ว่าด้วย การใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์

มัยหกสกุณชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๕. มัยหกสกุณชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๙๐)

ว่าด้วยนกมัยหกะ

             (ฤๅษีโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่น้องชายว่า)

             [๑๐๒] นกมัยหกะ (นกมัยหกะ หมายถึงนกเขา เพราะชอบร้อง(ขัน)ว่า ของกู ของกู อยู่ตลอดเวลา) บินไปตามเนินเขาและซอกเขา จับที่ต้นเลียบซึ่งมีผลสุกแล้วร่ำร้องว่า ของกู ของกู

             [๑๐๓] เมื่อมันบ่นเพ้ออยู่อย่างนี้ ฝูงนกที่บินรวมกันมา ก็พากันจิกกินผลเลียบแล้วก็บินจากไป มันก็ยังคงบ่นเพ้ออยู่นั่นเอง ฉันใด

             [๑๐๔] คนบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เก็บหอมรอมริบทรัพย์ไว้เป็นจำนวนมากตนเองก็ไม่ได้ใช้สอย บางส่วนก็ไม่ได้แบ่งให้หมู่ญาติเลย

             [๑๐๕] เขามิได้ใช้สอยหรือบริโภคสมบัติอื่นๆ ที่ตนมีอยู่แม้สักคราวเดียว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนุ่งห่ม อาหาร มาลัย หรือเครื่องลูบไล้ก็ตาม อนึ่ง พวกญาติๆ เขาก็ไม่สงเคราะห์

             [๑๐๖] เมื่อเขาบ่นเพ้อว่า ของกู ของกู อยู่อย่างนี้ หวงแหนอยู่ พระราชาบ้าง พวกโจรบ้าง พวกทายาทไม่เป็นที่รักบ้าง ก็ฉกฉวยเอาทรัพย์ไป คนผู้นั้นก็ยังคงบ่นเพ้ออยู่นั่นแหละ

             [๑๐๗] ส่วนนักปราชญ์ได้โภคะทั้งหลายแล้วย่อมสงเคราะห์พวกญาติ เพราะการสงเคราะห์นั้นเขาย่อมได้รับเกียรติยศชื่อเสียง เขาจากโลกนี้ไปแล้วก็บันเทิงในสวรรค์

มัยหกสกุณชาดกที่ ๕ จบ

----------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

มัยหสกุณชาดก

ว่าด้วย การใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอาคันตุกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ดังนี้.
               ความพิสดารว่า ที่นครสาวัตถี ได้มีเศรษฐีชื่ออาคันตุกะ เป็นคนมั่งคั่งมีทรัพย์มาก. แต่เขาไม่ใช้สอยโภคทรัพย์ด้วยตนเองเลย และไม่ได้ให้แก่คนอื่น. เมื่อเขานำโภชนะที่ประณีตมีรสอร่อยต่างๆ มาให้ เขาจะไม่รับประทานโภชนะนั้น รับประทานแต่ปลายข้าว มีกับคือน้ำผักดอง ๒ อย่างเท่านั้น. เมื่อเขานำผ้าจากแคว้นกาสีที่เขารีดแล้ว อบแล้วมาให้ก็ให้เขานำออกไป นุ่งห่มแต่ผ้าเนื้อหยาบแข็งกระด้าง เมื่อเขานำรถที่ตระการไปด้วยแก้วแกมทอง เทียมด้วยม้ามาให้ ก็ให้นำรถนั้นออกไป ไปด้วยรถเล็กที่ทำด้วยไม้ธรรมดา เมื่อเขากั้นฉัตรทองให้ ก็ให้เขานำฉัตรนั้นออกไป กั้นด้วยฉัตรที่ทำด้วยใบไม้. ตลอดชีวิตเขาไม่ทำบุญ แม้แต่อย่างเดียว ในจำนวนบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ถึงแก่กรรมแล้ว จึงเกิดในโรรุวนรก.
               พระราชาทรงให้ขนสมบัติที่ไม่มีบุตรรับมรดกของเศรษฐีนั้นเข้าไปในราชตระกูล เป็นเวลา ๗ วัน. เมื่อให้ขนสมบัตินั้นเสร็จแล้ว พระราชาทรงเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ได้เสด็จไปพระวิหารเชตวัน ทรงไหว้พระศาสดา แล้วประทับนั่ง
               เมื่อพระศาสดาตรัสว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ไม่ทรงทำพุทธอุปฐากหรือ? จึงทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เศรษฐีชื่อว่าอาคันตุกะ ในนครสาวัตถีถึงแก่กรรมแล้ว เมื่อให้คนขนทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของของเศรษฐีนั้นมาที่พระราชวังอยู่นั่นเอง วันเวลาได้ผ่านไปถึง ๗ วัน. ก็เศรษฐีนั้นแม้ได้ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ ก็ไม่ได้ใช้สอยด้วยตนเองเลย และไม่ได้ให้คนอื่นด้วย ทรัพย์ของเขาจึงได้เป็นเสมือนสระโบกขรณีที่ผีเสื้อหวงแหนไว้ วันเดียวเขาก็ไม่ได้เสวยรสโภชนะอันประณีต ตนเข้าไปสู่ปากมัจจุราชเสียแล้ว คนผู้ไม่มีบุญมีความตระหนี่อย่างนี้ ทำกรรมอะไรไว้จึงได้รับทรัพย์ประมาณเท่านี้ และด้วยเหตุอะไรจิตของเขาจึงไม่ยินดีในโภคทรัพย์ในการใช้สอย?
               พระศาสดาตรัสว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร เศรษฐีคนนั้นนั่นเอง ทำเหตุที่ให้ได้ทรัพย์ ๑ ภาวะที่ได้ทรัพย์มาแล้วไม่ใช้สอย ๑ ดังนี้แล้ว เป็นผู้อันพระราชาทูลขอแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี ได้มีเศรษฐีเมืองพาราณสี ไม่มีศรัทธา มีความตระหนี่ ไม่ให้อะไรแก่ใคร ไม่สงเคราะห์ใคร วันหนึ่ง เขากำลังเดินไปเฝ้าพระราชา เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงพระนามว่าตครสิขี กำลังเดินไปบิณฑบาต ไหว้แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ได้ภิกษาแล้วหรือ? เมื่อพระองค์ตรัสว่า ท่านมหาเศรษฐี อาตมภาพกำลังเดินไปเรื่อยๆ ไม่ใช่หรือ? จึงสั่งบังคับชายคนหนึ่งว่า ไปเถิด เจ้าจงนำพระปัจเจกพุทธเจ้านี้ไปบ้านพวกเรา ให้ท่านประทับนั่งบนแท่นเรา แล้วให้บรรจุภัตตาหารที่เขาเตรียมไว้สำหรับพวกเราให้เต็มบาตรแล้วถวายไป.
               เขานำพระปัจเจกพุทธเจ้าไปเรือน แล้วให้ประทับนั่ง บอกให้ภรรยาเศรษฐีทราบ ให้บรรจุภัตตาหารที่มีรสเลิศนานาชนิดให้เต็มบาตร แล้วได้ถวายพระองค์ไป. พระองค์ทรงรับภัตตาหารแล้ว ได้เสด็จออกจากนิเวศน์ของท่านเศรษฐี แล้วเสด็จดำเนินไปในระหว่างถนน. เศรษฐีกลับจากพระราชวังแล้ว เห็นพระองค์ ไหว้แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ได้รับภัตตาหารแล้วหรือ? ได้แล้วท่านมหาเศรษฐี พระองค์ตรัสตอบ. เศรษฐีนั้นแลดูบาตรแล้วไม่อาจให้จิตเลื่อมใสได้ คิดว่า ภัตตาหารของเรานี้ ทาสหรือกรรมกรทั้งหลายกินแล้วคงทำงานแม้ที่ทำได้ยาก น่าเสียดายหนอ! เราได้มีความเสื่อมเสียเสียทรัพย์สินแล้ว ดังนี้ ไม่สามารถทำอปรเจตนาให้บริบูรณ์ได้.
               ธรรมดาทาน เมื่อบุคคลสามารถทำเจตนาทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์เท่านั้น จึงจะมีผลมาก. ก่อนแต่ให้ทาน เราทั้งหลายจงเป็นผู้ใจดี แม้เมื่อให้ ก็จงเป็นผู้เต็มใจจริงๆ ครั้นให้แล้วก็ไม่สอดแคล้วอาลัยภายหลังเลย เพราะฉะนั้นแล คนหนุ่มคนสาวของเราทั้งหลาย จะไม่ตายคือไม่เสื่อมจากสมบัติ. คนก่อนแต่ให้ก็มีใจดี เมื่อกำลังให้ก็ให้จิตใจเลื่อมใส ครั้นให้แล้วก็ดีใจ นี่เป็นความถึงพร้อมแห่งบุญ.
               ขอถวายพระพรมหาบพิตร อาคันตุกเศรษฐีได้รับทรัพย์มาก เพราะปัจจัยที่ได้ถวายแก่พระตครสิขีปัจเจกพุทธเจ้า แต่ไม่อาจใช้สอยโภคทรัพย์ได้ เพราะไม่สามารถทำอปรเจตนา คือเจตนาดวงหลัง ให้ประณีตได้ ด้วยประการดังนี้แล.
               พระราชาทูลถามว่า ก็เหตุไฉนเขาจึงไม่ได้บุตร พระพุทธเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสตอบว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร แม้เหตุแห่งการไม่ได้บุตร เศรษฐีนั้นก็ทำไว้เหมือนกัน ถูกพระราชาทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเศรษฐีผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ เติบใหญ่แล้ว มารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว เมื่อตรวจตราดูสมบัติแล้ว จะมัดจิตใจน้องชายไว้ จึงให้สร้างโรงทานไว้ที่ประตูเรือน ให้มหาทานไป ครองเรือนไป.
               ต่อมาบุตรของท่านคนหนึ่ง ก็คลอดออกมา. ในเวลาลูกนั้นเดินได้ ท่านเห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นอานิสงส์ในการออกบวช จึงมอบสมบัติในเรือนทั้งหมดให้น้องชายพร้อมทั้งลูกเมีย ให้โอวาทว่า จงอย่าประมาท ให้ทานเป็นไปเถิด แล้วบวชเป็นฤาษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น แล้วอยู่ที่ท้องถิ่นป่าหิมพานต์.
               ฝ่ายน้องชายของท่านก็ได้ลูก ๑ คน. เขาเห็นเด็กนั้นเติบโตขึ้นจึงคิดว่า เมื่อลูกพี่ชายของเรายังมีชีวิตอยู่ สมบัติจักแบ่งเป็น ๒ ส่วน เราจักฆ่าบุตรของพี่ชายเสีย. จึงอยู่มาวันหนึ่ง เขาได้ฆ่าเด็กนั้นถ่วงน้ำ. ภรรยาของพี่ชายถามถึงลูกนั่นกะเขาผู้อาบน้ำแล้วมาว่า ลูกของฉันไปไหน? เขาตอบว่า มันเล่นน้ำในแม่น้ำ ต่อมาฉันค้นหามันก็ไม่พบ นางได้ร้องไห้แล้วนิ่งเฉย.
               พระโพธิสัตว์ทราบเหตุนั้น แล้วคิดว่า เราจักทำกิจนี้ให้ปรากฏ แล้วมาทางอากาศลงที่นครพาราณสี นุ่งห่มผ้าเรียบร้อยแล้ว ยืนที่ประตูเรือนของน้องชายนั้น ไม่เห็นโรงทานจึงคิดว่า แม้โรงทาน อสัตบุรุษคนนี้ก็ให้พินาศไปแล้ว. ฝ่ายน้องชายของท่านได้ทราบว่าท่านมาแล้ว ก็มาหาไหว้พระมหาสัตว์แล้วให้ขึ้นปราสาท ให้ฉันโภชนะอันประณีต. ในที่สุดแห่งภัตกิจฉันเสร็จ ท่านนั่งอย่างสบาย ถามว่า เด็กไม่ปรากฏ เขาไปไหนหนอ?
               ตายแล้วครับ ท่าน น้องชายตอบ.
               ตายด้วยเหตุอะไร ฤๅษีซัก.
               ผมไม่ทราบว่า ด้วยเหตุ ชื่อโน้น ในสถานที่เล่นน้ำ น้องชายตอบ.
               อสัตบุรุษเอ๋ย เจ้าไม่รู้หรือว่า กิจที่เจ้าทำไปแล้ว ปรากฏแก่ฉันแล้ว เจ้าฆ่าเด็กนั้นด้วยเหตุชั่วนี้ มิใช่หรือ? เราจักสามารถรักษาทรัพย์ที่กำลังสูญหายไป ด้วยอำนาจพระราชาเป็นต้น ได้หรือไม่หนอ? นกเขากับเจ้ามีอะไรที่ทำให้แตกต่างกัน ฤๅษีกล่าวตัดพ้อ.
               ลำดับนั้น มหาสัตว์ เมื่อจะแสดงธรรมแก่เขาด้วยพุทธลีลา จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
               นกชื่อว่ามัยหกะ นกเขาบินไปที่ไหล่เขาและซอกเขาเกาะต้นเลียบที่มีผลสุก ร้องว่าของกูๆ.
               เมื่อมันร้องอยู่อย่างนี้ ฝูงนกที่บินมารวมกัน พากันกินผลเลียบแล้วบินหนี มันก็ยังร้องอยู่นั่นเอง ฉันใด.
               บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน รวบรวมทรัพย์ไว้มากมาย ตนเองก็ไม่ได้ใช้สอยเลย ไม่มอบส่วนแบ่งแก่ญาติทั้งหลายด้วย.
               เขาไม่ใช้สอยผ้านุ่งผ้าห่ม ไม่รับประทานภัตตาหาร ไม่ทัดทรงดอกไม้ ไม่ลูบไล้เครื่องลูบไล้ ไม่ใช้อะไรสักครั้งเดียว และไม่สงเคราะห์ญาติทั้งหลาย
               เมื่อบ่นเพ้ออยู่อย่างนี้ว่า ของกู ของกู หวงแหนไว้ภายหลัง พระราชาบ้าง โจรบ้าง ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักบ้าง เอาทรัพย์ไป คนนั้นก็จะบ่นเพ้ออยู่นั่นแหละ
               ส่วนผู้มีปรีชาใช้เองด้วยสงเคราะห์ญาติทั้งหลายด้วย ด้วยการสงเคราะห์นั้น เขาจะได้รับเกียรติ ละโลกนี้ไปแล้วจะบันเทิงในสวรรค์.
               พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงธรรมแก่น้องชายอย่างนี้ แล้วก็ให้เขาทำโรงทานที่เขางดไป แล้วให้เป็นไปตามปกติ แล้วได้ไปยังแดนหิมพานต์ มีฌานไม่เสื่อมถึงแก่กรรมแล้ว ได้เข้าถึงพรหมโลก.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร อาคันตุกเศรษฐีไม่ได้บุตร ไม่ได้ธิดาเลย เพราะฆ่าบุตรพี่ชาย ด้วยเหตุดังนี้แล แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า
               น้องชายในครั้งนั้น ได้แก่ อาคันตุกเศรษฐี ในบัดนี้
               ส่วนพี่ชายได้แก่ เราตถาคต นั่นเอง.

               จบ อรรถกถามัยหกสกุณชาดกที่ ๕               
               -----------------------------------------------------