ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
รองศาสตราจารย์ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (เกิด 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2509) ชื่อเล่น ทริป เป็นวิศวกร อาจารย์ นักธุรกิจและนักการเมืองชาวไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 17 หลังได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2565 ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เขาเป็นที่รู้จักจากข้อเสนอสร้างทางรถไฟความเร็วสูงภายใต้กรอบวงเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท แต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกไป ชัชชาติยังมีภาพลักษณ์เป็นอินเทอร์เน็ตมีมในฐานะ รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี[4] จากภาพหิ้วถุงอาหารในปี พ.ศ. 2556 และทำให้เขาได้รับชื่อเสียงมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะบนสื่อสังคม ที่มีการนำภาพไปทำเป็นอินเทอร์เน็ตมีมในรูปแบบต่าง ๆ[5] ต่อมาเขาลาออกจากพรรคเพื่อไทย เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2565 ในฐานะนักการเมืองอิสระ และได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย ด้วยคะแนนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยต่อมาเขาได้รับตำแหน่งรองผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในฐานะผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย แต่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเพียงหนึ่งเดือนก่อนที่ศูนย์จะถูกยุบไป
ประวัติ
ชัชชาติเกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2509] เป็นบุตรของพลตำรวจเอก เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ถึงแก่กรรมแล้ว) กับจิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ (สกุลเดิม กุลละวณิชย์)(ถึงแก่กรรมแล้ว) มีพี่ร่วมบิดามารดาสองคน ดังนี้
- รศ.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ เฟอร์รี่ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นพี่สาว
- รศ. นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นพี่ชายฝาแฝด
ครอบครัว
ชัชชาติสมรสกับปรมินทร์ทิยา (นามเดิม ปิยดา อัศวฤทธิภูมิ) พนักงานการบินไทย แต่หย่ากันแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2560 เขามีบุตรหนึ่งคน คือ แสนปิติ หรือแสนดีบุตรของชัชชาติเป็นผู้พิการทางการได้ยินตั้งแต่กำเนิด ได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียมเมื่อ พ.ศ. 2545 ชัชชาติเล่าว่า ตนวิ่งเป็นระยะทาง 13 กิโลเมตรทุกวัน เพราะต้องการมีสุขภาพแข็งแรงเพื่ออยู่ดูแลบุตรที่หูหนวกให้ได้นานที่สุด และใช้ความทุ่มเทอย่างมากเพื่อให้บุตรสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติได้
โดยในปัจจุบันเเสนดีหลังจบการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566
การศึกษา
ชัชชาติสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อด้านวิศวกรรมโยธา จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง และได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ในปี พ.ศ. 2529 เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมโครงสร้างจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ และระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมโครงสร้างจากมหาวิทยาลัยอิลลินอย เออร์แบนา-แชมเปญจน์ สหรัฐอเมริกา ภายหลังจบการศึกษาได้กลับมาเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นอกจากนี้เขายังสำเร็จการศึกษาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังสำเร็จการอบรมหลักสูตรอีกจำนวนหนึ่ง เช่น หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการบริหารงานพัฒนาเมือง (มหานคร รุ่นที่ 4) วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท. รุ่นที่ 22)[ เป็นต้น
นักการเมืองพรรคเพื่อไทย
จนกระทั่ง พ.ศ. 2555 เขาได้รับการทาบทามทางโทรศัพท์ จากนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แม้ทางมารดาจะไม่เห็นด้วย แต่เขาก็ตกลงเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในเดือนมกราคม พ.ศ. 2555[17] จากการที่เขาเข้ามารับงานทางการเมืองเป็นครั้งแรก ทำให้ในช่วงแรกในตำแหน่งรัฐมนตรี เขากลายเป็นรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่รู้จักมากที่สุด[18] และจากการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งต่อมา เขาก็ได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2555
ระหว่างการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชัชชาติให้ความสำคัญกับการขนส่งระบบรางเป็นพิเศษ ผลงานในช่วงที่เขาเป็นรัฐมนตรี เช่น การแก้แบบสถานีกลางบางซื่อ ให้รองรับรถไฟความเร็วสูง[20], การแก้แบบสายสีแดงเข้มจาก 3 ทางเป็น 4 ทาง การจัดซื้อจัดขบวนรถด่วนพิเศษ CNR จำนวน 8 ขบวน, การเปลี่ยนรางรถไฟในภาคเหนือตอนบนทั้งหมด, ให้ข้าราชการระดับ 9 ขึ้นไปนั่งรถเมล์มาทำงานแล้วรายงานปัญหา]
ชัชชาติขณะปราศรัยพบปะผู้สนับสนุนในเขตบางรักเมื่อพฤษภาคม 2565
ในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557 ชัชชาติเคยถูก กปปส. กดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง และในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เขาเป็นหนึ่งในตัวแทนฝ่ายรัฐบาลที่เข้าร่วมประชุมกับบรรดาแกนนำและตัวแทนฝ่ายต่าง ๆ เพื่อหาทางออกประเทศ ที่จัดขึ้นโดยกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ชัชชาติกล่าวว่า หลังพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ประกาศรัฐประหาร เขาถูกคลุมหัว มัดมือ และถูกนำตัวไปค่ายทหารที่จังหวัดปราจีนบุรี[24][25] โดยมีนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ถูกคุมในสถานที่เดียวกัน ชัชชาติได้รับการปล่อยตัวจากค่ายทหารในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา[25]
หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ในเดือนสิงหาคม–ธันวาคม พ.ศ. 2557 เขาเป็นกรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ กรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน และประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บมจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, จากนั้นในปี พ.ศ. 2558 เป็นกรรมการ บมจ. โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ รวมถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์[11] และในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560 รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งเขาเป็นกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน แต่ชัชชาติชี้แจงว่าไม่ทราบเรื่องมาก่อน และยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมการในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560
ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ชัชชาติได้ลาออกจากทุกตำแหน่งในบริษัทข้างต้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในปีถัดมา[27] โดยเขาเป็นบุคคลที่ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ร่วมกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และชัยเกษม นิติสิริ]ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้วางตัวชัชชาติเป็นผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคด้วย
ความชอบส่วนตัว
ชอบในการเป็นกันเองพูดคุยกับทุกคนไม่เหยียคนอื่นๆ และเป็นยังคนที่ทำงานเต็มที่