สมัยยังเด็กและเป็นวัยรุ่น ผมเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าวิชาหมอดูหรือวิชาพยากรณ์ต่างๆ เป็นวิชาที่คนบางคนเอาไว้ทำมาหากิน หลอกลวงเอาเงินผู้มาดูให้เชื่อถือสะเดาะเคราะห์หามยามร้าย บางครั้งก็เยินยอผู้ดูจนเคลิบเคลิ้มตามหมอดูว่าตัวเองเป็นผู้มีบุญ เกิดมาจะทำให้พ่อแม่ญาติพี่น้องพึ่งได้ ตอนนั้นคิดว่าชาวบ้านต่างเชื่อหมอดูมากไป จนทำให้พ่อแม่มีอคติต่อลูกบางคนจนเด็กมีปมด้อยไปนานพอสมควร ผมเองก็ได้รับการทำนายทำนองนั้น ว่าเป็นเด็กที่จะไม่มีวันประสบความสำเร็จในชีวิต เรียนหนังสือก็ไม่เก่ง สู้พี่น้องบางคนไม่ได้
แต่พอเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เป็นครู ได้ออกไปพบปะผู้คนและสังคมหลากหลายวงการมากขึ้น ทำให้พบเจอบุคคลที่ทำนายได้แม่นยำหลายครั้งหลายครา ทั้งๆที่ไม่เคยพบปะกันมาก่อน และในที่สุดผมก็ต้องมาเรียนวิชาหมอดูจนได้ เมื่อเป็นครูเด็กชอบมาชวนคุย และซักถามถึงอนาคตเพราะคิดว่าคนเป็นครูต้องรอบรู้สารพัด ช่วงแรกก็แค่ลองทำนายเล่นๆ จากเลข 7 ตัว และกราฟชีวิต จากหนังสือตำราพรหมชาติที่แพร่หลาย ซึ่งสามารถทายได้ตรงหลายเรื่อง ส่วนมากคำทำนายแบบเลข ๗ ตัว มักกว้างคลุมเครือ ไม่เจาะจง ต่อมาผมรู้จักวิธีการทำนายแบบโหราศาสตร์ จากพ่อของลูกศิษย์คนหนึ่งที่ จ.กำแพงเพชรแนะนำ ตอนนั้นยังไม่ได้สนใจนัก จึงพอรู้แบบผ่านๆ มาเริ่มสนใจบ้างเมื่อไปอยู่ที่ จ.ประจวบฯ ได้ยินชื่อเสียงว่าหลวงพ่อเปี่ยม วัดเกาะหลักเป็นโหรที่ทำนายได้แม่นยำมาก คนนับถือมาก กุฎิที่ไปพักอาศัยเดิมเป็นกุฎิของหลวงพ่อเปี่ยม จึงทำให้ยังมีหนังสือโหราศาสตร์หลงเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง ได้อ่านจนหมดตู้ก็ยังไม่รู้จักวิธีการทำนายอยู่นั่นแหละ เพราะอ่านๆไป ทำไมเคล็ดลับมากมายจัง พลอยสับสนพอสมควร ได้แค่ความรู้ทางด้านโหราศาสตร์เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่การทำนายยังไม่ได้หลัก และไม่เป็นโล้เป็นพาย
ปลายปี 2529 ก็จำต้องยอมหันมาเรียนและศึกษาโหราศาสตร์อย่างจริงจัง หลังกลับจากไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ได้เข้าไปกราบหลวงพ่อ ท่านถามว่าไปเรียนอะไรมา ตอบท่านว่าไปเรียนด้านจิตวิทยา ท่านถามว่าจิตวิทยาคืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง ได้กราบเรียนท่านอย่างละเอียด พอตอบท่านเสร็จ ท่านโยนหนังสือโหราศาสตร์ของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร แล้วบอกว่าไปศึกษาให้เข้าใจ เมืองไทยวิชานี้ได้ประโยชน์กว่าวิชาจิตวิทยาของฝรั่ง แต่ด้วยความมีอคติต่อวิชาโหราศาสตร์ ไม่ยอมรับ ไม่เชื่อถือ จึงพยายามแย้ง(เถียง)ท่านไปต่างๆนาๆ ว่าจิตวิทยาเขากว่าจะสรุปเป็นทฤษฎีได้ เขาผ่านการทดลองมาแล้วหลายครั้ง ทั้งผมได้ยกพุทธพจน์ที่ตำหนิวิชาโหราศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชามาสนับสนุนความคิดเห็นของผม ท่านคงรำคาญความโง่เขลาและทิฏฐิของผม จึงให้ผมบอกวันเดือนปีและเวลาเกิด แล้วท่านก็ทำนายเหตุการณ์ชีวิตผมตั้งแต่เด็กว่าเกือบตาย 2 ครั้ง เพราะตกต้นไม้กับตกน้ำ ออกบวชเณรเพราะชอบวิชาคาถาอาคม และคิดว่าพ่อแม่รังเกียจ ได้เรียนปริญญาตรี-โท-เอกเพราะอะไร ตอนไปเรียนที่สหรัฐเกือบเรียนไม่จบ เพราะป่วยปวดศีรษะ (ผมป่วยเป็นไมเกรน+ภูมิแพ้จากอากาศที่หนาวเย็นและพรมที่อับชื้น ทำให้เยื่อยุจมูกอักเสบ เลือดกำเดาไหลทุกวัน อาศัยสวดมนต์ไหว้พระ และอธิษฐานขอพรจากการสวดชินบัญชรเช้าเย็นทุกวัน จึงพอถูลู่ถูกังจนผ่านมาได้ ฯลฯ) ผมจนกับคำทำนายที่แม่นยำของหลวงพ่อจนเถียงไม่ออก ภายหลังถึงทราบว่าหลวงพ่อมีความรู้ทางโหราศาสตร์อย่างสูง ท่านศึกษาเรียนรู้โหราศาสตร์ตามแนวของรัชกาลที่ 4
ท่านบอกว่า ถ้ายังไม่เบื่อโลกหรือมุ่งที่จะไปนิพพานโดยตรง การเรียนโหราศาสตร์ย่อมไม่ใช่เดรัจฉานวิชา แต่เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านทั่วไปที่ไม่รู้จักตัวเอง และช่วยเหลือชาวบ้านที่ต้องการที่พึ่งยามมีภัยอันตรายได้ แต่…ถ้าจิตใจมุ่งมั่นจะไปนิพพาน ก็ควรออกไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ห้ามสนใจเรียนรู้วิชาต่างๆ ของชาวโลก เพราะวิชาของโลกทุกวิชา รวมวิชาโหราศาสตร์ หรือวิชาหมอดูต่างๆ “ล้วนเป็นเดรัจฉาน” ของนิพพานทั้งสิ้น
ท่านชี้แนะว่าโหราศาสตร์ที่แท้จริงน่ะ มันเกี่ยวข้องกับการเวียนว่ายตายเกิด กฏแห่งกรรม การเกิดมาเพื่ออะไรในแต่ละชาติ อะไรที่เรายังติดข้องค้างคาอยู่บ้าง และเราเกิดมาเพื่อพัฒนาชีวิตตนเองในด้านอะไร แต่ต้องศึกษาดวงดาวที่ปรากฏในดวงชะตาให้เข้าใจถ่องแท้ เพราะดวงดาวในดวงชะตาเหล่านี้ คือ การสะท้อนให้เห็นภาพวิถีชีวิต ไม่ใช่ดวงดาวมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต (ตามแนวหนังสือ “โลกธาตุ” ของพระสารประเสริฐ) ท่านอธิบายถึงคำว่าโหรคืออะไร และยกตัวอย่างคำทำนายบุคคลและบ้านเมืองหลายเรื่อง สุดท้ายท่านจึงสั่งด้วยความเมตตาถึงความโง่เขลาของผมว่า “ให้เวลา 6 เดือน ไปอ่านตำราโหรเท่าเล่มเกวียน จนเหลือฝ่ามือเดียว” และบอกผมว่า ผมไม่สามารถเรียนรู้โหราศาสตร์จากใครได้ เพราะผมเป็นคนชอบซักถามถึงหลักการเหตุผล และที่ไปที่มาของสูตร หรือ เทคนิค หรือเกร็ดพยากรณ์ (ทำนองคนขี้สงสัยและเถียงหาเหตุผลและหาข้อสรุปเกินไป) ครูผู้สอนท่านจะรำคาญ ต้องเรียนรู้จากตำรับตำราและหนังสือโหรของคนต่างๆ แล้วสรุปด้วยตนเอง เพราะ…การเรียนโหราศาสตร์จากใคร ต้องเชื่อถือยอมรับหลักการเหตุผลและการสอนของท่านผู้นั้น แนวใครแนวมัน เคล็ดลับก็ของใครของมัน ใช้ร่วมกับแนวอื่นไม่ได้ หรือจะใช้เหตุผลตามหลักโหราศาสตร์ดั้งเดิมมาตัดสินสรุปวิธีทายของใครไม่ได้
รุ่งขึ้นผมไปเวิ้งนาครเกษม และสมาคมโหรทั้งวัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชนัดดา และอีกหลายที่ กวาดซื้อตำราโหราศาสตร์ทุกเล่มได้หนังสือมา ๔๐๐ กว่าเล่ม รวมปฏิทินโหรของนายทองเจือ อ่างแก้ว และปฏิทินโหรของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร หมดเงินไปประมาณหมื่นกว่าบาท อ่านไปได้สักพัก หลวงพ่อก็บอก ให้ไปหาวัดที่เงียบๆอ่าน แถวด้านเหนือของหัวหิน ผมจึงไปขออาศัยวัดไกลกังวล อ.หัวหินพักอาศัย เมื่อไปอยู่ถึงรู้ว่าท่านพระครูอดุลบรรณสาร เจ้าอาวาสวัด ท่านก็เป็นโหรองค์หนึ่ง ท่านเคยศึกษาโหราศาสตร์แนวทางของหลวงพ่อเปี่ยม วัดเกาะหลัก จ.ประจวบมาก่อน เหมือนกับว่าหลวงพ่อของผมท่านจะรู้ทางเดินของผม (ตอนหลังผมกลับไปถามหลวงพ่อ ท่านบอกว่าท่านไม่รู้จักพระครูอดุลบรรณสารหรอก แต่ท่านทายตามดวงจรช่วงนั้น)
ผมก็เริ่มเอะใจว่า โหราศาสตร์ทำไมสามารถทำนายได้เจาะจงขนาดนี้เชียวหรือ ตอนนั้นพอสงสัยอะไรบางอย่างก็กราบเรียนถามท่านพระครูได้เสมอ ท่านก็อดทนอธิบายให้ฟัง จนพอเข้าใจหลักการของโหรบ้าง แต่ก็ยังสับสนกับวิธีการทำนายตามหนังสือของสำนักของอาจารย์ต่างๆ ที่มีมากไม่เหมือนกัน และพิสดารต่างกันออกไป เช่น แนวของอาจารย์สิงห์โต สุริยาอาลักษณ์, แนวคัมภีร์โบราณของหลวงวิศาลดรุณกร, แนวของอาจารย์แฉล้ม เลี่ยมเพชรรัตน์, แนวผสมเรือน ของอาจารย์ประทีป อัครา, โหร ๑๐ ลัคน์ ของอาจารย์อรุณ เทศถมทรัพย์, แนวของ พ.อ.ประจวบ วัชรปาณ, แนวของ พ.อ.เอื้อน มณเฑียรทอง, แนวของ ร.ต.อ.เปี่ยม บุณยะโชติ, แนวของอาจารย์จรัญ พิกุล, แนวของคุณยอดธง ทับทิวไม้, แนวของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร, แนวของหลวงวุฒิรณพัสดุ์, แนวของสำนักวัดราชประดิษฐ์, แนวของสมาคมโหร วัดบวร, แนวของสมเด็จพระสังฆราช(อยู่) วัดสะเกศ ฯลฯ
นอกจากผมซื้อหนังสือตำราโหราศาสตร์แล้ว ยังซื้อตำราหมอดูทุกชนิด ทั้งลายมือ, กราฟชีวิต, โอเรกุรัม, ไพ่, โหงวเฮ้ง, ฮวงจุ้ย ฯลฯ และวารสาร/นิตยสารโหราศาสตร์รวมเล่มย้อนหลังหลายปีไปศึกษาด้วย ยิ่งอ่านมากยิ่งงงยิ่งสับสนมากขึ้น ไปๆมาๆ ยิ่งอ่าน ความรู้จะมากกว่าเล่มเกวียนเสียแล้ว ไม่มีทางเหลือเท่าฝ่ามือเดียวทัน 6 เดือนได้แน่
หลังจากผมได้ “รู้หลัก” โหราศาสตร์ไทย และวิธีการทำนายบ้างแล้ว ก็ยังไม่ทราบว่าจะใช้แนวทางการทำนายของใครเป็นหลัก เพราะวิธีการทำนายของทุกท่านต่างก็มีหลายคนออกมายืนยันว่าแม่นยำด้วยกัน ผมจึงใช้ดวงเกิดของผมเป็นหลัก (ดวงครู) โดยผูกดวงตามปฏิทินสุริยาตร์ของอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว ที่เน้นภพ-เรือนคงที่ แล้วใช้วิธีการทำนายและเกร็ดพยากรณ์ของแต่ละท่านมาทำนาย ซึ่งวิธีการทำนายของแต่ละท่านก็มีส่วนถูกต้อง ตรงแม่นยำในบางเหตุการณ์ของชีวิต แต่ไม่ตรงถูกต้องทุกเหตุการณ์ ครั้งแรกก็คิดว่าตัวผมยังไม่รู้ลึกซึ้ง และหนังสือโหราศาสตร์ของแต่ละท่าน คงไม่ได้เปิดเผยวิธีการทำนายไว้หมดทุกอย่าง คงมีการปิดบังเคล็ดลับสุดยอดไว้แน่ แต่เมื่ออ่านจากบทความของเหล่าอาจารย์โหราศาสตร์เขียนลงในนิตยสารโหราศาสตร์ มักจะทำนายหลังเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว จึงบอกว่าเป็นเพราะดาวดวงนั้นดวงนี้ทำเกณฑ์ หรือเสวยอายุจร ที่จะทำนายอนาคตอย่างเจาะจงแล้วแม่นยำเกิน ๒๐ % แทบจะไม่มีเลย มีแต่เขียนแบบคลุมเครือให้คนอ่านตีความไปเอง
เมื่อผมใช้ดวงตัวเองทดสอบวิธีการพยากรณ์ของโหราศาสตร์ทุกสำนัก ก็พบว่าไม่มีวิธีการพยากรณ์ของสำนักใดสามารถทำนายได้ถูกต้องแม่นยำทุกเหตุการณ์ แต่ถึงไม่มีสำนักใดมีวิธีการทำนายที่สมบูรณ์แบบ ส่วนตัวผมกลับเริ่มเชื่อมั่นว่าความรู้และหลักโหราศาสตร์ของไทยแต่โบราณมีคุณค่าพอที่จะศึกษาให้เข้าใจและใช้ประโยชน์ได้จริง วันหนึ่งอ่านบทความที่มีหลายคนตั้งข้อสงสัยและข้อสังเกตเกี่ยวกับดวงดาวตามปฏิทินโหรศาสตร์แบบสุริยาตร์ เช่น พระยาบริรักษ์เวชชการ และได้ไปอ่านหนังสือแนวทางการศึกษาโหราศาสตร์ของ พ.ต.ท. ประสิทธิ์ ลีละยูวะ นายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทย คนที่ 8 เขียนไว้ จึงฉุกคิดตามนั้นว่าเป็นไปได้ไหมที่ปฏิทินดวงดาวตามสูตรคำนวณเดิมจะคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามความจริงที่เห็นด้วยตาบนท้องฟ้าในปัจจุบัน ทำให้จึงไม่สามารถใช้หลักพยากรณ์์ของเกจิอาจารย์ต่างๆ และกฎเกณฑ์ตามตำราโหราศาสตร์ไทยแต่โบราณมาทำนายให้แม่นยำได้ ผมจึงลองใช้ปฏิทินดาราศาสตร์ไทยของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ที่จัดทำขึ้นตามการคำนวณตำแหน่งดาวระบบดาราศาสตร์สากล แล้วตัดอายนางศะ แบบนิรายนะวิธี (Fixed Zodiac) ของลาหิรี วิธีนี้มีความแตกต่างตรงที่การหาลัคนาและภพเรือน ซึ่งกำหนดค่าแต่ละเรือนไม่เหมือนกับปฏิทินสุริยาตร์ ผูกดวงผมขึ้นมาแล้วทำนายเรื่องราวตามลัคนาและดาวต่างๆ ก็พบว่าสามารถทำนายเหตุการณ์ชีวิตของผมที่ผ่านมาได้แม่นยำมากขึ้น และเมื่อลองทำนายตามกฎ-เกณฑ์ตามโหราศาสตร์ไทยโบราณ และดาวเสวยอายุหลัก/แทรก/จร (หนังสือโหราศาตร์พื้นฐานของ อ.สิงห์โต สุริยอารักษ์, หลวงวิศาลดรุณกร, อ.เทพย์ สาริกบุตร์) ก็พบว่าแม่นยำมากร้อยละ 75 โดยไม่ต้องใช้เกร็ดพยากรณ์อื่นๆใดมาช่วยทำนายเพิ่มเติม
ต่อมา…ผมสังเกตเห็นว่า ทำไมบางเรือนในดวงชะตามีดาวมาเกาะกลุ่มมากหลายดวง บางเรือนก็ไม่มีดาวเลย ในเมื่อการทำนายตามโหราศาสตร์มักจะหาลัคนา แล้วเน้นการทำนายตามเรือนชะตาเป็นหลัก ผมจึงลองใช้กฏแห่งกรรมมาประยุกต์ใช้ เพราะคนเราไม่มีใครสมบูรณ์แบบทุกเรื่อง ย่อมมีทั้งดีและบกพร่อง และเด่นในบางเรื่องราว ผมจึงลองใช้วิธีการทำนายแบบดาวอยู่เรือนไหน ก็ให้ทายเรื่องราวตามเรือนนั้น โดยใช้คุณสมบัติ(นิสัย)ดาว(อุจจ์-นิจ-เกษตร)เป็นหลัก และใช้มุมสัมพันธ์เกณฑ์(90 องศา)-โยค(60 องศา)ของดวงดาวอื่นที่มีต่อดาวในเรือนนั้นมาเสริม ไม่ต้องใช้วิธีโยกเรือนหรือใช้ตนุลัคน์ หรือตนุเกษตรมาอ้างอิง
พูดกันง่ายๆว่า เรือนไหนมีดาวก็แสดงว่า ดวงชะตานั้นมีจุดเด่นหรือมีเหตุการณ์ชีวิตจากวิบากกรรมเก่าตามเรื่องราวของเรือนนั้นๆ แต่ถ้าไม่มีดาวที่เรือนใด แสดงว่าไม่มีเรื่องราวที่เด่นหรือเหตุการณ์ชีวิตกรรมเก่าตามลักษณะเรือนนั้น
เข้าทำนองว่าเรื่องราวตามเรือนที่ไม่มีดาวนั้น ไม่มีดี ไม่ชั่วติดมา เรื่องราวตามเรือนนั้น จะเป็นไปเช่นไรก็แล้วแต่กรรมใหม่ หรือตัวเองเป็นผู้กระทำขึ้นมาใหม่ตามเจตจำนง หรือจิตใจตัวเอง
ทำให้การทำนายแบบนี้ถูกต้องแม่นยำขึ้น มีหลักการและเหตุผลสอดคล้องกับความจริงของชีวิตมากขึ้น
“เรือนชะตา บอกเรื่องราวชีวิต - ดวงดาวบอกบุคคล สถานที่, โยคบอกความราบรื่นหรือสิ่งที่ส่งเสริม - เกณฑ์บอกความลำบากหรือสิ่งที่เป็นอุปสรรค)”
พอจะสรุปได้ว่า ผมใช้การทำนายด้วยหลักการ “เรือนชะตา-บอกเรื่องราว, ดวงดาว-บอกบุคคลหรือสถานที่, มุมสัมพันธ์-บอกอุปสรรคหรือส่งเสริมจากอะไร ด้วยอะไร
ส่วนเรือนชะตาไหนไม่มีดาว แสดงว่า เรื่องราวตามเรือนนั้น จะดีจะชั่ว จะเป็นไปในทิศทางไหน ก็ขึ้นอยู่กับเจตจำนงและการกระทำใหม่ของตัวเอง ไม่มีวิบากกรรมที่เป็นเรื่องราว หรือบุคคลในอดีตชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง
ต่อมาผมลองใช้ปฏิทินดาราศาสตร์สากลของฝรั่ง แบบสายนะวิธี (ใช้ดวงดาวต่างๆ และจุดเริ่มต้นที่นักดาราศาสตร์กำหนดเป็นพิกัดในการสังเกต และถือว่าดวงดาวทุกดวงเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา) มาผูกดวงชะตาผมบ้าง แต่ใช้วิธีการทำนายตามแนวโหราศาสตร์โบราณของไทย ก็พบว่าแม่นยำตรงตามตำราโหราศาสตร์ไทยเกินร้อยละ 80 และต่อมาปี 2533 ผมฉุกคิด นึกถึงจิตวิทยาจิตวิเคราะห์ของคาร์ล กุสตาฟ จุง (Carl Gustav Jung) ที่ผมเคยเรียนมา จุงกล่าวว่า Psychological Types : “อุปนิสัยส่วนบุคคล หรือบุคลิกภาพของคนเราแต่ละคนมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตั้งแต่เกิด และแต่ละบุคคลจะมีการสะสมพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ต่อเนื่องนับแต่เริ่มมีชีวิตจนถึงสิ้นสุดชีวิต การพัฒนาของบุคลิกภาพมีเป้าหมายสูงสุด คือ ให้บุคคลเข้าใจตนเองเพื่อจะได้พัฒนาตนเองได้โดยไม่หยุดยั้ง"
จุงได้กำหนดบุคลิกภาพออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความคิด (thinking), ความรู้สึกจากใจ(feeling), ความรู้สึกจากสัมผัส(sensation), และสัญชาตญาณ (intuitive) ที่แสดงถึงตัวตนและการเข้าถึงตัวตนที่แท้จริง แนวคิดของจุงนี้มีความสอดคล้องกับโหราศาสตร์ไทย ที่แสดงถึงธาตุดินน้ำลมไฟ ในเรือนหลักทั้งสี่เป็นอย่างมาก (ถ้าอ่านหนังสือโลกธาตุก็จะชัดเจน) ต่อมาผมทราบว่ามีนักวิชาการฝรั่งหลายกลุ่มใช้แนวคิดของจุงเรื่องนี้ไปศึกษาต่อยอดอย่างหลากหลาย รวมทั้งทางโหราศาสตร์ด้วย
แนวคิดของจุง เชื่อว่า ชีวิตทุกคนต่างมีจิตไร้สำนึกที่สะสมมาแต่อดีตกาล (Collective Unconscious) ซึ่งเป็นเสมือนที่รวบรวม และสะสมความทรงจำที่ซ่อนอยู่ภายใน และติดตาม สืบต่อ ตลอดจน ตกทอดเป็นมรดกจากบรรพบุรุษ โดยเมื่อย้อนหลังกลับไปในอดีตกาล มนุษย์ย่อมได้รับสิ่งต่างๆ มาจากแม่ ซึ่งทำให้มนุษย์เกิดความสมบูรณ์ และมีศักยภาพที่สูงขึ้นได้ตลอดเวลา ประสบการณ์ระหว่างแม่กับทารกจะถูกถ่ายทอดหากัน และสร้างเป็นรูปแบบในสมองของมนุษย์ตกทอดสืบต่อกันตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบันที่เป็นตัวเรา ดังนั้น ปรากฏการณ์เหล่านี้จึงทำให้ทารกเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่จะมองเห็น และพัฒนาความสามารถ ในการรับรู้ และโต้ตอบกับแม่ โดยผ่านประสบการณ์ และการฝึกหัดในปัจจุบัน โดยมีรากฐานมาจากอดีตอันยาวนานเป็นพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลัง พูดง่ายๆ ตามทัศนะของจุง “แม่คือ ผู้กำหนดและพัฒนาพื้นฐานชะตาชีวิต”
ซึ่งนักโหราศาสตร์ฝรั่งกลุ่มหนึ่ง ได้นำแนวคิดของจุง มาศึกษาอย่างทุกแง่ทุกมุม และลองใช้ร่วมกับคุณสมบัติของดาวเคราะห์ต่างๆที่ใช้ในโหราศาสตร์ ทำให้สามารถช่วยกำหนดทิศทางของดวงชะตา และสิ่งผลักดันที่ทำให้เกิดบุคลิกภาพในปัจจุบัน จนสามารถสรุปได้ว่าดาวต่างๆ ในดวงชะตาเกี่ยวข้องกับบทเรียน / วิบากกรรม / วิวัฒนาการ / แนวทางแก้ไขชีวิต และควรกระทำ(กรรมใหม่)ในปัจจุบันอย่างไรบ้าง แนวทางนี้ได้กลายเป็นหลักการและแนวคิดสำคัญของโหราศาสตร์กลุ่มนี้ โดยตั้งชื่อว่า “Karmic Astrology” เน้นความชัดเจนเกี่ยวกับวิวัฒนาการของจิตวิญญาณชีวิต และแนวทางในการดำเนินวิถีชีวิตตาม karmic ที่สะสมมา
จากแนวคิดนี้ ทำให้ผมสนใจอยากศึกษาให้ละเอียด ผมจึงลองสั่งซื้อหนังสือโหราศาสตร์แนวนี้ที่ร้าน Asia Books ได้มาหลายเล่ม เช่น Karmic Astrology ของ Martin Schulman, The Twelve Houses Paperback - Howard Sasportas & Liz Greene, Aspects in Astrology: A Guide to Understanding Planetary Relationships in the Horoscope - Sue Tompkins, Retrograde Planets and Reincarnation - Donald H. Yott, Discover the Aspect Pattern in Your Birth Chart : A Comprehensive Guide - Glenn Mitchell, The Astrology of Family Dynamics, Retrograde Planets: Traversing the Inner Landscape - Erin Sullivan.
เมื่อได้หนังสือมา ตอนแรกผมศึกษาอย่างตะกุกตะกักต่อศัพท์ สำนวนที่โหรฝรั่งใช้ ต่อมาจึงพอเข้าใจได้บ้าง ผมจึงลองทำนายดวงชะตาของผมตามแนว Karmic Astrology ถือว่าแม่นยำ 100 % โดยเฉพาะการอธิบายถึงความหมายดาวเสาร์ ดาวราหู ดาวยูเรนัส ดาวพลูโตที่แสดงถึงกรรมที่ทำให้เราต้องมาเกิดใหม่ในชาตินี้เพราะอะไร เราต้องมาเรียนรู้อะไร อะไรคือสิ่งที่เราเรียนไม่ผ่านมาตลอดทุกชาติ (กรรมซ้ำซาก-เกณฑ์-มุมฉาก) แล้วเราจะแก้ไขวิบากกรรมนั้นได้อย่างไร พูดง่ายๆ คือ "ฉันเกิดมาทำไม" หรือ "บทเรียนของฉันในชาตินี้คืออะไร" ถือว่าตอบคำถามที่คาใจ-ข้องใจผมได้หมดทุกคำถาม
ต่อมาในปี 2544 จะไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน แต่ของไม่มี บังเอิญแวะร้านซีเอ็ด กลับเจอหนังสืออ่านดวงชนะกรรม ของคุณมณฑาณี ตันติสุข ที่ได้แปลและเรียบเรียงจากหนังสือ Symbols of the Soul : Discovering Your Karma Through Astrology เขียนโดย Gina Lake (2000) แค่พลิกอ่านสำนวนก็สะดุดใจ ผมจึงรีบซื้อทันที ผมกลับมาตะลุยอ่านจนจบคืนนั้น ยิ่งอ่านก็เข้าใจง่าย ทำให้ผมได้พบคำตอบชีวิตตามที่ต้องการ และที่สงสัยข้องใจมาหลายปี รู้อย่างนี้รอคุณมณฑาณีแปลดีกว่า เพราะหนังสือ Karmic Astrology จากต่างประเทศ ผมอ่านไม่เข้าใจหลายตอน เพราะไม่คุ้นกับคำศัพท์ที่ผู้เขียนใช้เมื่อเทียบกับคำศัพท์ทางโหราศาสตร์ของไทย
จากเหตุการณ์ที่ผมลองใช้ปฏิทินดาราศาสตร์สากล ตัดอายนางศะของลาหิรี แบบนิรยะวิธี ทำให้ผมสามารถย่อยตำราโหราศาสตร์เท่าเล่มเกวียน เหลือเพียงแค่ฝ่ามือเดียว ตามคำสั่งของหลวงพ่อได้ ซึ่งก็ใช้เวลาเกินกำหนดไปเกือบ 6 ปี แต่ก็ทำให้ผมกล้าสรุปได้ว่า ถ้าเราใช้ปฏิทินดวงดาวที่ถูกต้องตามความเป็นจริงบนท้องฟ้าที่ตามองเห็น เราก็สามารถใช้ตำราโหราศาสตร์ของไทยโบราณแท้ๆ มาทำนายได้ใกล้เคียงแม่นยำ (ความแม่นยำขึ้นอยู่กับเจ้าชะตาบอกวันเดือนปี เวลา และสถานที่เกิดได้ตรงแค่ไหน) โดยไม่น้อยหน้าโหราศาสตร์ของประเทศใดเลย
แต่ก็ไม่ใช่ว่าการทำนายพยากรณ์ของสำนักต่างๆ จะไม่แม่นยำหรือใกล้เคียงนะครับ แม้ในสมัยก่อนจะขาดอุปกรณ์เครื่องมือในการเฝ้ามองดวงดาวบนท้องฟ้า แต่ก็มีสูตรคำนวณการโคจรของดวงดาวของบรรพบุรุษที่ตกทอดกันต่อๆมา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเริ่มต้นจากยุคใด สมัยใดกันแน่ แค่นี้ก็ยังใช้ในการทำนายอย่างแม่นยำได้ เท่าที่มีหลักฐานชัดเจนยากต่อการปฏิเสธ เช่น รัชกาลที่ 4 ท่านมีพระราชหัตถเลขาบันทึกการทำนายทั้งบ้านเมือง และดวงชะตาของพระโอรสธิดาที่แค่ใช้หลักสมพลของดวงดาว ก็แม่นยำอย่างชัดเจน แม้บางสำนักหรืออาจารย์บางท่านจะไม่มีปฏิทินไว้ผูกดวงชะตา ก็สามารถทายได้แม่นยำ เช่น สมเด็จพระสังฆราชอยู่ วัดสระเกศ ที่ใช้ระบบทักษามาพยากรณ์, หมอแฉล้ม เลี่ยมเพชรรัตน์, อาจารย์อรุณ เทศถมทรัพย์ เป็นต้น บางคนบางท่านผมเคยเห็นแค่ใช้กราฟชีวิต หรือเลข 7 ตัว ท่านก็ทายได้แม่นยำไม่แพ้นักโหราศาสตร์เลย บางท่านแค่มีคนมาหา ท่านก็ทักทายและตอบคำถามที่คนนั้นตั้งใจมาถามทันที (ผมเคยแอบถามท่านที่เป็นหมอดูหลายคนว่า ท่านใช้ฌานใด หรือวิธีใดในการทักทาย ท่านบอกว่าแค่ใช้ดวงดาวตามปฏิทินโหรของวันนั้น และเวลาตามที่คนมาหา ผูกดวงวางลัคนาในใจขึ้นมา บางท่านก็ใช้ยามโหรทายหนู ผลการทำนายบางทีทำให้ผู้มาพบตกตะลึงไปตามๆกัน เพราะไม่ต้องเอ่ยปากถาม ท่านก็ทายทันทีแม่นมาก ,บางองค์ก็ตอบว่า บางทีแค่หลับตาทำใจให้สงบ(ส่วนมากองค์ใดมีจิตใจเมตตาสูง ใจสงบง่าย) มันจะแว่บขึ้นมาในใจ หรือเป็นภาพขึ้นมาก็มี แล้วท่านก็เอ่ยปากตามที่ท่านแว่บเห็น ส่วนมากผู้ที่มาหาบอกว่า ท่านทักดังตาเห็น)
สิ่งที่กล่าวมานี้ จึงเป็นคำตอบที่ผมสงสัยมานานว่า เพราะเหตุใดจึงมีเกร็ดพยากรณ์โหราศาสตร์มากมายหลายรูปแบบ ตอนนี้ผมได้คำตอบแล้วว่าเพราะมาจากปฏิทินดวงดาวที่คำนวณตามแบบสุริยาตร์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคลาดเคลื่อน เมื่อใช้วิธีการที่เรียนมาจากตำราโบราณ หรือครูบางท่าน มาทำนายแล้ว แต่ไม่ตรงหรือไม่แม่นยำ แต่ด้วยนักโหราศาสตร์ส่วนมากท่านมีจิตใจที่เมตตา อยากอนุเคราะห์ช่วยเหลือให้คำแนะนำแก่ชาวบ้าน ซึ่งผมเข้าใจว่าเพราะจิตใจที่มีความเมตตาของท่าน ทำให้มีอะไรบางอย่างมาดลบันดาลใจให้ท่านคิดค้นหาวิธีการต่างๆ มาทำนายจนใกล้เคียงได้ในที่สุด(จึงเกิดเกร็ดพยากรณ์มากมาย) เมื่อมีคนถามท่านว่าท่านใช้วิธีใด ในการทำนายจึงแม่นยำ ท่านก็บอกไปด้วยความเมตตา ผู้คนก็จดจำไปใช้ในการทำนายบ้าง แต่ก็ไม่สามารถทำนายได้ใกล้เคียงแม่นยำเท่าองค์/คนแรก เพราะคนต่อๆมาขาดความเมตตาเหมือนองค์/คนแรกนั่นเอง ซึ่งทำให้คนรุ่นหลังมักกล่าวหาว่ากฏเกณ์คำพยากรณ์ของโหรไทยรุ่นหลังเลื่อนลอยไร้ที่มาที่ไป พิสูจน์ไม่ได้ จึงไม่น่าเชื่อถือ
หลังจากผมได้คำตอบที่แน่ใจแล้ว ทำให้ช่วงต่อมาผมจึงใช้ปฏิทินโหราศาสตร์ของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตรเป็นหลัก ในการผูกดวงชะตาและวางลัคนาแบบลาหิรี ตอนนี้นักศึกษาโหรสะดวกมาก สามารถเข้าไปผูกดวงได้ทั้งแบบสุริยาตร์ แบบลาหิรี แบบสิบลัคน์ในเว็บไซด์ https://www.payakorn.com/ ได้เลย หรือจะเข้าไปผูกดวงชะตาตามแนวทางสากลแบบสายนะ ในเว็บของ https://www.astro.com/horoscope ซึ่งสะดวกมาก มองเห็นทั้งภาพรวม ลัคนา และมุมสัมพันธ์ของดวงดาวแต่ละดวงได้ชัดเจน ทำให้ผมสามารถพยากรณ์ได้ง่ายขึ้น
ซึ่งผมก็ขอยืนยันว่าการพยากรณ์โดยใช้ดวงดาวตามปฏิทินแบบลาหิรี หรือสากลของชาวตะวันตก แล้วใช้กฏเกณฑ์โหราศาสตร์ไทยโบราณดั้งเดิม หรือหลักโหราศาสตร์ Karmic Astrology ก็ใช้ทำนายได้ผลดีแม่นยำเป็นอย่างยิ่งเหมือนกัน แนวทางนี้ทำให้ผมสามารถช่วยผมแนะนำนักเรียน/นักศึกษาหลายแห่ง ให้รู้จักตนเอง วางเป้าหมายให้ตรงตามพื้นฐานดวงชะตา บอกวิธีแนวทางปรับปรุงตนเอง จนประสบความสำเร็จในการพัฒนาตนเอง และสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐตามที่ต้องการได้ เรียกว่าทำหน้าที่แทนครูแนะแนว แค่ไม่ได้ใช้หลักทางจิตวิทยาการศึกษาเป็นหลัก แต่ใช้วิธีทางโหราศาสตร์มาช่วยเหลือแนะนำ
ส่วนมากคำทำนายผมจะเป็นไปในลักษณะวิเคราะห์ชะตาชีวิต ปรับปรุงแก้ไขชีวิตมากกว่าที่จะทำนายว่าจะโชคดี ร่ำรวย ประสบความสำเร็จ ยิ่งตอนหลังได้แนวการทำนายแบบ Karmic Astrology ยิ่งตรงใจผมมากที่สามารถช่วยวิเคราะห์ช่วยเหลือนักเรียน ชาวบ้านได้ทั้งการดำเนินชีวิต และชะตาชีวิตในแง่กรรม ซึ่งก็ถือได้ว่าวิชาโหราศาสตร์มีคุณค่าจริง ไม่ใช่วิชาโกหกหลอกลวง สามารถช่วยเหลือประชาชนให้ได้คำแนะนำชีวิตที่ดีได้ และมีที่พึ่งตามอัตภาพ
ประมาณเดือนกรกฎาคม 2534 ลูกศิษย์เก่าคนหนึ่ง พาแวะเข้าไปซื้อของในตัวจังหวัดกำแพงเพชร มีเวลาเหลือจึงเข้าร้านหนังสือ บังเอิญพบหนังสือไพ่ยิปซีของคุณขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา ตอนแรกแค่พลิกอ่านเฉยๆ เพราะอยากรู้ว่ามันคืออะไร ลูกศิษย์เห็นอ่านอยู่จึงแอบซื้อให้ ตกตอนเย็นลองอ่านจนจบ พอเข้าใจบ้าง ก็ลองใช้ไพ่ยิปซีทำนายตัวเอง ช่วงนั้นจิตมีสมาธิดีมาก ทำให้ผลการทำนายแม่นยำมาก (แต่ตอนนั้นเล่นไพ่ไม่เป็น ไม่เข้าใจคำว่าตัดไพ่ พอสับไพ่เสร็จ ก็ตัดออกไปเลย ใช้แค่กองที่เหลือทำนาย) ถามตั้งแต่ชีวิตในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พอวางไพ่ตามคำถาม ผมได้จดบันทึกเก็บไว้ พอต่อมาหยิบขึ้นมาอ่านในภายหลัง พบว่าแม่นยำทุกประการ รุ่งขึ้นมีคนเดินผ่านที่พัก จึงหยิบไพ่ขึ้นมาแอบถาม พบว่ามาเกี่ยวกับความตายของลูก พอเขากลับมาก็เลยลองทักเขาว่า ลูกตายหรือ เขาตกใจทั้งๆที่ไม่ได้บอกใคร เขาบอกว่ามาลอยขี้เถ้ากระดูกลูกที่แม่น้ำ ก็เลยลองทายเรื่องลูกเขาตามที่แอบหยิบไพ่ดู เขาบอกว่าแม่นมาก และจะทำตามที่ผมบอก เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเก็บมาคิดว่า ทำไมไพ่ยิปซีจึงแม่นยำมาก แถมไม่ต้องใช่วันเวลาเดือนปีเกิดเลยก็ทายได้ หรือสามารถดูแทนคนที่อยากดู โดยผมหยิบไพ่เอง สับไพ่เอง แค่ตั้งเจตจำนงให้แน่วแน่ต่อคำถามของคนผู้นั้นถามมา ก็ได้คำตอบที่ใกล้เคียงความจริงของคนผู้นั้น แม้จะอยู่ห่างไกล(บางคนอยู่ถึงสหรัฐ) ก็ตาม
ผมคิดอยู่สัก 2 วัน ก็ได้คำตอบจากหนังสือไพ่ยิปซีนั่นแหละ เพราะในหนังสือแนะนำว่าให้ใช้มือซ้ายตัดไพ่ หยิบไพ่ (หนังสือบอกว่าเพราะมือซ้ายเป็นมือแห่งหัวใจและโชคชะตา) จากคำแนะนำนี้ ทำให้ผมนึกถึงหลักการทางจิตวิทยาของ Neuropsychology และการแพทย์ที่บอกว่า มือซ้ายสัมพันธ์กับสมองซีกขวาที่ทำงานด้านจิตใต้สำนึกและทำหน้าที่เกี่ยวกับจินตนาการ, ความรู้สึก, สัญชาตญาณ ฯลฯ ก็เลยคิดต่อไปว่าแล้วไพ่ยิปซีแต่ละใบรวม 78 ใบทำหน้าที่อย่างไร ก็เลยนึกถึงระบบคอมพิวเตอร์เอามาเปรียบเทียบว่า คงเหมือนไฟล์ข้อมูลที่เก็บอยู่ จะประมวลผลออกมาก็ตามคำสั่งที่เรียกใช้จากไพ่ยิบซี 78 ใบ (คำสั่งก็คือคำถามที่ถาม)
ไพ่ยิปซี หรือ ไพ่ทาโรต์ (Tarot) เราสามารถตั้งคำถามได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ สภาพแวดล้อม ขอให้คำถามนั้นชัดเจนอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนการวางเรียงไพ่ทาโรต์ ผมใช้แบบ CELTIC CROSS 10 ใบ มากที่สุด เพราะสามารถนำไปทำนายได้กว้างขวางและครอบคลุมรายละเอียด, บางครั้งก็ใช้ 12 ใบ ทำนายตามแนวทางโหราศาสตร์, บางครั้งก็ใช้ 1 ใบ ตามคำถามเจาะจง
สรุป : จะเลือกใช้ไพ่กี่ใบก็แล้วแต่เรา ถ้าต้องการรู้อย่างละเอียดเจาะลึกก็ใช้หลายใบ หรือ ใช้ไม่กี่ใบเมื่อถามแบบเจาะจงก็ได้
(ที่น่าทึ่งก็คือว่า การที่จะให้ไพ่ออกมาซ้ำกันเหมือนกันทุกใบทุกตำแหน่ง จะมีโอกาสเพียงแค่ 1 ใน 256 ล้านครั้ง [(ตามวิธีการคำนวณทางคณิตศาตร์-แฟกทอเรียล (Factorial)]
สรุปได้ว่า ความแม่นยำของไพ่ทาโรต์(ยิปซี) อยู่ที่ “เราตกลงกับไพ่" ไว้เช่นไร หรือ เราจะใช้แนวทางของผู้แต่งตำราไพ่ยิปซีหรือทาโรต์ที่เราเชื่อถือแนะนำไว้ก็ได้
แต่...เงื่อนไขสำคัญ คือ
1. คำถามต้องชัดเจน จะถามอะไรก็ได้ แต่ต้องเพียงหนึ่งคำถามที่ชัดเจน 1 คำถามเท่านั้น (ห้ามถามคำถามหลายอย่าง เช่นนึกถามถึงเรื่องชีวิต เงินทอง คู่ครองในครั้งเดียวกัน – ถ้าอยากรู้ทุกเรื่อง ควรถามว่า “ชีวิตของฉันตอนนี้เป็นอย่างไร” หรือ ถ้าไม่อย่างนั้นก็แยกถามเรื่องคู่ครอง การเงิน ชีวิตครอบครัวในครั้งต่อไปจะดีกว่า)
2. ควรนึกคำถามก่อนหยิบไพ่ขึ้นมาสับและตัดไพ่ ขณะสับไพ่ให้มีสมาธิอยู่ที่คำถามนั้น (บางแห่งจึงให้สับเท่าอายุ เพื่อให้ผู้มาขอรับคำทำนายมีสมาธิแน่วแน่กับคำถามที่อยากรู้)
3. ควรถามคำถามไม่เกิน 3 คำถาม ต่อการดู 1 ครั้ง และไม่ควรถามคำถามเดิมซ้ำอีก (เพื่อทำให้จิตใจแน่วแน่ ไม่เอาความอยากของตัวเองเข้ามากำกับในการดู)
4. ถ้าได้คำตอบที่ไม่ดีหรือไม่ถูกใจ ไม่ควรจะถามเรื่องนี้อีก แต่ควรถามหรือดูไพ่ต่อไปว่า “แล้วจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไรจึงจะดีขึ้น หรือสมหวังได้”
หลังจากที่ผมใช้วิธีการของไพ่ทาโรต์ช่วยเหลือชี้แนะแก่บุคคลทั่วไป พบว่าได้ผลดีมาก ชัดเจน เจาะจงได้ลึกกว่าทุกวิธีของหมอดูหรือวิธีของโหราศาสตร์ แต่บางทีก็ไม่ได้ผล เพราะผู้มาขอให้ทำนายจิตใจฟุ้งซ่านมาก จิตใจมีแต่ความทุกข์ หมกมุ่นกังวลแต่ปัญหาที่ตัวเองพบ ไพ่ทาโรต์จึงออกสะเปะสะปะตามความฟุ้งซ่านวิตกกังวล ไม่เรียงร้อยคำตอบที่ชัดเจนตามลำดับของไพ่ที่จับขึ้นมา (ไพ่ใบที่ 1-10)
จริงๆแล้ว โหราศาสตร์ให้คำตอบเรื่องชีวิตในภาพรวมและจุดมุ่งหมายชีวิตที่ชัดเจนและเฉพาะกว่าไพ่ยิปซี แต่มีจุดอ่อนตรงที่คนไทยที่อายุเกิน 40-50 ปีขึ้นไป และเกิดที่ต่างจังหวัด มักบอกวันเดือนปีเวลาเกิดไม่แน่นอน หรือไม่ตรงกับวันเดือนปีเวลาเกิดที่แท้จริง
ไพ่ยิปซีจึงเป็นเครื่องมือช่วยเหลือคนไทยได้รู้จักและเข้าใจชีวิตตนเองดีขึ้น รวมทั้งได้ทราบปัญหา, สาเหตุของปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาได้เพิ่มอีกหนึ่งทาง
.
ความรู้เพิ่มเติม
มีผู้เคยทดสอบดวงดาวตามปฏิทินโหราศาสตร์ที่คำนวณตามสูตรของสุริยยาตร์ VS และปฏิทินโหราศาสตร์ แบบลาหิรี โดยอยากรู้ว่าปฏิทินฉบับไหนจะบอกตำแหน่งดวงดาวที่ตรงกับความจริงบนท้องฟ้าได้ชัดเจนกว่ากัน และสามารถใช้ทำนายพยากรณ์ชีวิต หรือเรื่องราวต่างๆ ได้แม่นยำกว่ากัน จึงมีผู้ทดลองกันมากมายหลายท่าน แต่ในที่นี้ขอยกตัวอย่างของคุณปฏิทรรศ์ นานา (https://horavision.blogspot.com/) ที่ได้ทดลองใช้ตำแหน่งดาวพุธ (๔) บนท้องฟ้า ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2563 โดยเปรียบเทียบข้อมูลของดาวพุธระหว่างปฏิทินแบบลาหิรีและสุริยยาตร์ พบว่าจะมีความแตกต่างกันประมาณ 10 องศา
.
แต่ก่อนจะมีการเปรียบเทียบ ผู้สนใจควรรู้ว่าดาวพุธจริงในท้องฟ้าเป็นอย่างไรก่อน ? ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ใกล้กับดวงอาทิตย์มาก มีระยะเชิงมุมห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เกิน 28 องศา ซึ่งหมายถึงตำแหน่งปรากฎของดาวพุธจะอยู่ใกล้กับขอบฟ้า ซึ่งก็ยากที่จะสังเกตเห็นด้วยตาเปล่า แต่ปัจจุบันมี Application ทางดาราศาสตร์ เป็นแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการดูดาวบนท้องฟ้า เป็น App. จำพวกท้องฟ้าจำลอง (Satellitium) ซึ่งปัจจุบันมีแอพประเภทนี้หลายแอพด้วยกัน ซึ่งช่วยให้ผู้สนใจเลือกใช้แอพตามที่ต้องการได้
ในการเปรียบเทียบของคุณปฎิทรรศ์ นานา ได้เลือกใช้ App ทางดาราศาสตร์ ได้แก่แอพ "Star rover app" และ "Astro app" เพื่อทดสอบตำแหน่งดาวพุธ ตามวันเวลาข้างต้น โดยเลือกการตั้งค่าพิกัด หรือโลเกชั่นสังเกตการณ์ที่ กรุงเทพมหานคร ตามเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นตรงขอบฟ้าพอดีในเวลา 6.05 น. ของวันที่ 15 สิงหาคม 2563 ผลการทดสอบ พบว่า :-
- ตามปฏิทินโหราศาสตร์แบบสุริยาตร์ ดาวพุธ(๔) จะอยู่ที่ต้นราศีสิงห์ องศาที่ 4 กว่าๆ
- ตามปฏิทินโหราศาสตร์แบบลาหิรี ดาวพุธ(๔) จะอยู่ที่ปลายราศีกรกฎ องศาที่ 25 กว่าๆ
จาก 2 ปฏิทิน เมื่อเทียบดาวพุธ (๔) กับตำแหน่งของดวงอาทิตย์(๑) จะพบว่า ปฏิทินแบบสุริยยาตร์ ดาวพุธ(๔) โคจรล้ำหน้าดวงอาทิตย์(๑) ไปแล้ว โดยสถิตย์ในราศีสิงห์ ในขณะที่ปฏิทินแบบลาหิรี ดาวพุธ(๔) ยังตามหลังดวงอาทิตย์(๑) สถิตที่ราศีกรกฎ
และเมื่อไปดูการแสดงผลของ App. ชื่อ "Star rover app" และ "Astro app" ก็พบว่าตำแหน่งของดาวพุธ (Mercury) เดินตามหลังดวงอาทิตย์ (Sun) ทั้ง 2 App. การแสดงผลเป็นไปตามตำแหน่งจริงของกลุ่มดาวจักรราศีที่เป็นฉากหลังบนท้องฟ้า
สรุปผลการศึกษา พบว่า การแสดงผลของดาวพุธตาม App. ทั้ง ๒ เป็นไปตามปฏิทินโหราศาสตร์แบบลาหิรี และสากลอย่างชัดเจน"
.
ปฏิทินโหราศาสตร์ไทย แบบลาหิรี เป็นการนำเอาปฏิทินดาราศาสตร์สากลมาตัดค่าอายนางศ์ (เพื่อย้อนกลับจุดเริ่มต้นราศีเมษ แบบจักรราศีคงที่) ดังนั้นในทางทษฎี ค่าพิกัดของดวงดาวจึงตรงตามท้องฟ้าจริงตามฐานข้อมูลดาราศาสตร์อยู่แล้ว
ในขณะที่ปฏิทินแบบสุริยาตร์เป็นปฏิทินตามสูตรการคำนวณของโหราจารย์สมัยก่อนที่ใช้สายตามองไปบนท้องฟ้า ซึ่งก็ถือว่าให้ผลที่ใกล้เคียงในระดับหนึ่ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ดวงดาวก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เราจะพบความแตกต่างดวงดาวระหว่างปฏิทินฯและท้องฟ้าจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น ผู้ที่คิดจะศึกษาโหราศาสตร์ด้วยหลักการ เหตุผลอย่างเป็นระบบ จึงไม่ควรละเลยความจริงบนท้องฟ้า ยิ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยี โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่ช่วยให้เราศึกษาหาความจริงบนท้องฟ้าได้สะดวกขึ้น จะช่วยให้เราไม่ต้องหาคำตอบจากคำถามที่ตั้งกันซ้ำๆอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า "ดวงดาวตามปฏิทินสุริยยาตร์ หรือ ปฏิทินลาหิรี อย่างไหนจะถูกต้องกว่ากัน ?"
แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่ใช้ปฎิทินตามแบบลาหิรี จะทำนายแม่นยำกว่าผู้ที่ใช้ปฏิทินสุริยาตร์นะครับ เพราะขึ้นอยู่ว่านักโหราศาสตร์ท่านนั้นมีจิตใจที่เมตตา ไม่มีอคติ 4 หรือเปล่า ?
.
ปฏิทินโหราศาสตร์ไทยที่ใช้ระบบดาราศาสตร์สากลแบบนิรายนะวิธี (Fixed Zodiac) แล้วตัดอายนางศะ แบบลาหิรี ได้มีผู้คำนวณและจัดทำ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๐๐-๒๗๐๐ โดยใช้หลัก ดังนี้
1. ปฏิทินโหราศาสตร์ไทยที่คำนวณตำแหน่งดาวระบบดาราศาสตร์ นิรายนะวิธี (Fixed Zodiac) ตัดอายนางศะ แบบลาหิรี , อายนางศะ ในระบบนิรายนะ มีหลายแบบเช่น ลาหิรี ฟาเก้น กฤษณามูรติ ฯลฯ โดยอายนางศะ แบบ ลาหิรี นิยมใช้ในระบบปฏิทินโหราศาสตร์ไทย นิรายนะ มากที่สุด , คำนวณสมผุส ณ เวลา 07:00 น. ตามเวลามาตรฐานประเทศไทย (UTC+07:00) , เวลาจันทร์ยก เวลาฤกษ์ ดิถี เวลาดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงจันทร์ฯ แสดงเป็น เวลามาตรฐานประเทศไทย (UTC+07:00) ทั้งหมด ซึ่งใช้ จ.อุบลราชธานี ที่เส้นลองจิจูด 105° ตะวันออก เป็นจุดอ้างอิงเวลา
เนื่องจากเวลามาตรฐานประเทศไทย (UTC+07:00) เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน พ.ศ.2463 ก่อนนี้ ประเทศไทยยังใช้เวลาท้องถิ่นกรุงเทพฯ (UTC+06:42) เป็นเวลามาตรฐาน ดังนั้นการใช้ปฏิทินฯ ก่อน 1 เมษายน พ.ศ.2463 ต้องปรับฐานเวลามาตรฐานที่ใช้ในช่วงเวลานั้น ๆ คือเวลาท้องถิ่นกรุงเทพฯ (UTC+06:42) โดยนำเวลามาตรฐานฯ (UTC+07:00) ลบออก 18 นาที (เวลา 18 นาที เป็นส่วนต่างเวลา ของ จ.กรุงเทพฯ และ จ.อุบลราชธานี คำนวณตามลองจิจูด)
2. ช่วงเวลาย้ายราศี ย้ายฤกษ์ ย้ายดิถี ของดาวในปฏิทินโหรฯ ชุดนี้ คำนวณราศี ฤกษ์ดิถี ทุกนาที ตั้งแต่ 00.00น.-24.00น. (1,440 นาที) ของแต่ละวัน นำสมผุสเปรียบเทียบนาทีต่อนาที เพื่อหาเวลานาที ย้ายราศี ย้ายฤกษ์ดิถี จริง , การแสดงเวลาย้ายฤกษ์ ย้ายดิถี เพื่อให้เข้าใจง่ายในการใช้งาน ปฏิทินชุดนี้ แสดงเป็นเวลามาตรฐาน เช่น ย้ายฤกษ์ 02:00น. หมายถึง เวลา 02:00น. ของวันนั้นปฏิทิน ๆ ตามเวลามาตรฐานประเทศไทย (UTC+07:00)
วิธีการอธิบายช่วงเวลาย้ายฤกษ์ ย้ายดิถี (หลัง 1 เมษายน พ.ศ.2463) อาจแตกต่างปฏิทินรายวันของสำนักอื่น ๆ ซึ่งหากเวลาย้ายฤกษ์ก่อนจุดคำนวณปฏิทิน 07:00น. สำนักอื่น ๆ อาจแสดงเวลาย้ายในปฏิทินวันก่อนหน้า และหมายเหตุในปฏิทินวันรุ่งขึ้น , ซึ่งท่านผู้สนใจสามารถสอบทานผลคำนวณดาวย้ายราศี ย้ายฤกษ์ดิถี ละเอียดระดับวินาทีได้ใน จักรราศีวิภาค ลัคนาฤกษ์ ของปฏิทินวันนั้น ๆ หรือ เพื่อดูดวงตามหลักโหราศาสตร์ไทย
3. สมผุสเกตุไทย (๙) ในปฏิทินปฏิทินโหราศาสตร์ไทย นิรายนะวิธี ชุดนี้ เป็นผลคำนวณจากคัมภีร์สุริยยาตร์ ตั้งจุดคำนวณ ณ เวลา 07:00/24:00น. เวลามาตรฐานประเทศไทย , เลือกแสดงสมผุสราหูเฉลี่ย (๘) หรือราหูจริง (☊) และ สมผุสเกตุไทย (๙) หรือเกตุสากล (☋) ได้ โดยสมผุสราหูจริง (☊) และเกตุสากล (☋) ที่คำนวณตามระบบดาราศาสตร์ นิรายนะวิธี จะไม่เหมือนกัน, และสมผุสแบคคัส (บ) ที่คำนวณตามระบบดาราศาสตร์ นิรายนะวิธี จะมีผลสมผุสแตกต่างจากแบคคัสในโหราศาสตร์ของ อ.พลูหลวง
4. ดาวโคจรวิปริต/วิกลคติ มี 3 แบบ คือ พักร์ (พ.) ดาวโคจรถอยหลัง , มณฑ์ (ม.) ดาวโคจรช้ากว่าปรกติ เกิดช่วงก่อนและหลังพักร์ และ เสริต (ส.) ดาวโคจรเร็วกว่าปรกติ , ผลดาวโคจรวิปริตในปฏิทินโหรฯ ชุดนี้ การโคจรวิปริตพักร์ พิจารณาองศา ความเร็ว ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับวันก่อนหน้า ส่วน มณฑ์ และ เสริต พิจารณาเปรียบเทียบความเร็วการโคจรกับค่าความเร็วเฉลี่ยต่อวัน , หากใช้การโคจรวิปริต ดู กราฟดาว/ดาวย้ายราศี นิรายนะวิธี ลาหิรี พ.ศ.2567 ประกอบ ว่าการโคจรวิปริตรอบนั้น ๆ อยู่ช่วงเริ่มต้นหรือใกล้สิ้นสุด เพื่อพิจารณาเลือกใช้ได้เหมาะสม
5. กฎเกณฑ์การคำนวณ จากตำราหรือข้อมูลดังนี้ (1.) คำนวนตำแหน่งดวงดาว ตามระบบดาราศาสตร์ ตัดอายนางศะ แบบ ลาหิรี , (2.) คัมภีร์สุริยยาตรแลมานัตต์ ฉบับเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้า (คำนวณสมผุสเกตุ/เกตไทย) อ.วรพล ไม้สน , (3.) ปฎิทินโหราศาสตร์ไทย (นิรายะนะวิธี) อ.เทพย์ สาริกบุตร ใช้สอบทานข้อมูลที่ได้จากการประมวลผล , ปฏิทินโหรฯ ชุดนี้ในบางปีได้วางตากลไว้เพื่อตรวจสอบการละเมิดฯ
6. การคำนวณตำแหน่งหรือสมผุสดาว ในระบบโหราศาสตร์แบ่งเป็น 2 ระบบหลัก คือ "นิรายนะ" (Sideral Zodiac / Fixed Zodiac) และ "สายนะ" (Tropical Zodiac / Movable Zodiac) ทั้ง 2 ระบบแตกต่างตรงจุดเริ่มราศีเมษ , เดิมทั้ง 2 ระบบใช้กลุ่มดาวแกะ เป็นจุดเริ่มต้นราศีเมษ 0° เหมือนกัน
แต่ต่อมานักดาราศาสตร์ พบว่า พิกัดที่เคยกำหนดไว้ในจุดเมษหรือจุดวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) ซึ่งเดิมอยู่ตรงกลุ่มดาวแกะ กลับมีการเคลื่อนที่ออกห่างไปทุกปี ทำให้ตำแหน่งดาว เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์ท้องฟ้าเกิดการเปลี่ยนไป จึงสืบหาสาเหตุจนพบว่า เกิดจากแกนโลกที่หมุนเอียงและเหวี่ยง (Precession) จึงทำให้นักโหราศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ทดลองใช้การทำนายตามการเคลื่อนที่ของดวงดาว ก็พบว่าได้ผลที่เที่ยงตรง จึงเกิดกลุ่มแบบ “สายนะวิธี” ขึ้นมา
แนวคิดระบบนิรายนะ นั้นอ้างอิงตำแหน่งดาวฤกษ์หรือกลุ่มดาวแกะแบบเดิม เป็นจุดเริ่มต้นราศีเมษ อาทิตย์ยกเข้าราศีประมาณวันที่ 13 - 17 ของแต่ละเดือน , ส่วนระบบสายนะ ใช้จุดเริ่มต้นราศีเมษ ตามจุดวสันตวิษุวัตที่เปลี่ยนไป ระบบสายนะ อาทิตย์จะยกเข้าราศีประมาณวันที่ 21 - 22 ของแต่ละเดือน ,
ดังนั้นดาวดวงเดียวกันตำแหน่งเดียวกันบนฟ้า การอ่าน องศา ราศี ทั้ง 2 ระบบ จึงมีผลต่างกัน โดยองศาระยะห่างเท่ากับค่าอายนางศะ (Precession) ซึ่งปัจจุบันอายนางศะ (ลาหิรี) ประมาณ 24° และค่อยเพิ่มประมาณ 1 องศาทุก ๆ 72 ปี (ปีละประมาณ 50 พิลิปดา),
ปฏิทินโหราศาสตร์ นิรายนะวิธี ใช้ในโหราศาสตร์ไทย โหราศาสตร์ตะวันออก เช่น อินเดีย, ส่วนระบบสายนะ ใช้ในระบบของดาราศาสตร์ (Astronomy) โหราศาสตร์สากล (Traditional Astrology) โหราศาสตร์ตะวันตก และโหราศาสตร์ยูเรเนียน (Uranian Astrology) เป็นต้น
7. กฎเกณฑ์ปฏิทินจันทรคติไทย การนับปีนักษัตร ปีศักราช ข้อกำหนดต่างๆ ท่านผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2