บทความเรื่อง Artificial Intelligence : Ethical Challenges in Research  เขียนโดย Prof. Hallvard Fossheim ศาสตราจารย์ด้านปรัชญา มหาวิทยาลัย Bergen นอร์เวย์   และเป็นบุคคลสำคัญด้านจริยธรรมการวิจัย และด้าน AI ของยุโรป    มีความลุ่มลึกน่าเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง       

สมัยนี้ ต้องสนับสนุนการใช้ AI  ช่วยงานวิจัย    โดยต้องสะท้อนคิดใหม่เรื่องจริยธรรมในการวิจัยเป็นระยะๆ    นี่คือเป้าหมายของบทความนี้       

จริยธรรมในการวิจัย เป็นเรื่องคุณภาพด้านจริยธรรมในกระบวนการวิจัย และในผลผลิตของการวิจัย    ผ่านการใคร่ครวญสะท้อนคิด และพฤติกรรมในการวิจัย    งานวิจัยที่มีจริยธรรมสูงดูได้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัย  ระหว่างนักวิจัยกับผู้เกี่ยวข้องหรือร่วมโครงการวิจัย   รวมทั้งดูได้จากผลกระทบต่อสังคมและต่อสิ่งแวดล้อม   

หลักการเดิม คำถามใหม่

หลักการสำคัญคือ ค่านิยมที่แท้ในงานวิจัย   ซึ่งเป็นเรื่องความสัมพันธ์ต่อโลก ๓ ประการ  (๑) เคารพบุคคล  (๒) ก่อผลดี (๓) เป็นธรรม (justice)    เมื่อคำนึงถึงเรื่องความสัมพันธ์ในระหว่างนักวิจัย เน้นที่ความมั่นคงในคุณธรรม (integrity) 

AI ไม่สั่นคลอนหลักการ   แต่ทำให้ต้องคำนึงถึงสถานการณ์ใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ที่นำสู่คำถาม มากกว่าคำตอบ

เคารพบุคคล

เครื่องมือสำคัญคือ ใบแสดงความยินยอม (informed consent)   ที่บุคคลลงนามให้ด้วยความสมัครใจโดยได้รับคำอธิบายจนเข้าใจแจ่มแจ้ง    แต่การทำงานของ AI ทำให้ได้ข้อมูลที่ซับซ้อนยิ่ง   ยากแก่การนำมาอธิบายให้คนเข้าใจแจ่มแจ้ง 

ก่อผลดี

การที่งานวิจัยก่อผลดีทั้งทางตรงและทางอ้อม    ไม่ก่อผลกระทบด้านก่อความเสียหาย    เป็นเรื่องที่ต้องระวังทั้งผลกระทบโดยตรง และผลกระทบในวงกว้าง   เมื่อใช้ AI ต้องระวัง Alignment Problem ที่ฝังอยู่ในมิติด้านเทคนิค   ที่ทำให้ AI กับมนุษย์เข้าใจไม่ตรงกัน    เรื่อง communicative alignment เป็นเรื่องต้องระวังสุดยอด   เพราะความเข้าใจผิดอาจนำสู่หายนะ 

เป็นธรรม

เน้นความเป็นธรรมภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม   หากผลการวิจัยก่อผลดีต่อคนกลุ่มหนึ่ง  แต่ทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งเสียเปรียบ งานวิจัยนั้นมีปัญหาด้านความเป็นธรรม    การใช้ AI มีโอกาสก่อปัญหานี้ได้ง่าย    หากใช้ AI ตรวจสอบพฤติกรรมคน   และเน้นที่คนบางลุ่ม อาจก่อปัญหาด้านเหยียดเชื้อชาติ (racist)       

ความไม่เป็นธรรมอาจซ่อนอยู่ลึกมาก ในข้อมูลที่ใช้ฝึก AI    ทำให้ AI มีความลำเอียงอยู่ภายใน โดยผู้ใช้ไม่ตระหนัก

ความมั่นคงในคุณธรรม

แต่ละสถาบันวิจัยมีการกำหนดแนวปฏิบัติด้านจริยธรรม  ทั้งในระดับการเรียนรู้ (อาจารย์-นักศึกษา)  และระดับการวิจัย (นักวิจัย และงานวิจัย)    แนวปฏิบัตินี้ต้อง “มีชีวิต” คือมีการปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป   แต่ก็ต้องมีความสากลพอที่จะใช้ได้ในระยะเวลาหนึ่ง    ไม่ใช่ต้องปรับปรุงทุกๆ สองสามสัปดาห์   

ที่สำคัญคือ การป้องกันการขโมยผลงาน (plagiarism)    โดยพึงตระหนักว่า เครื่องตรวจการลอกเลียนผลงานผ่านการตรวจถ้อยคำที่ใช้อยู่นั้น    จะตรวจจับผลงานของ AI ไม่ได้   

ผมมีความเห็นว่า ต้องนำแนวปฏิบัติดังกล่าวมาจัดการเชิงรุก ด้วยท่าทีเชิงบวก   เพื่อใช้แนวปฏิบัติดังกล่าวเป็นตัวหนุนความน่าเชื่อถือของผลงานวิจัยของสถาบัน    เอาชนะความสงสัยไม่มั่นใจของสาธารณชนได้ 

AI เป็นผู้ร่วมรายงาน (co-authorship) 

ผู้เขียนไม่แนะนำให้แสดงบทบาทของ AI โดยให้เป็นผู้ร่วมรายงาน   แต่เสนอให้ระบุในกิตติกรรมประกาศ (acknowledgement)   โดยอธิบายว่า  โดยทั่วไปการเป็นผู้รายงานผลงานวิจัยมีเป้าหมายเพื่อแสดงความวิริยะอุตสาหะ หรือความทรงปัญญาของผู้นั้น    อันจะส่งผลต่อการจ้างงานหรือได้ตำแหน่งงาน  หรือได้รับการเลื่อนตำแหน่ง    รวมทั้งต่อการได้รับทุนวิจัย   แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดของจริยธรรมเกี่ยวกับการเป็นผู้รายงานผลการวิจัย 

ที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การมีชื่อเป็นผู้รายงาน แสดงความรับผิดชอบ   AI ไม่สามารถรับผิดชอบได้  เพราะไม่เป็นบุคคล    ความรับผิดชอบต้องอยู่ที่มนุษย์   

จริยธรรมกับการเปลี่ยนแปลง

AI เปลี่ยนแปลงเร็วถึงเร็วมาก    แม้ตัวหลักการของจริยธรรมด้านการวิจัยไม่เปลี่ยนแปลง   แต่เราก็จำเป็นต้องสะท้อนคิดตีความหลักการใหม่อยู่เนืองๆ จากผลกระทบของ AI    เพื่อช่วยให้เกิดความคิดเชิงจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง   

ขอย้ำว่า การสะท้อนคิดตีความจริยธรรมด้านการวิจัย เป็นระยะๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของ AI เป็นสิ่งจำเป็น     หากต้องการธำรงจริยธรรรมของการวิจัยไว้ให้แน่นแฟ้น

วิจารณ์ พานิช

๓ มิ.ย. ๖๗