ค่ำวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๗ ผมอยู่ที่โรงแรมเซนทารา ริเวอร์วิว เชียงใหม่    ได้รับโทรศัพท์และไลน์จากท่านรองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภามหาวิทยาลัยของ มทส. รศ. ดร. กองพล อารีรักษ์   ว่ามีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมเป็นนายกสภา มทส. ตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ เป็นต้นไป   เป็นการเข้าดำรงตำแหน่งแทน ศ. ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน  ตามวาระ ๒ ปี ที่เริ่มจากวันที่ ๒ ธ.ค. ๒๕๖๕   คือมีเวลาทำงาน ๕ เดือนเศษ   จบวาระวันที่ ๑ ธันวาคม ปีนี้ 

คนที่เข้ามาจับตัวผมเข้าไปรับการสรรหา คือ ดร. สัมพันธ์   กรรมการสภาและประธานคณะกรรมการสรรหา ที่คุ้นเคยกับผมดีมาก   ท่านขอร้องจนผมใจอ่อน    แต่ก็ติดขัดที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเต็มโควต้า ๓ แห่งอยู่แล้ว     ต้องไปปรึกษาท่านอธิการบดีสถาบันอาศรมศิลป์  รศ. ประภาภัทร นิยม ว่าผมควรลาออกจากนายกสภาสถาบันอาศรมศิลป์ ไปรับหน้าที่ที่มหาวิทยาลัยใหญ่ไหม   โชคดีที่ท่านใจกว้าง บอกว่าที่สถาบันอาศรมศิลป์ขอให้อยู่เป็นที่ปรึกษาก็ได้    เมื่อเสนอเรื่องไปรับการโปรดเกล้าฯ ใช้เวลาราวๆ ๕ เดือน   

วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ท่านอธิการบดี รศ. ดร. อนันต์ ทองระอา  กับท่านคณบดีคณะแพทยศาสตร์ รศ. นพ. สุธรรม ปิ่นเจริญ  ได้นัดพาทีมมาคุยด้วยที่กรุงเทพ    จึงได้รับทราบเรื่องราวของ มทส. บางเรื่อง ในมิติที่ลึก   ว่าควรมีการช่วยกันพัฒนาด้านใดบ้าง     

เท่ากับได้ใช้เวลาเตรียมตัวทำงานรับใช้วงการอุดมศึกษา ในอีกมิติหนึ่ง   เป็นโอกาสเรียนรู้การทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัยที่เกิดมาในสภาพที่อยู่นอกระบบราชการก่อนที่ผมจะไปทำงาน ผอ. สกว. เสียอีก คือมี พรบ. ก่อตั้งในปี ๒๕๓๓ 

เป็นการวกกลับไปทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัยใหญ่อีกครั้งหนึ่ง     หลังจากว่างเว้นไป ๖ ปี       

เมื่อศึกษาเรื่องราวของ มทส. เลาๆ แล้ว     ผมก็ตั้งแนวทางไว้ว่า สภา มทส. จะใช้เวลา ร้อยละ ๖๐ เพื่องานพัฒนา   ใช้เวลากับงานแก้ปัญหาไม่เกินร้อยละ ๔๐ 

วิจารณ์ พานิช          

 ๘ มิ.ย. ๖๗

ห้อง ๑๔๐๕ โรงแรมเซนทารา ริเวอร์ไวด์  เชียงใหม่