โลลชาดก


ว่าด้วย โทษของความโลเล

โลลชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๔. โลลชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๗๔)

ว่าด้วยโทษของความโลเล

             (นกพิราบโพธิสัตว์เห็นกานั้นทอดถอนใจอยู่ เมื่อจะล้อเล่น จึงกล่าวว่า)

             [๗๐] นกยางอะไรนี่มีหงอน เป็นโจร มีเมฆเป็นปู่ (มีก้อนเมฆเป็นปู่ ในที่นี้หมายถึงนกยางทั้งหลายจะตั้งครรภ์ (มีไข่) ได้ ต้องได้ยินเสียงเมฆครางกระหึ่มเสียก่อน จึงตั้งครรภ์ได้) แม่นกยาง เจ้าจงลงมาข้างล่างนี้เถิด กาสหายของเราเป็นสัตว์ดุร้าย

             (กาได้ฟังดังนั้น จึงตอบว่า)

             [๗๑] เรามิใช่นกยางมีหงอนหรอก เราเป็นกาโลเล ไม่เชื่อฟังคำของท่าน ท่านจงมาดูเถิด เรากลายเป็นกามีขนเกรียนไปแล้ว

             (พระโพธิสัตว์กล่าวว่า)

             [๗๒] เพื่อนเอ๋ย เจ้าจักประสบความชั่วร้ายเช่นนี้อีก เพราะปกติของเจ้าเป็นเช่นนั้น อาหารของมนุษย์เป็นของที่นกไม่ควรกิน

โลลชาดกที่ ๔ จบ

--------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

โลลชาดก

ว่าด้วย โทษของความโลเล

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภภิกษุโลเลรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นผู้ถูกนำมายังโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนภิกษุ เธอเป็นผู้โลเลในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน เธอก็ได้เป็นผู้โลเลมาแล้ว และได้ถึงความสิ้นชีวิตไปเพราะความเป็นผู้โลเล แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ก็ได้เป็นผู้เสื่อมจากที่สถานที่อยู่ของตน ก็เพราะอาศัยเธอ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พ่อครัวในโรงครัวของเศรษฐีในพระนครพาราณสี ตั้งกระเช้าสำหรับเป็นรังนกไว้ เพื่อต้องการบุญ.
               ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกพิราบ สำเร็จการอยู่ในกระเช้าที่เป็นรังนั้น. ลำดับนั้น กาโลเลตัวหนึ่งบินมาทางชายโรงครัว ได้เห็นปลาและเนื้อชนิดแปลกๆ มีประการต่างๆ ถูกความอยากครอบงำ คิดอยู่ว่า เราอาศัยใครหนอ จึงจะได้โอกาสกินปลาและเนื้อ เมื่อกำลังคิดก็ได้เห็นพระโพธิสัตว์ จึงตกลงใจว่า เราอาศัยนกพิราบผู้นี้ จะอาจได้โอกาส จึงในเวลาพระโพธิสัตว์นั้นไปป่าหากิน ก็ติดตามไปข้างหลังๆ.
               ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์กล่าวกะกานั้นว่า ดูก่อนกา เรามีสิ่งอื่นเป็นเหยื่อ ท่านก็มีอีกสิ่งหนึ่งเป็นเหยื่อ เพราะเหตุไร? ท่านจึงเที่ยวติดตามเรา.
               กากล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าชอบใจกิริยาของท่าน แม้ข้าพเจ้าจะเป็นผู้มีเหยื่อไม่เหมือนกับท่าน ก็ปรารถนาจะอุปัฏฐากท่าน. พระโพธิสัตว์ก็ยอมรับ กานั้นทำทีเที่ยวหากินเหยื่ออย่างเดียวกันในที่เที่ยวหากินร่วมกับพระโพธิสัตว์ ทำล้าหลังแล้วเจาะกองโคมัยแล้วเคี้ยวกินสัตว์ตัวเล็กๆ จนเต็มท้องแล้วเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ แล้วพูดว่า ท่านเที่ยวหากินตลอดกาลประมาณเท่านี้ การรู้ประมาณในโภชนะ ย่อมสมควรมิใช่หรือ มาเถอะท่าน เราจะได้ไปในเวลายังไม่เย็นเกินไป. พระโพธิสัตว์ได้พากานั้นไปยังสถานที่อยู่.
               พ่อครัวคิดว่า นกพิราบของเราพาสหายมา จึงตั้งกระเช้าแกลบไว้ในที่แห่งหนึ่งสำหรับกา. ฝ่ายกาอยู่โดยทำนองนั้นนั่นแล ๔-๕ วัน ครั้นวันหนึ่ง คนทั้งหลายนำปลาและเนื้อเป็นอันมากมาให้ท่านเศรษฐี. กาเห็นดังนั้น ถูกความโลภครอบงำ นอนทอดถอนใจตั้งแต่เวลาใกล้รุ่ง. ครั้นในวันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์กล่าวกะกาว่า มาเถอะสหาย เราพากันหลีกไปหากินเถิด. กากล่าวว่า ท่านไปเถอะ ข้าพเจ้ามีโรคอาหารไม่ย่อย.
               พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนสหาย ธรรมดาโรคอาหารไม่ย่อย ย่อมไม่มีแก่พวกกาเลย เพราะมาตรว่าไส้ประทีปที่กินเข้าไป จะอยู่ในท้องของพวกท่านเพียงครู่เดียว ทุกๆ อย่างพอสักว่ากลืนกินไปเท่านั้นย่อมย่อยไปหมด ท่านจงกระทำตามคำของเรา ท่านอย่าได้ทำอย่างนี้ เพราะได้เห็นปลาและเนื้อ.
               กากล่าวว่า ข้าแต่นาย ท่านพูดอะไรอย่างนั้น สำหรับข้าพเจ้ามีความสงสัยว่าอาหารไม่ย่อยจริงๆ พระโพธิสัตว์ให้โอวาทกานั้นว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงอย่าเป็นผู้ประมาท แล้วหลีกไป.
               ฝ่ายพ่อครัวจัดแจงปลาและเนื้อชนิดต่างๆ เสร็จแล้ว เมื่อจะชำระล้างเหงื่อออกจากร่างกาย จึงได้ไปยืนอยู่ที่ประตูครัว. กาคิดว่า เวลานี้เป็นเวลาควรจะเคี้ยวกินเนื้อ จึงบินไปจับอยู่เหนือจานสำหรับปรุงรส. พ่อครัวได้ยินเสียงกริ๊ก จึงเหลียวมาดู แลเห็นกา จึงเข้าไปจับมันมาถอนขนหมดทั้งตัว เหลือเป็นหงอนไว้บนหัว แล้วบดขิงกับพริกเป็นต้นเคล้ากับเปรียง ทาทั่วตัวกานั้น พลางกล่าวว่า เจ้าจะทำปลาและเนื้อของท่านเศรษฐีของพวกเราให้เป็นเดน แล้วโยนทิ้งลงในกระเช้าที่ทำเป็นรัง เวทนาแสนสาหัสเกิดขึ้น.
               พระโพธิสัตว์กลับมาจากที่หากิน เห็นกานั้นทอดถอนใจอยู่
               เมื่อจะทำการล้อเล่น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               นกยางตัวนี้ ไฉนจึงมีหงอน เป็นโจรลอบเข้ามาอยู่ในรังกา ผู้มีเมฆเป็นบิดา. ดูก่อนนกยาง ท่านจงมาเสียข้างนี้เถิดกาผู้สหายของเรา เป็นผู้ดุร้าย.
               กาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               ข้าพเจ้าไม่ใช่นกยางที่มีหงอน ข้าพเจ้าเป็นกาเหลาะแหละ ไม่เชื่อฟังคำของท่าน ท่านกลับมาแล้วจงดูเราเป็นผู้มีขนลุ่นนี้เถิด.
               พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
               ดูก่อนสหาย ท่านจะได้รับทุกข์อีก เพราะว่าปกติของท่านเป็นเช่นนั้น แท้จริง เครื่องบริโภคของมนุษย์ ไม่ควรที่นกจะบริโภค.
               ก็แหละพระโพธิสัตว์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงกล่าวว่า ตั้งแต่นี้ไป เราไม่อาจอยู่ในที่นี้ ครั้นกล่าวแล้วก็ได้บินไปในที่อื่น ส่วนกานอนถอนใจตายอยู่ในที่นั้นเอง.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงทรงประกาศอริยสัจ ๔ แล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบอริยสัจ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในอนาคามิผล.
               กาโลเลในคราวนั้น ได้เป็น ภิกษุโลเล ในบัดนี้
               ส่วนนกพิราบ คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาโลลชาดกที่ ๔               
               -----------------------------------------------------          

 

หมายเลขบันทึก: 718733เขียนเมื่อ 9 กรกฎาคม 2024 04:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 กรกฎาคม 2024 04:42 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆจำนวนที่อ่าน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท