บทความเรื่อง The End of Reading บอกเราว่า การอ่านคือการกระตุ้นสมอง การอ่านเอกสารหรือหนังสือที่อ่านยากยิ่งเป็นเครื่องกระตุ้นสมองชั้นดี แต่ผมไม่เห็นด้วยกับที่เขาบอกว่าอ่านอะไรก็ได้ ขอให้อ่าน ผมมองว่า ต้องอ่านหนังสือดีๆ
ดังกรณีที่เขาแนะนำหนังสือ Never Enough : When Achievement Culture Becomes Toxic and What We Can Do About It (2023) ที่เหมาะสำหรับพ่อแม่ และคนในวงการศึกษา ให้เข้าใจความพอดีหรือสมดุลระหว่างความสำเร็จในการเรียน และในการทำงาน กับการผ่อนคลาย และการมีแวดวงสังคมที่ดี
นำผมสู่โจทย์วิจัยสังคมไทย ว่าตกอยู่ใต้ลัทธิความสำเร็จเพียงใด ความเครียดที่นำสู่โรคซึมเศร้าที่พบมากขึ้นมาจากสาเหตุนี้เพียงไร โดยน่าจะเน้นไปวิจัยในโรงเรียนมัธยมปลายขนาดใหญ่มีชื่อเสียง ที่ทั้งพ่อแม่และครูมักกดดันนักเรียนให้ต้องได้เกรดสูงๆ เพื่อเตรียมแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย
เรียนสนุก กับเรียนภายใต้แรงกดดันแตกต่างกัน นี่คืออีกโจทย์วิจัยด้านการศึกษาหรือการเรียนรู้ ว่าการศึกษาที่มีความสมดุลระหว่างความสำเร็จกับความสนุกหรือความสุขในการเรียน เป็นอย่างไรในสังคมและผู้เรียนยุคปัจจุบัน
ผมมีข้อสังเกตว่า “เรียนสนุก” ในมุมมองของครูและนักเรียนโดยทั่วไป กับมุมมองของผม แตกต่างกัน ผมมองว่า เรียนสนุกมี ๒ แบบ คือสนุกแบบผ่อนคลาย กับสนุกกับการได้เผชิญโจทย์ที่ท้าทายก่อความเคียดระยะสั้น และความปิติสุขจากการได้มีความสำเร็จจากความท้าทายนั้น การศึกษาต้องมีสมดุลระหว่างความสนุกสองแบบ
นิยามของ “ความสำเร็จ” ในการเรียน และในชีวิต ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ ผมสังเกตว่าสังคมไทยนิยามความสำเร็จในการเรียนว่าหมายถึงสอบได้คะแนนหรือเกรดสูงๆ โดยที่ข้อสอบเน้นสอบความจำหรืออย่างมากก็ความเข้าใจ ซึ่งเป็นระดับล่างๆ ของ บันได บลูม สภาพเช่นนี้ในสังคมไทย และในระบบการศึกษาไทย เป็นตัวบ่านทำลายความเข้มแข็งของประเทศไทยอย่างไม่รู้ตัว ผมคิดอย่างนี้ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด
ผมคิดว่า ความสำเร็จในการศึกษาหรือการเรียนรู้ ต้องเกิดการพัฒนาเด็ก เยาวชน และบุคคล ให้เป็น “คนเต็มคน” หรือคนที่พัฒนาครบทุกด้าน ทั้ง 3H – Head, Heart, Hand หรือครบ 21st Century Skills หรือครบ Future Skills ที่วงการศึกษาไทยบอกว่าพัฒนาครบทุกสมรรถนะ
เด็กและเยวชนสมัยนี้ ต้องฝึกตนให้มีทักษะและจริตด้านความร่วมมือช่วยเหลือกัน (collaboration) มากกว่ามุ่งแข่งขัน (competition) เพราะการเรียนแบบร่วมมือ (collaborative learning) ไม่ใช่การเรียนแบบแข่งขันแก่งแย่งแข่งดี (competitive learning) ที่จะพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่แท้ ที่พัฒนาสู่ศักยภาพสูงสุด พ่อแม่และครูต้องส่งเสริมให้ลูกหรือลูกศิษย์เรียนแบบร่วมมือช่วยเหลือเพื่อน
ที่จริงความสำเร็จที่สำคัญด้านจิตวิทยามนุษย์ คือการได้รับความยอมรับจากผู้อื่นว่าตนมีคุณค่า โดยที่แต่ละคนมีคุณค่าแตกต่างกัน การเรียนเก่งเป็นคุณค่าอย่างหนึ่ง แต่ก็มีคุณค่าด้านอื่นด้วย เช่นเล่นดนตรีเก่ง เล่นกีฬาเก่ง มีทักษะด้านศิลปะ เป็นคนอัธยาศัยดี เป็นต้น นี่คือหลักการของ Multiple Intelligence ที่พ่อแม่ และครูพึงตระหนักและนำมาใช้ในการพัฒนาลูกและศิษย์ เพื่อให้เด็กเกิดความมั่นใจในตนเอง เกิดการพัฒนาอัตลักษณ์ตัวตน (identity) ที่จะพัฒนาต่อเนื่องขึ้นสู่การมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ในชีวิต (purpose) และการมีความมั่นคงในคุณธรรม (integrity)
การหลง “ลัทธิมุ่งความสำเร็จ” แบบแคบในสังคมยุคปัจจุบัน นำสู่ความบิดเบี้ยวในการพัฒนามนุษย์ ก่อความเครียดในสังคม เพราะไม่เห็นคุณค่าของการที่มนุษย์เกิดมาแตกต่างกัน ไม่เคารพความแตกต่างหลากหลาย (human diversity) ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
ความแตกต่างหลากหลายเป็นความงาม และเป็นพลัง หากเราใช้เป็น
หนังสือบอกว่า คุณค่ามี ๒ แบบ คือคุณค่าภายนอก (extrinsic value) กับคุณค่าภายใน (intrinsic value) คุณค่าภายในมองเห็นยาก ผู้คนและสังคมจึงมักมองข้ามหรือละเลย การศึกษาควรทำหน้าที่ดึงคุณค่าภายในออกมาให้นักเรียนสนใจ และมุ่งพัฒนาคุณค่าทั้งสองอย่างสมดุลกัน คุณค่าภายในมองอีกมุมหนึ่งก็คือคุณธรรมหรือค่านิยม (values) ที่ดีนั่นเอง
วิจารณ์ พานิช
๕ มิ.ย. ๖๗
ประตู ๔๕ สนามบินดอนเมือง รอขึ้นเครื่องบินไปเชียงใหม่