ว่าด้วย ช้าๆ จะได้พร้าสองเล่มงาม

คชกุมภชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๕. คชกุมภชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๔๕)

ว่าด้วยสัตว์เลื้อยคลานชื่อคชกุมภะ

             (อำมาตย์แก้วโพธิสัตว์กล่าวกับตัวคชกุมภะว่า)

             [๑๗๗] เจ้าตัวโยกเยก (เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายกระพองช้าง เมื่อจะเดินต้องโยกตัวก่อน หรือโยกตัวอยู่บ่อยๆ จึงเรียกตัวโยกเยก) เจ้ามีความเชื่องช้าอย่างนี้ คราวเมื่อไฟป่าไหม้ป่า เจ้าจะทำอย่างไร

             (ตัวคชกุมภะได้ฟังดังนั้น จึงตอบว่า)

             [๑๗๘] โพรงไม้และรอยแตกระแหงของแผ่นดินมีอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าพวกข้าพเจ้าหนีเข้าไปไม่ทัน พวกข้าพเจ้าก็ตาย

             (อำมาตย์โพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

             [๑๗๙] ผู้ใดในคราวที่ควรทำช้าๆ กลับทำงานอย่างเร็วพลัน ในคราวที่ควรทำอย่างรีบด่วน กลับทำอย่างเชื่องช้า ผู้นั้นย่อมหักราญประโยชน์ของตนเอง เหมือนคนแข็งแรงเหยียบใบตาลแห้ง

             [๑๘๐] ผู้ใดในคราวที่ควรทำช้าๆ ก็ค่อยๆ ทำงานอย่างช้าๆ ในคราวที่ควรทำรีบด่วน ก็รีบทำอย่างเร็วพลัน ประโยชน์ของผู้นั้นก็บริบูรณ์ เหมือนดวงจันทร์กำจัดความมืด ยังราตรีให้สว่างอยู่

คชกุมภชาดกที่ ๕ จบ

----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

คชกุมภชาดก

ว่าด้วย ช้าๆ จะได้พร้าสองเล่มงาม

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเกียจคร้านรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า ภิกษุนั้นเป็นกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถี แม้บวชถวายตนในพระศาสนา ก็ได้เป็นผู้เกียจคร้าน เหินห่างจากอุทเทสการเรียนพระบาลี การสอบถาม การโยนิโสมนสิการกัมมัฏฐาน และวัตรปฏิบัติกิจวัตรเป็นต้น เป็นผู้ถูกนิวรณ์ครอบงำ เป็นอยู่อย่างนั้นทุกอิริยาบถ มีการนั่งและการยืนเป็นต้น.
               ภิกษุทั้งหลายสนทนากัน ปรารภถึงความเกียจคร้านนั้นของเธอ ในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุชื่อโน้น บวชในพระศาสนาอันเป็นนิยยานิกะเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ยังเป็นผู้ขี้เกียจขี้คร้าน ถูกนิวรณ์ครอบงำอยู่.
               พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ภิกษุนี้ก็เป็นผู้เกียจคร้านเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้:-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์แก้วของพระเจ้าพาราณสีนั้น. พระเจ้าพาราณสีได้เป็นผู้มีพระอัธยาศัยเกียจคร้าน พระโพธิสัตว์คิดว่าเราจักให้พระราชาทรงรู้สึกพระองค์ จึงเที่ยวเสาะหาข้อเปรียบเทียบอย่างหนึ่ง.
               อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน อันหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จเที่ยวไปในพระราชอุทยานนั้น ทอดพระเนตรเห็นตัวกระพองช้างตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นสัตว์เกียจคร้านเฉื่อยช้า. เขาว่าสัตว์จำพวกนั้นเป็นสัตว์เฉื่อยช้า แม้จะเดินไปตลอดทั้งวัน ก็ไปได้ประมาณนิ้วหนึ่งหรือสองนิ้ว.
               พระราชาทรงเห็นดังนั้น จึงตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า สัตว์นั้นชื่ออะไร? พระมหาสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า สัตว์นั้นชื่อคชกุมภะตัวกระพองช้าง แล้วกราบทูลว่า ก็สัตว์เห็นปานนี้เฉื่อยช้าแม้จะเดินไปตลอดทั้งวัน ก็ไปได้เพียงนิ้วหนึ่งหรือสองนิ้วเท่านั้น
               เมื่อจะเจรจากับตัวกระพองช้างนั้น จึงกล่าวว่า ดูก่อนคชกุมภะผู้เจริญ พวกท่านเดินช้า เมื่อไฟป่าเกิดขึ้นในป่านี้ พวกท่านจะกระทำอย่างไร แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               ดูก่อนเจ้าตัวโยก ไฟไหม้ป่าคราวใด คราวนั้น เจ้าจะทำอย่างไร เจ้าเป็นสัตว์มีความบากบั่นอ่อนแออย่างนี้.
               ตัวคชกุมภะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               โพรงไม้และช่องแผ่นดิน (ระแหง) มีอยู่เป็นอันมาก ถ้าพวกข้าพเจ้าไปไม่ถึงโพรงไม้หรือช่องแผ่นดินเหล่านั้น พวกข้าพเจ้าก็ต้องตาย.
               คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ข้าแต่ท่านบัณฑิต ชื่อว่าการไปที่ยิ่งกว่านี้ของพวกข้าพเจ้าไม่มี ก็ในป่านี้มีโพรงไม้และช่องแผ่นดินอยู่เป็นอันมาก ถ้าพวกข้าพเจ้าไปไม่ทันถึงโพรงไม้หรือช่องแผ่นดินเหล่านั้น พวกข้าพเจ้าก็ต้องตาย คือว่าความตายเท่านั้นจะมีแก่พวกข้าพเจ้า.
               พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :-
               ในเวลาที่จะต้องทำช้าๆ ผู้ใดรีบด่วนทำเสียเร็ว ในเวลาที่จะต้องรีบด่วนทำ กลับทำช้าไป ผู้นั้นย่อมตัดรอนประโยชน์ของตนเอง เหมือนคนเหยียบใบตาลแห้งให้แหลกละเอียดไปฉะนั้น.
               ในเวลาที่จะต้องทำช้าๆ ผู้ใดทำช้า และในเวลาที่จะต้องรีบด่วนทำ ก็รีบด่วนทำ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์ เหมือนดวงจันทร์กำจัดมืดเต็มดวงอยู่ฉะนั้น.
               พระราชาได้ทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ตั้งแต่นั้นก็มิได้ทรงเกียจคร้าน.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               ตัวคชกุมภะในครั้งนั้น ได้เป็น ภิกษุเกียจคร้าน ในบัดนี้
               ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาคชกุมภชาดกที่ ๕               
               -----------------------------------------------------