สอนเสวนา ครูรัก(ษ์)ถิ่น ๒. วันแรก ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๗ 


  

วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๗   ผมเดินทางถึงโรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด  สถานที่พัก และสถานที่จัดประชุมปฏิบัติการ เวลา ๘.๓๐ น.  รีบกินอาหารเช้าแล้วไปที่ห้องประชุมใหญ่ ที่มี นศ. กลุ่มหนึ่งเข้ากิจกรรม    กิจกรรมนี้แยกเป็น ๓ ห้องพร้อมๆ กัน    เพื่อให้เป็นกิจกรรมกลุ่มละ ๒๐ กว่าคน    ห้องที่ผมไปสังเกตการณ์มี นศ. ๒๕ คน      

ดังกล่าวแล้ว ว่าผมมุ่งไปสังเกตพฤติกรรมของ นศ. ครูรัก(ษ์)ถิ่น   

การเปิดใจและสะท้อนคิด      

เห็นชัดเจนจากกิจกรรมว่า นศ. มีการเปิดใจ และจริงใจ ในวง    รวมทั้งตอนสะท้อนคิด ก็สะท้อนคิดเชื่อมโยงสู่การทำหน้าที่ครูได้ดีอย่างยอดเยี่ยม   

สิ่งที่ผมแปลกใจคือ ไม่มีคนคิดแบบที่ผมคิดตอนเป็นวัยรุ่นหรือกำลังเรียนปริญญาตรีเลย    ผมใฝ่ฝันอยากเป็นคนที่ทำประโยชน์ได้มากๆ   อ่านหนังสือเกี่ยวกับบุคคลสำคัญของประเทศและของโลก แล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า ตัวเราพอจะพยายามฝึกฝนตนเองให้เป็นคนมีประโยชน์ในระดับรองๆ ลงมาได้บ้างไหม    ผมสงสัยว่าในกลุ่ม นศ. ครูรัก(ษ์)ถิ่นมีใครที่ใจหมกมุ่นอยู่กับความสำเร็จในการเป็นครูที่สร้างการเปลี่ยนขาดให้แก่ระบบการศึกษาไทยบ้างหรือไม่   

การสะท้อนคิดตีความคุณค่าของกิจกรรมที่ได้ฝึก สู่การประยุกต์ใช้ในชั้นเรียน มีความลุ่มลึกดีมาก   

กฎของการพูดคุยที่ดี

ผมจ้องสังเกตว่า นศ. ได้อะไรจากกิจกรรมช่วงนี้    ที่เป็นกิจกรรมทำความเข้าใจกฎ ๑๑ ข้อของการพูดคุยที่ดี คือ  

 

 

กิจกรรมตอน stress testบีบบังคับให้พูดในแนวทางที่ไม่สอคคล้องกับความเชื่อของตนเอง  น่าจะเป็นประสบการณ์ที่นำมาสะท้อนคิดได้มาก    โดยเมื่อเข้าสังเกตพฤติกรรมของ นศ. ในกลุ่ม ก็เห็นท่าทางฝืนใจพูด   และตีบทไม่แตก    แต่ก็มี นศ. บางคนที่คล่อง    ตอนนี้ คำถามของ Fa ตอนสะท้อนคิดมีความสำคัญมาก     

สิ่งที่ผมเห็นคือ นศ. มีทักษะการพูดเชิงโต้แย้ง หรือเพิ่มเติมจากที่ผู้อื่นเสนอ แตกต่างกันมาก    บางคนคล่อง หลายคนพูดได้เพียงสองสามคำ และการเชื่อมต่อเรื่องราวก็ไม่ลื่นไหล   

สื่อสารการจินตนาการเรื่องราวจากภาพ

กิจกรรมช่วงบ่าย ดูหนังสือหน้าเดียว แล้วตีความเรื่องราวทั้งหมด ร่วมกันในกลุ่ม    เป็นการฝึก dialogic thinking อีกรูปแบบหนึ่ง         

ประสานความคิด (inter-thinking)

กิจกรรมช่วงเย็น    เป็นการฝึก inter-thinking ตามแนวทางของ OracyCambridge ที่ใช้การพูดหรือวัจนะภาษา เป็นเครื่องมือประสานความคิด    เพื่อเข้าใจหลักการ inter-thinking ให้ชัดเจนและลึกยิ่งขึ้น ผมลองถามคุณ เจมิไน ณ กูเกิ้ลว่า What are key points in the book "Littleton, K. & Mercer, N. (2013) Interthinking: putting talk to work. Abingdon, UK: Routledge? Are they still relevant today? What are irrelevant points? What are applications in everyday life?    ได้ความรู้มาก ว่า inter-thinking เป็นเครื่องมือพัฒนาทักษะ critical thinking  และทักษะ collaborative problem-solving   ผ่านการใช้คำพูดหรือภาษาพูดที่เหมาะสมถูกต้อง 

ถามคุณโคไพล็อต ณ ไมโครซอฟท์  และคุณ แชตจีพีที ก็ได้คำตอบคล้ายกัน    ผมตีความว่า คนเราต้องฝึกพูดประสานความคิด เพื่อเพิ่มพูนปัญญา    และสร้างปัญญารวมหมู่     

ผมแปลกใจมาก ที่ทีม นศ. กลุ่มละ ๕ คน คิดคุณลักษณะของมหาวิทยาลัยที่ดี ๑๐ ข้อได้อย่างยากเย็น     

เสวนากับคุณ Paul Collard

 คุณ Paul มาหารือเรื่อง (๑) การจัด Follow-up workshop แก่บัณฑิตครูรักษ์ถิ่นรุ่นแรกที่ออกไปทำงานแล้ว    (๒) การจัดการประชุมปฏิบัติการการสอนพหุภาษา แก่ นศ. ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น ๒  (๓) การจัดการประชุมปฏิบัติการ ๓ ชุด (Active Learning, Dialogic Teaching, Multilingual Teaching) แก่ นศ. ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น ๓  (๔) การลดบทบาทคุณ Paul เป็นผู้ฝึก/โค้ช Facilitator ไทย ไม่ต้องรับผิดชอบการจัดการประชุมปฏิบัติการ ที่ทีมไทยรับทำเอง    รวมทั้งยุให้ผมเขียนหนังสือเรื่อง Value-Based Education ด้วย     

สรุปข้อเรียนรู้ของวัน 

ผมสรุปข้อประทับใจว่า นศ. ครูรัก(ษ์)ถิ่น ในห้องที่ผมเข้าสังเกต มีความสามารถในการสะท้อนคิดข้อเรียนรู้จากกิจกรรม สู่การประยุกต์ใช้ที่โรงเรียนปลายทางดีมาก   

ข้อประทับใจข้อที่ ๒ คือ นศ. มีความจริงใจและเปิดใจสูงมาก   

วิจารณ์ พานิช

๒ พ.ค. ๖๗ 

ห้อง  ๑๐๐๓ โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด เชียงใหม่   

    

หมายเลขบันทึก: 718508เขียนเมื่อ 11 มิถุนายน 2024 16:43 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 มิถุนายน 2024 16:43 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท