย ยึดโยงกับสิ่งประจักษ์ยั่งยืนคงทนร่วมกัน ให้พลวัตคุณค่าและความหมายจากฐานความแตกต่างหลากหลาย บนธรรมชาติพื้นฐานร่วมกันของมนุษย์ 

            หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านได้ตามยุคสมัย แต่เห็นหลักหมายทางปัญญาปฏิบัติ สั่งสมความมั่นคงยืนนานไปกับความคงทนตลอดกาล ดังเช่นภาพเขียนสี เพิงผาและขุนเขา สิ่งแสดงวิวัฒนาการของสังคมที่จะเหนี่ยวนำการก่อเกิดฐานพหุลักษณ์ปัญญาสมัยใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งมั่งคั่งในอีกมิติหนึ่งของสังคม ในหลายสังคมของโลกกว้าง. 

……………..

เชิงอรรถและแนวการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม

[1]  การกำหนดและระบุยุคก่อนและหลังวิทยาการลายลักษณ์ในสังคมต่างๆของโลกอาจจะไม่เท่ากัน มีความแตกต่างหลากหลายไปบนเงื่อนไขแวดล้อม โดยภาพรวมของสังคม จะอยู่ในห้วงวิวัฒนาการของสังคม 3500-4000 ปี ก่อนคริสตกาล อีกทั้งเมื่อใช้การปรากฏขึ้นของการมีอักกษร การเขียนจารึกด้วยระบบภูมิปัญญาในภาษาเขียน ก็จะสามารถแบ่งยุคก่อนประวัติศาสตร์ก่อนและหลังวิทยาการลายลักษณ์ เป็นภาพรวมของยุคหิน ยุคโลหะ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ กับยุคประวัติศาสตร์ สมัยโบราณ สมัยกลาง สมัยใหม่ ถึงยุคร่วมสมัย สมัยใหม่ โดยเริ่มต้นจากอารยธรรมเมโสโปเตเมียและอารยธรรมต่างๆ ที่อยู่บนฐานของการมีอักษรและภูมิปัญญาในระบบวิทยาการลายลักษณ์ กระทั่งวิวัฒนาการเข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจอุตสาหกรรม การขยายตัวของกระบวนการความเป็นเมือง และก่อเกิดระเบียบใหม่ของการพลวัตทางสังคม ตลอดจนการสำรวจโลกจากฐานพลังอำนาจวิทยาการลายลักษณ์ ซึ่งมีพัฒนาการสัมพันธ์สืบเนื่องกันอย่างใกล้ชิด ทำให้ศูนย์กลางและการกระจุกตัวทั้งหมดในความแตกต่างหลากหลายของพหุลักษณ์สังคมทุกยุคสมัย ยึดโยงเข้าสู่กลไกผลิตซ้ำการดึงเข้าสู่ศูนย์กลางอันจำกัดไว้กับระบบภูมิปัญญาในชุดมโนทัศน์เพียงบางชุด และกระบวนการภูมิปัญญาอีกเป็นจำนวนมากของมนุษยชาติและของสังคมโลก ที่เป็นพหุลักษณ์ปัญญาและอยู่ในพหุลักษณ์ข้อมูล ฐานชีวิต ภูมิถิ่น ระบบปรากฏการณ์ และอื่นๆ นอกระบบภูมิปัญญาลายลักษณ์ ขาดหายไป อีกทั้งทำให้สังคมวัฒนธรรมที่อักษร ภาษาเขียน ตลอดจนการศึกษาสมัยใหม่มาทีหลัง และมีภาษาเขียนขึ้นใช้ในระยะเวลาที่ไม่นาน แต่มีระบบภูมิปัญญาอยู่ในมิติอื่นในฐานรากของสังคม ภาษาพูด กระบวนการสังคมวัฒนธรรมมุขปาฐะ ศิลปะ ดนตรี การแสดง การสร้างภาคสาธารณะ อาหาร การดำเนินชีวิต การตั้งถิ่นฐาน และสร้างสรรอุปลักษณ์ศิลป์ในระบบสัญญะอย่างอื่น ซึ่งหลายด้านจะมีความเก่าแก่ คงทน ตอบสนองพัฒนาการต่างๆของพหุลักษณ์สังคมได้อย่างลึกซึ้ง อันเป็นที่ต้องการของสังคมโลก แต่ระบบสัญญะและกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางความหมาย ส่วนใหญ่จะอยู่นอกมโนทัศน์ของภูมิปัญญาวิทยาการลายลักษณ์ในกรอบแนวคิดเดิม    

[2] ตัวอย่างเช่น ในงานของ ศาสตราจารย์ ดร.ศรีกศักดิ์ วัลลิโภดม และ อาจารย์ศิริลักษณ์ ทรงศิริ  ในสยามเทศะ โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ 

ตัวอย่างในงานของ ศาสตราจารย์  ดร.รัศมี ชูทรงเดช และคณะ โครงการมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์และพลวัตทางวัฒนธรรม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน  

ตัวอย่างในงานของ สารคดี Cave Art โดยเนชันแนลจีออกราฟิก 

 
[3] ผู้เขียนได้พัฒนาชุดมโนทัศน์ เพื่อศึกษา ค้นคว้า พัฒนากระบวนการเชิงปฏิบัติการ รวบรวมกรอบแนวคิดพหุวิทยาการและสหสาขาการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์สังคม ที่ได้ให้ความสำคัญ เป็นที่ยอมรับ และใช้ดำเนินงานในขอบข่ายต่างๆ ของสังคมไทยและสังคมต่างๆของโลก เป็นชุดมโนทัศน์ มิติสุนทรียพลานามัย เพื่อเป็นแนวกำหนดและระบุปัญญาปฏิบัติ พิจารณาระบบผสานยึดโยงกันพหุมิติและพหุระบบของมนุษย์กับถิ่นฐานและระบบธรรมชาติ ผ่านองค์ประกอบพหุปัจจัยในฐานชีวิต ภูมิชีวิต และภูมิถิ่นสังคม ในระดับพื้นฐานร่วมกันที่สุดของมนุษย์ เช่น การดำเนินชีวิต การพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ พัฒนาการความงอกงามเติบโต สุขภาพ ศิลปะ การปฏิสัมพันธ์ทางความหมาย สื่อและการสื่อสารและอื่นๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบความงอกงามแห่งชีวิตและวิวัฒนาการของมนุษย์โฮโมซาเปียน

[4] ในงานชุดนี้ของผู้เขียน ได้มุ่งการพัฒนาวิธีวิเคราะห์ระบบความหมายและนัยสำคัญเชิงปรากฏการณ์ของประพันธศิลป์ เพื่อเห็นการจัดความสัมพันธ์กันเชิงหน้าที่ทางกลไก และการจัดความสัมพันธ์กันทางสังคม ที่มีนัยสำคัญต่อแบบแผนและระบบเชิงปฏิบัติการประพันธศิลป์ เช่น การตั้งสมมุติฐานการผลิตสี ด้วยข้อมูลและแนวคิดต่างๆ ทำให้มีแนววิเคราะห์เนื้อหาและขอบข่ายเชิงระบบที่เกี่ยวข้อง ก่อเกิดชุดข้อมูลในหลายแบบแผนและหลายชุดมโนทัศน์ ให้ได้กรอบการสำรวจ ทบทวน สร้างแผนที่จำลองปรากฏการณ์และสร้างแผนที่แสดงพลวัตต่างๆของสังคมที่หายไปแล้ว เหลือเพียงแหล่งภาพเขียนสีอันเป็นสิ่งประจักษ์ที่คงทนยืนนานที่สุด ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้ จะสามารถใช้ฐานภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วจากมงานวิจัยและการพัฒนาการศึกษาในระดับพื้นฐานที่สำคัญในระยะ 100 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งตลอดพัฒนาการของสังคมไทยและพหุลักษณ์สังคมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกริม เช่น ในงานของกลุ่มศึกษาทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลป์ ในประเทศไทย งานของศาสตราจารน์เกียรติคุณนายแพทย์สุด แสงวิเชียร และพิพิธภัณฑ์ก่อรประวัติศาสตร์ บูรณาการการแพทย์ กายวิภาคศาสตร์ และวิทยาศาสตร์พื้นฐาน กับวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา เพื่อแสดงให้เห็นถึงการวิวัฒน์เวชนิทัศน์ศิลปกรรมขึ้นในพรมแดนบูรณาการพหุวิทยาการ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ของสังคมโลกจากฐานรากท้องถิ่นภูมิภาค เห็นการสะท้อนยึดโยงได้ในหลายมิติการพัฒนาในกระบวนทัศน์ใหม่ๆของสังคมไทย พหุลักษณ์สังคมเอเชีย และฐานล่างสังคมสู่ส่วนบนของสังคมโลก และจะเห็นคุณค่าความสำคัญทางปัญญาปฏิบัติในฐานชีวิต การสาธารณสุขมลฐาน การศิลปาชีพและศิลปกรรมหัตถศิลป์ ธรรมปัญญาแห่งพุทธธรรมและพหุลักษณ์ศาสนธรรมจากฐานบูรณาการชุมชน ศิลปะภูมิปัญญาขั้นสูงของโลกบนผนังในวัดและบนกำแพงระเบียงคิดวัดพระแก้วในพระบรมมหาราชวัง งานของศาสตราจารย์พิเศษประกิต (จิตร) บัวบุศก์ ซึ่งจะให้แนวยึดโยงสิ่งประจักษ์จากระบบภูมิปัญญาอารยธรรมบ้านเชียงไปถึงฐานชีวิตภูมิปัญญาสังคมสมัยใหม่บนความเป็นตัวของตัวเอง และอีกจำนวนมาก งานวิวัฒน์และก่อตั้งเชิงระบบสถาบันสุนทรียปัญญา โดยเฉพาะในห้วงการพลวัตระเบียบใหม่ของสังคมโลกในยุคการสำรวจโลกและการแผ่อาณานิคม นับแต่พุทธศตวรรษ 18-20 ยุคอาณาจักรสุโขทัย กระทั่งในยุคการเผชิญกับภาวะการสร้างระบบพื้นฐานใหม่อย่างรอบด้าน และการวางพื้นฐานความมั่นคงยั่งยืนด้วยฐานศิลปกรรมหัตถศิลป์ของวัง วัด ระบบการศึกษา และระบบการดำเนินชีวิตของพลเมือง ในรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 งานธรรมปัญญาและสวนโมกข์ วัดธารน้ำไหล สถานปัญญาปฏิบัติธรรมปัญญาศึกษา โดยท่านพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) และชุมชนปัญญาปฏิบัติพุทธบริษัท 4 งานนิพนธ์ธรรมปัญญา บูรณาการกับฐานรากสรรพวิทยาการสมัยใหม่ในงานนิพนธ์ ‘พุทธธรรม’ ของสังคมโลกจากสังคมพุทธเถรวาทไทย โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.ปยุตโต) 

[5] ข้อมูลการศึกษา การวิจัย และงานของผู้รู้หลายท่าน มีแนวคิดสอดคล้องกันในการเป็น 'การสร้างสรรค์รูปแบบจัดการและปฏิบัติการด้วยอรรถประโยชน์หน้าที่ใช้สอย Functional Meaningful System Creation เช่น ในยุคก่อนก่อเกิดศาสนา ก็จะเป็นระบบศาสนาและความเชื่อแบบศาสนาผี การเชื่อและศรัทธาต่อสิ่งที่อยู่เหนืออำนาจความรู้ความเข้าใจในชีวิตของมนุษย์ การปฏิบัติพิธีกรรม เป็นต้น ในการพัฒนาวิธีวิเคราะห์และศึกษาประพันธศิลป์ ขยายกรอบจากการทำ Anatomical Cross-Section พัฒนาเป็นระบบแสดงสิ่งประจักษ์ WAC Arts และขยายกรอบจากการแบ่งกรอบในการเขียนภาพดำเนินเรื่อง (Story Board Art) เป็นพื้นฐานศิลปะการสร้างสรรค์ใหม่อย่างบูรณาการทางเวชนิทัศน์ศิลปกรรม การขยายกรอบการวิเคราะห์และระบุวัตถุประสงค์จำเพาะ ประกอบสร้างจุดมุ่งหมายของบทเรียนเชิงปฏิบัติการ (Small Unit Content Analysis and Systematic Learning Innovation Development) ในงานพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา ในงานชุดนี้ของผู้เขียน จะมุ่งวางแนวทางสู่การพัฒนาทางด้านการสร้างสรรค์ระบบพหุลักษณ์ข้อมูลทางความหมาย ระบบความหมายอวจนภาษา ซึ่งจะเป็นฐานคิดการพัฒนาเชิงปฏิบัติการวิธีวิทยา สำหรับสร้างผู้นำเชิงระบบ นักวิจัย นักสื่อสาร นักสร้างความรู้ นักศิลปะ นักสุขภาพ นักพฒนาทุกสาขา ซึ่งมีความเป็นภาคสาธารณะและมณฑลปฏิสัมพันธ์ทางความหมายพหุลักษณ์สังคม มีพลังต่อการวิวัฒน์ตนเองของสังคมอยู่ในตนเอง ซึ่งจะมีส่วนยกระดับและทวีคูณบทบาทสำคัญของระบบปฏิบัติการเชิงสนับสนุนทางวิชาการแก่สังคม (Techical Support) โดยเฉพาะในมิติมุ่งเสริมพลังการกระจายตัวไปสู่การครอบคลุมความแตกต่างหลากหลายทางการปฏิบัติในทุกระดับในสิ่งจำเป็นร่วมกันยิ่งๆขึ้นของสังคม เช่น การติดตามประเมินผล การสื่อสารถ่ายทอด การพัฒนากระบวนการทางการศึกษา การวิจัยพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยี การสร้างองค์ความรู้และสั่งสมภูมิปัญญาอันยึดโยงกับฐานชีวิต ถิ่นฐาน และสภาพความเป็นจริงในตนของสังคม 

[6] ในงานชุดนี้ของผู้เขียน มุ่งสร้างประเด็นแนวคิดและชุดมโนทัศน์ใหม่ ให้ครอบคลุมองค์ประกอบด้านจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก มิติจิตวิญญาณ องค์ประกอบหลักสุนทรียปัญญาพหุลักษณ์สังคมจากฐานชีวิต ภูมิถิ่น ภูมิสังคม เป็นองค์ประกอบชีวิตและความเป็นจริงพื้นฐานในวิวัฒนาการทางปัญญาปฏิบัติของมนุษยชาติทุกพหุลักษณ์สังคมที่หยั่งประมาณและเข้าถึงความลึกซึ้งแยบคายร่วมกันได้ โดยเน้นการเห็นสิ่งแสดงการสะท้อนกันและกันของปัญญาปฏิบัติกับการปรากฏอยู่ในแนวคิดทฤษฎี แนวปฏิบัติ ตลอดจนงานความคิด ปรัชญา ระบบความเชื่อ กระบวนการตัดสินใจร่วมกันของระบบกลไกจุลภาคและมหภาค อันปรากฏแพร่หลายอยู่แล้วของสังคมในทุกยุคสมัย เป็นภาวะก่อเกิดกระบวนการบ่งชี้ความหมายและนัยสำคัญเชิงระบบ เป็นภาวะสะท้อนยึดโยงกับพลวัตสังคมวัฒนธรรมฐานจิตใจ วัฒนธรรมกลไกทางวัตถุ สังคมวัฒนธรรมเทคโนโลยี เป็นด้านที่จะสะท้อนเชื่อมโยงพหุลักษณ์สังคมภาวะสมัยใหม่กับสังคมบรรพกาลผ่านองค์ประกอบชีวิตในวิวัฒนาการทางสังคมผ่านพหุภูมิปัญญาก่อนและหลังวิทยาการลายลักษณ์ ที่มีระบบปัญญาปฏิบัติความเป็นอิสระในรูปแบบต่างๆจากปัจจัยคุกคามภายนอกและส่วนเกินการกระทำต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อมยุคสมัย สื่อแสดงศักยภาพทางปัญญาปฏิบัติและปรากฏสิ่งสรรสร้างที่งดงามสูงส่งด้วยกระบวนการปัญญาฐานชีวิตอย่างสูงสุดของมนุษย์ ซึ่งสิ่งสร้างสรรค์เพื่อวิวัฒนาการความเจริญงอกงามในสังคมบรรพกาล ที่ยังไม่ปรากฏธรรมชาติสิ่งแวดล้อมโดยมนุษย์สร้าง นอกจากน้อมสร้างปฏิสัมพันธ์ทางความหมายด้วยระบบความยั่งยืนคงทนเชิงกระบวนการพลวัตทางภูมิปัญญาขั้นสูงของมนุษย์  

[7] ผู้เขียนเป็นนักศิลปะ สร้างงานศิลปะ แสดงผลงาน รวมทั้งทำงานศิลปะประยุกต์ขนาดใหญ่มาอยู่เสมอตลอดชีวิต นับแต่การตบแต่งหน้าร้าน การตบแต่งอาคาร การเขียนภาพผนัง ขนาดใหญ่ อีกทั้งติดตามเรียนรู้ ศึกษา เห็นภาพการปฏิบัติและรู้จักดีพอสมควร ทั้งระดับกิจกรรมขนาดเล็กในชุมชนไปจนถึงระดับชาติและระดับมวลชนสาธารณะเปิดกว้าง ซึ่งด้วยประสบกาณ์และการสะท้อนสู่การทดลองเชิงปฏิบัติการทุกขั้นตอน จากการลงพื้นที่ในแหล่งภาพเขียนสี เช่น ที่ประตูผา ลำปาง ผาแต้ม อุบลราชธานี เขาปลาร้า อุทัยธานี ก็พอจะเห็นภาพ เข้าใจ และประมาณบริบทองค์ประกอบแวดล้อมต่างๆได้ว่า จะไม่สามาถทำได้อย่างง่าย ไม่สามารถทำเพื่อความสนุกเพลิดเพลิน ต้องใช้ความชำนาญและทรัพยากรสูงมาก ต้องมีระบบดำเนินการ เช่น นั่งร้านขนาดใหญ่ สีปริมาณมากและต้องเตรียมอย่างเป็นระบบขนาดใหญ่ หากไม่มีความสำคัญและมีความหมายสูงส่งมาก ก็เชื่อว่าผู้มีฝีมือ มีปัญญา มีความชำนาญ แม้ได้รับผลตอบแทนดี ให้สิ่งจูงใจดี มีทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างดี ก็จะไม่คิดสร้างสิ่งนี้ขึ้นไว้ในสังคมได้อย่างแน่นอน     

[8] ในทุกแหล่งภาพเขียนสี บนหน้าผา ในถ้ำ บนภูเขา ท่ามกลางป่าเขา แม้ในปัจจุบันนี้แล้ว ก็ยังคงเป็นแหล่งที่เข้าถึงได้ยาก อันตรายต่อการปีนป่าย สูงชัน อยู่ในตำแหน่งหลุบเข้าไปในหน้าผา ทำให้พ้นแดดฝน พ้นลมกัดกร่อน แม้เดินตัวเปล่าก็เข้าถึงได้ยากลำบาก การขนทรัพยากร ขนกำลังคน ขนวัสดุอปุุกรณ์ การใช้เวลาต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง การศึกษามิติสังคมและประมาณวิวัฒนาการต่างๆ ให้เห็นความยึดโยงเชิงปฏิสัมพันธ์ทางความหมายได้กับแหล่งภาพเขียนสี สะท้อนกับกระแสธารความหมายในฐานชีวิต หยั่งประมาณ สัมผัส และสื่อเชิงประจักษ์ได้แม้ในหมู่ชนในพหุลักษณ์สังคมซึ่งมีความสามารถออกออกเขียนได้และไม่ได้ จากพื้นฐานการศึกษาแตกต่างกัน เหล่านี้ จะทำให้เห็นอีกมิติหนึ่งของกระบวนการทางการศึกษาและการพัฒนาการเรียนรู้มวลชน จากแหล่งคงทนและแหล่งประจุความหมายพหุปัญญาที่มีอยู่ในตนของสังคม   

[9] แนวทางดังกล่าวนี้ สิ่งประจักษ์ที่จะสามารถเห็นนัยสำคัญในสาระสำคัญต่างๆดังที่กล่าวถึงนี้ได้เช่น ภาพเขียนสีลายใบกล้วย ลายเกล็ดปลา ลายคลื่นน้ำ บนตัวควาย ณ เขาปลาร้า ลานสัก อุทัยธานี นักศิลปะเห็นก็เชื่อว่าจะตระหนักได้ถึงพลังปัญญา ความแตกฉาน ความกระจ่างสว่างไสวของจิตใจและกระบวนการคิด ทางศิลปะสร้างสรรค์ภาพนามธรรมและภาพเงาดำ เงาแดง หรือภาพทึบเอกรงค์ งดงามแบบเดียวกับที่พบในภาพเขียนสีถ้ำลาสโก ของยุโรป ณ ประเทศฝรั่งเศส และแบบแผนการออกแบบสร้างสรรค์ คลี่คลายองค์ประกอบนามธรรมจากธรรมชาติในชีวิต ถิ่นอาศัย ให้เหลือองค์ประกอบพื้นฐานในการแสดงคุณลักษณะเดิมแท้ ที่จะไม่สามารถลดทอนต่อไปได้อีก ซึ่งก็ปรากฏขึ้นด้วยแบบแผนเดียวกับในทุกอารยธรรมของโลกนับแต่อารยธรรมเมโสโปเเมีย  นัยสำคัญดังข้อค้นพบดังกล่าวนี้ก็คือ สิ่งบ่งชี้ สิ่งประจักษ์ เชิงสะท้อนยึดโยงกับมิติสุนทรียปัญญาและมิติสุนทรียพลานามัยของมนุษย์นี้ ไม่ได้มีเพียงมิติการวิวัฒนาการสืบเนื่องกันแบบอนุกรม (None-Lineearity Relationship) ไม่จำกัดอยู่เพียงการลำดับด้วยการศึกษาและพัฒนาแบบต่อยอดกัน (None-Longitudinal Study) และลดทอนรวมศูนย์ จำกัดลงอยู่ในแบบแผนกระบวนการทางปัญญาและกระบวนการทางวิทยาการและเทคโนโลยีดังปรากฏเป็นกระแสหลักของสังคมโลกนับแต่ก่อนวิวัฒน์เข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์ ยุคอุตสาหกรรม กระทั่งปัจจุบัน แต่มีแบบแผนการปรากฏวิวัฒนาการขึ้นด้วยการกระจายตัวไปตามพัฒนาการและความถึงพร้อมในศักยภาพตนของแต่ละสังคม ซึ่งความเป็นจริงและสิ่งยืนยันการค้นพบในมิตินี้ จะทำให้แบบแผนการศึกษาและการพัฒนาในทุกด้าน สามารถปฏิรูปแนวคิดและแนวปฏิบัติการ ในอีกมิติหนึ่งที่ขาดหายและแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่สังคมต่างๆทำตามกันไปอย่างขาดกันยึดโยงฐานชีวิต มาตุภูมิ และภูมิถิ่น ดังที่กล่าวมานี้

[10] งานชุดนี้ขของผู้เขียน มุ่งสังเคราะห์ฐานปัญญาปฏิบัติและกรอบแนวคิดร่วมกันของภาคสุนทรียปัญญา หยั่งลึกถึงแก่นแนวคิดการบูรณาการ ผสาน และสะท้อนยึดโยงกันในหลายมิติ ให้สามารถระบุความแตกต่าง แสดงความเหมือน และสร้างปฏิสัมพันธ์ทางความหมายเชิงระบบให้ต่างเป็นพหุปัจจัยเกื้อหนุนส่งเสริมกัน ด้วยชุดมโนทัศน์ใหม่ กรอบแนวคิด ปัญญาปฏิบัติ และอีกหลายด้านที่จะต้องสร้างขึ้น ให้สอดคล้องกับพัฒนาการและวิวัฒนาการรอบด้านที่ระบบความหมาย องค์ความรู้ ตลอดจนปัญญาปฏิบัติต่างๆ ได้หมดความหมาย ใช้สื่อสารและสร้างปัญญาปฏิบัติร่วมกันไม่ได้ด้วยความเข้าใจร่วมกันของมนุษย์ ต้องอาศัยระบบกลไกและกระบวนการตัดสินใจที่ปราศจากความเข้าใจร่วมกันของมนุษย์เป็นเครื่องรองรับอย่างสะท้อนได้ด้วยชีวิตจิตใจ เช่น โทรศัพท์มือถือ ในความจริงนั้นเป็นทั้งโทรทัศน์ในความหมายเดิม เป็นแล็บถ่ายภาพ เป็นพิพิธภัณฑ์ หอสมุด สำนักงาน มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินเป็นค้า และทุกสิ่งในการเชื่อมต่อมนุษย์กับระบบรอบตัว การยังต้องใช้ ‘โทรศัพท์มือถือ’ จึงเป็นสิ่งแสดงการพังทะลายทางความหมาย ระบบสัญญะ ระบบประจุความหมายสื่อภาษา และสื่อสารกันอย่างไร้ความหมายของมนุษย์ แต่ระบบกลไกต่างๆยังคงทำงานได้ด้วยระบบโปรแกรมชุดเหตุผลการตัดสินใจล่วงหน้า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นกระบวนการที่ปราศจากมนุษย์ ‘การสื่อสาร’ ซึ่งแต่เดิมจะหมายถึงปฏิสัมพันธ์ทางความหมาย การพูด คิด เขียน สร้างการบรรลุจุดหมายร่วมกันและสร้างสังคมร่วมกันของมนุษย์ โดยศาสตร์พื้นฐานสำหรับสร้างระบบการสื่อสารมวลชนและสร้างศิลปะนักสื่อสาร ก็จะอยู่ในชุดมโนทัศน์ที่แน่นอนชุดหนึ่ง แต่ปัจจุบัน การสื่อสารอาจจะหมายถึงการเชื่อมต่อกันของเครื่องจักร ระบบอินเตอร์เน็ต การสร้างระบบดาวเทียม การสร้างระบบทางวิศวกรรมส่งข้อมูลสารสนเทศ และต้องสร้างวิศวกร ไม่ใ่ช่นักศิลปะและนักนิเทศศาสตร์ในชุดความหมายเดิม จึงจะเห็นได้ว่า ความรู้ความเข้าใจที่ใช้กันในปัจจุบันนั้น เกิดการพังทะลายและไร้ความหมายไปเป็นจำนวนมากอยู่รอบตัว 

แต่ภาคสุนทรียปัญญานี้ เป็นระบบสาธารณะสำคัญที่ต้องวิวัฒนาการขึ้นก่อน แล้วจะเหนี่ยวนำการก่อเกิดฐานพหุลักษณ์ปัญญาสมัยใหม่ ให้เกิดขึ้นตามมา พัฒนาการของพหุลักษณ์สังคมและในวิวัฒนาการต่างๆ ทุกอารยธรรมของโลก สื่อแสดงให้ประจักษ์ได้ต่อความเป็นจริงนี้แม้จะด้วยความหมายในรายละเอียดอันแตกต่างกัน การประจักษ์ทางตรง ยึดโยงกับฐานชีวิต และสื่อแสดงได้ด้วยแหล่งคงทนยั่งยืน มั่นคง มั่งคั่ง ทางพหุปัญญา ดังเช่น แสดงด้วยแแหล่งภาพเขียนสีนี้ จึงมีความสำคัญเชิงปฏิรูปและการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของสังคม ในอีกแบบแผนหนึ่ง 

[11] การศึกษาด้วยวิธีวิเคราะห์ระบบและแบบประพันธศิลป์ บางมิติในงานชุดนี้ของผู้เขียน เช่น ภาพมือ ภาพประจุชีวิตและความหมาย รูปแบบปรากฏชุดมโนทัศน์ทวิลักษณ์พหุปัญญา ภาพตะกวด ในแหล่งภาพเขียนสีประตูผา ลำปาง ผาแต้ม อุบลราชธานี และถ้ำสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย พบแบบแผนเดียวกัน ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ในอดีตเมื่อ 3000-5000 ปีก่อน จะเกิดจากการถ่ายทอดถึงกันได้อย่างข้ามแผ่นดินข้ามมหาสมุทร เมื่อศึกษาความเชื่อมโยงกันทางข้อมูลในมิติอื่น ก็เห็นการเชื่อมโยงกันได้บ้างในบางมิติของวัฒนธรรมโบราณ ในยุคเจนละ ฟูนัน ก่อนก่อเกิดอาณาจักรขอมกัมโพช เวียดนาม สยาม รวมไปจนถึงอินโดนีเซีย เสียอีก ซึ่งอธิบายพัฒนาการของสังคมและปรากฏการณ์ต่างๆในแบบแผนเดิมไม่ได้ แต่จะสามารถเห็นภาพสะท้อนกันและกันในอีกมากมายหลายมิติ ที่อยู่เหนือกรอบแนวคิดทางสังคมยุคใหม่ เช่น ความเป็นรัฐชาติ ความเป็นหน่วยทางเศรษฐกิจสังคมต่างๆ ไปอยู่กับกระแสธารพลวัตของสังคมวัฒนธรรมในฐานชีวิต การปฏิสัมพันธ์ทางความหมาย การจัดความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน เกื้อหนุน เอื้ออาทร ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ในมิติอื่นของมนุษย์ อยู่ในองค์ประกอบพื้นฐานเพื่อสุขภาวะมูลฐาน สวัสดิภาพ และเจริญความงอกงามร่วมกัน เหนือพรมแดนและกรอบจำกัดหลายด้านของสังคม เช่น อยู่ในการผลิตอาหาร ปัจจัยสุขภาวะมูลฐาน วัฒนธรรมการกิน การอยู่ ศิลปกรรมหัตถศิลป์ ดนตรี วรรณกรรม ซึ่งปฏิสัมพันธ์ทางตรงกับแหล่งก่อเกิดเนื้อหาประพันธศิลป์จากธรรมชาติ สร้างสรรค์และส่งผ่านถึงกันทางตรงของมนุษย์กับมนุษย์ กระบวนการทางการศึกษาที่ขาดหายไปในมิตินี้ มีนัยสำคัญและมีความหมายมากต่อกระบวนการทางปัญญายุคใหม่ของมนุษยชาติ สำหรับการเผชิญปัญหาได้ทัดเทียมกับสิ่งที่จะเกิดมากยิ่งๆขึ้นอย่างไม่ขึ้นต่อการแยกแบ่งกันของมนุษย์ เช่น โรคระบาด อุบัติภัย วิกฤติและภาวะคุกคามเชิงบวก ขยายแรงจากปัญหาที่มนุษย์สร้างให้เกิดขึ้น ซึ่งไม่ยกเว้นและเลือกปฏิบัติต่อมนุษย์ไปบนความแตกต่างได้เปรียบกัน แต่เจอหมดและล่มสลายไปด้วยกันหมดเหมือนกัน 

[12] ปัจจุบัน การเป็นชุมชนและคนจากเขาใด ดอยใด ลุ่มน้ำใด ก็ยังใช้กันอย่างทั่วไปอยู่ทั้งในสังคมไทยและทั่วโลก โดยไม่ขึ้นต่อแนวคิดสมัยใหม่และชุดมโนทัศน์สมัยใหม่จากสายตาของโลกภายนอก แม้จะพูดและมีวัฒนธรรมต่างกัน หากเป็นคนจากดอยเดียวกัน ก็จะสามารถร่วมมือกันและพึ่งพาอาศัยกัน เป็นพวกเดียวกันได้อย่างดี

[13] การสร้างเมืองพระนคร สร้างนครรัฐ และสร้างรัฐชาติ ส่วนหนึ่งก็รวบรวมพลเมืองจากแหล่งต่างๆ มาไว้ด้วยกัน อีกทั้งเป็นไปได้ว่าแหล่งภาพเขียนสี ในฐานะ สาธารณสถานของระบบการยึดโยงชุมชน ของ กลุ่มสังคมตามฐานภูเขาและผืนดินถิ่นอาศัย จะมีความสัมพันธ์และสร้างปฏิสัมพันธ์ทางความหมายในทางใดทางหนึ่งกับเมืองพระนครและนครัฐ ที่ก่อให้เกิดพัฒนาการสมัยใหม่ของเมืองที่มิใช่เกิดขึ้นแบบฉับพลันหรือเกิดขึ้นจากภายในตนเองของเมือง เช่น สร้างทักษะคน ช่าง วิทยาการ ชุมชนสุนทรียปัญญากร ด้วยทักษะดังปรากฏความสามารถสร้างแหล่งภาพเขียนสี ให้กับเมือง บ่มสร้างภูมิปัญญา พหุปัญญา การสร้างแบบ การสร้างสรรค์ศิลปกรรมหัตถศิลป์ ดังปรากฏในยุคโลหะ ยุคภาพเขียนสีดินเผา ด้วยการสั่งสมมาก่อนหน้านั้นหลายร้อยหลายพันปี มิใช่จู่ๆก็เกิดขึ้นและทำได้

[14] การวิเคราะห์ประพันธศิลป์ แบบแผนการสร้างเส้น รูปทรง รูปร่าง มิติความสัมพันธ์ ความสมดุล การส่องสะท้อนกันและกัน ด้วยพื้นฐานธรรมดาในกระบวนการทางศิลปะของนักศิลปะ และใช้พหุลักษณ์ข้อมูลเพียงในแหล่งภาพเขียนสีผาแต้ม วัดเขาจันทร์งาม อุบลราชธานี และประตูผา ซึ่งมีข้อมูลหลายมิติเกี่ยวข้อง สะท้อนเชื่อมโยงกันนับเนื่องยาวนาน ไปจนถึงยุคสมัยสุโขทัย ล้านนาไทย และไศเลนทร์ของอินโดนีเซีย เพียงสองแหล่ง เท่านั้น ก็พบว่า แบบแผนดังปรากฏในภาพเขียนสีในสังคมไทยนี้ สามารถเห็นได้ในแบบตัวอักษรไทยและเลขไทยทุกตัวเลยทีเดียว ซึ่งให้มุมมองประการได้อย่างหนึ่งว่า การเปิดรับและดัดแปลงมาจากระบบอักษรภาษาในแหล่งอื่นๆ จากสังคมภายนอก เช่น จากสังคมวัฒนธรรมอินเดีย จึงทำให้สามารถคิดตัวอักษรได้ ก็อาจจะทำให้มองข้าม กระบวนการสั่งสมภูมิปัญญาภาษาภาพจากอุปลักษณ์ศิลป์ ดังเห็นประจักษ์ได้จากแหล่งภาพเขียนสี และระบบภูมิปัญญาก่อนลายลักษณ์ ที่ก่อเกิดและดำรงอยู่จริงมาก่อนอย่างยาวนาน ในสังคม