ในช่วงปี ๒๕๓๒-๒๕๓๔ ผมได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่นักศึกษาระดับปริญญาตรี และปริญญาโทหลายสถาบัน อาทิ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ต่อมาช่วงปี ๒๕๓๘-๒๕๔๕ ผมได้รับเชิญช่วยสอนวิชาปรัชญา สังคมวิทยา และจิตวิทยา ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร, คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ สาขาหลักสูตรและการสอน และวิชามานุษยวิทยา วิชาไทยศึกษา ให้กับนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลชัยนาท เป็นต้น

ปกติชั่วโมงเรียนแรกของวิชาที่ผมจะสอน  ผมจะบอกจุดมุ่งหมายการสอน แนวทางการศึกษา แนวทางการวัดผลประเมินผลและหนังสือที่ควรไปอ่านเพิ่มเติมก่อน  และ ๒-๓ ชั่วโมงเรียนถัดมา ผมจะบรรยายให้ความรู้ด้านหลักการ แนวคิด ทฤษฎีต่างๆของวิชานั้น   ชั่วโมงต่อมาจนจบภาคเรียน ผมจะนำกรณีศึกษา (Case study) จากงานวิจัยบ้าง วิทยานิพนธ์บ้าง จากบทความตามสื่อมวลชนต่างๆ ที่กล่าวถึงสภาพปัญหาจากการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษาต่างๆ  สภาพปัญหาการบริหารของผู้บริหาร สภาพปัญหาการสอนของครู และปัญหาการเรียนของนักเรียนหรือนักศึกษามาเป็นหัวข้อสนทนา แล้วให้นักศึกษาช่วยกันวิเคราะห์สภาพปัญหา สาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา และแนวทางแก้ไขปัญหา (ห้ามวิจารณ์ปัญหา สาเหตุปัญหา หรือคำตอบของเพื่อนนักศึกษา) ซึ่งผมก็พยายามซักถาม(ขัดคอ) ตะล่อมคำตอบของนักศึกษา โดยใช้แนวคิดหมวก ๖ ใบ ของท่าน ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอโบโน เพื่อให้นักศึกษาคิดได้รอบด้าน มองทุกอย่างให้ครอบคลุม เห็นมุมมองหลายๆมุมต่อสภาพปัญหานั้น ผมก็จะซักสิ่งที่นักศึกษาคิดว่าเป็นสาเหตุปัญหาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะซักต่อไปไม่ได้ หรือ คิดว่าเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาแล้ว  และที่สำคัญที่สุด คือ การแสดงความคิดเห็นต้องมีเหตุผล และหลักฐานอ้างอิงจากบทความ  สรรนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ งานวิจัย หรือ ทฤษฎีมาประกอบเสมอ (แสดงความคิดเห็นลอยๆไม่ได้) 

ส่วนรายละเอียดของทฤษฎีต่างๆ ในวิชา ผมตั้งเป็นคำถามพื้นฐานที่ครอบคลุมทั้งประเด็นในวิชา และสภาพปัญหาของการจัดการศึกษาไทยที่ผ่านมา จำนวน ๒๐ คำถาม ให้นักศึกษาตอบตามทัศนะหรือประสบการณ์ตัวเอง  โดยต้องมีหลักฐานอ้างอิงจากหลักทฤษฎีทางปรัชญาหรือจิตวิทยา หรือผลวิจัยที่มีผู้ศึกษาในด้านนี้ประกอบความคิดเห็น  แล้วเขียนส่งผมในลักษณะรายงานการศึกษาค้นคว้า   ทำอย่างนี้หลายปี ก็พบว่าวิธีการเรียนการศึกษาแบบกรณีศึกษา น่าจะเป็นแนวทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูงในระดับอุดมศึกษามากอีกวิธีหนึ่ง     

แต่ถ้าท่านผู้ใดสนใจวิธีนี้ก็ต้องพยายามหาความรู้  ติดตามข่าวสารรอบตัวที่เกี่ยวข้องให้ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ เพื่อนำมาเป็นหัวข้อสนทนา หรือเป็นตัวอย่างประกอบการเรียน  และที่สำคัญที่สุด คือ “ต้องเข้าใจและอดทน” ต่อนักศึกษาให้มาก เพราะนักศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย  มีลักษณะตามบทกวีของคุณวิทยากร เชียงกูล ที่ว่า   

                                                            “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง  

                                                              ฉันจึง มาหา ความหมาย, 

                                                              ฉันหวัง อะไรมากมาย, 

                                                              สุดท้าย ให้กระดาษฉัน แผ่นเดียว”   

ตลอดจนวิธีสอนแบบนี้ จะทำให้อาจารย์เหน็ดเหนื่อยหมดแรงในแต่ละวันเสมอ 

การสอนในระดับอุดมศึกษา  ข้อดี คือ นักศึกษามักจะเชื่อถือผู้สอนในระดับที่สูง เพราะเชื่อว่าผู้สอนคงมีความรอบรู้กว้างขวางสามารถถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการเรียนแก่นักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ   แต่จุดอ่อน คือ นักศึกษาระดับนี้ มักคิดว่า อาจารย์ผู้สอนมักรู้แต่หลักการ หรือทฤษฎี  ไม่ค่อยมีประสบการณ์การทำงาน หรือเก่งในการปฏิบัติงาน  ยิ่งสาขาการบริหารการศึกษา ระดับปริญญาโท-เอก ที่นักศึกษาส่วนมากมักจะเป็นผู้บริหารสถานศึกษา หรือ บุคคลที่ทำงานในสถานศึกษาอยู่แล้วมาศึกษาต่อ

แต่เชื่อได้ว่า…หลังจากที่นักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี หรือโทได้เรียนแบบกรณีศึกษา และการแสดงความคิดเห็นในกรอบแนวคิดหมวก ๖ ใบจริงๆ  จะกลายเป็นว่าทำให้พวกเขามีประสบการณ์การเรียนที่ดี  สามารถเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น  เพราะมีประสบกาณ์ในการทำงานอยู่แล้ว  เวลาพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์จึงง่ายต่อการสรุปได้เร็ว แม้ตอนแรกจะมีอคติยึดมั่นในความคิดตนเอง  ไม่ยอมรับมุมมองของเพื่อนนักศึกษา  กลายเป็นว่าเมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาได้รับฟังและซักถามทัศนะความคิดเห็น ประสบการณ์ของเพื่อนนักศึกษาที่หลากหลาย จึงทำให้พวกเขามีมุมมองกว้างขวาง แทบจะเรียกว่าครอบคลุมทุกมิติ  ภายหลังพบกันก็พากันบอกว่าวิธีการเรียนแบบกรณีศึกษา เกิดประโยชน์ต่อชีวิตและการทำงานของเขาได้มากทีเดียว

มีตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น เวลาสอนนักศึกษาพยาบาลที่จบ ม.๖ แล้วเข้ามาศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเลย กับนักศึกษาที่จบ ม.๓,ม.๖ แล้วออกไปทำงานตามสถานีอนามัย หรือ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล  จะมีความคิด และแนวคิดต่างกันมาก  พอผมยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของคนไข้ หรือวิธีการทำงานในโรงพยาบาล หรือตามสถานีอนามัยตำบล หรือหน่วยงานสาธารณสุขขึ้นมาพูดคุยวิเคราะห์  นักศึกษาระดับปริญญาตรีจะไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเชิงประจักษ์ มีแต่ความคิดเห็นในลักษณะ “คิดว่า คาดว่า” เช่น ทำไมผู้ป่วย/คนไข้  ไม่รู้จักตนเอง ่ปล่อยปละละเลยสุขภาพ  ไม่หมั่นดูแลตัวเองให้ถูกต้องตามหลักอนามัย    แต่มีข้อดีตรงที่ยังมองประชาชน หรือคนไข้แบบอุดมคติอยู่มาก   

ส่วนนักศึกษาที่ผ่านการทำงานมานานแล้ว  เข้าใจสภาพปัญหาได้เร็ว  วิเคราะห์สาเหตุสภาพปัญหาได้ตรงจุด  และมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาที่พบเจอหลายรูปแบบ  แต่มีข้อจุดอ่อนตรงที่ “ไม่กล้า” หรือ ในสายตาประชาชน คือ “ไม่รับผิดชอบ”  ไม่สามารถแก้ไขช่วยเหลือประชาชนได้มากนัก  ที่จริงไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่พวกนี้ ไม่กล้าหรือไม่รับผิดชอบ  แต่เป็นเพราะส่วนมากเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย  มีกฎเกณฑ์ทางราชการที่มีรายละเอียดกำกับควบคุมการทำงานมากไป เช่น ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยแบบแพทย์ของโรงพยาบาลได้  เช่น ฉีดยา ให้ยา ได้แค่ให้การรักษาปฐมพยาบาลเบื้องต้นเท่านั้น   ส่วนจุดเด่นตรงที่อยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน  เข้าใจปัญหาชาวบ้าน พยายามช่วยเหลือชาวบ้านได้ทันท่วงที บางทีที่ทำก็ไม่ถูกระเบียบ แต่เพราะสงสารชาวบ้าน ก็ต้องแอบเสี่ยงทำ ถ้าเกิดผลเสียหายขึ้นมาก็ต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง  แต่ยังดีที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เข้าใจ ทำเป็นไม่สนใจหรือร้องเรียนมากนัก  

วิธีการสอนแบบนี้  คนสอนก็ได้รับความรู้และประสบการณ์การทำงานจากนักศึกษาเพิ่มขึ้นทุกวัน  นักศึกษาก็มีความสุขที่มีเพื่อนนักศึกษารับฟังปัญหา  และเห็นแนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนาการทำงานได้หลากหลายวิธีมากขึ้น

.

ส่วนการเป็นที่ปรึกษาทำวิทยานิพนธ์นั้น  ผมไม่สามารถเคี่ยวเข็ญการทำวิจัยจนเกิดผลงานทางวิจัยที่ลึกซึ้งมีคุณค่าได้เลย  เพราะการทำวิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรสำหรับผู้บริหารที่มาศึกษาต่อ  ทางมหาวิทยาลัยมีนโยบายให้ทำเป็นกลุ่ม (IS) จึงเน้นแค่ให้นักศึกษารู้แค่ขั้นตอนกระบวนการทำวิจัยทำอย่างไร  เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารการศึกษาได้บ้าง 

.

การเรียนรู้ที่ได้รับ   การเรียนจากสภาพปัญหาที่หลากหลาย  จะช่วยทำให้มีความรู้ ความเข้าใจมากขึ้น  และเกิดการเรียนรู้ตระหนักถึงคุณค่าบทบาทของตัวเองมากขึ้นอย่างแท้จริง