การทำความเพียรในการปฏิบัติธรรมต้องทำอย่างไร

การเจริญจิตให้พัฒนาใจ ต้องกระทำตามทางสายกลาง ไม่เพียรมากจนกล้าแข็ง เพราะจิตจะฟุ้งซ่านกำเริบระส่ำระสาย แต่ก็ต้องไม่ย่อหย่อน เพราะถ้าความเพียรน้อย-อ่อนไป ความเกียจคร้านจะเข้าครอบงำย่ำยีจิตใจ
ความเพียรปานกลางพอประมาณ

อุปมาเหมือนแมลงผึ้งบินหาน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ พวกหนึ่งบินเร็วรีบไป จึงบินเลยหมู่ดอกไม้ไปเสีย กว่าจะรู้สึกตัวบินกลับมา น้ำหวานจากเกสรดอกไม้ก็หมดสิ้นไป อีกพวกหนึ่งบินเชื่องช้าอ้อยอิ่งอยู่ ไม่ทันกาลน้ำหวานก็หมดไปอีก ส่วนพวกที่บินไม่ช้าไม่เร็ว ย่อมเป็นพวกได้ประโยชน์บริบูรณ์

หรือเหมือนคนกรีดมีดลงบนใบบัวในน้ำ กรีดแรงไปใบบัวย่อมขาด ถ้าเบาไปก็ไม่เป็นรอย

หรือเหมือนคนพันเอาใยแมงมุม ดึงแรงไปใยก็ขาดหมด ไม่กล้าดึงก็ไม่ได้ ต้องเอาไม้ค่อยพันแต่กำลังดี ย่อมได้ดังใจปรารถนา
หรือเหมือนชักใบเรือ เมื่อลมกล้ามาแรง ก็ไม่ลดใบเรือลง เรือก็ล่ม ลมมาอ่อนๆ ก็ไม่ชักใบขึ้น เรือก็ไม่แล่น
คนฉลาดเมื่อลมแรงก็ผ่อนใบเรือ ลมอ่อนก็ชักใบเต็มเสา ก็จะสำเร็จประโยชน์
หรือเหมือนเทน้ำมันลงในปล้องไม้ รีบร้อนนักน้ำมันย่อมหก มัวขี้ขลาดหวาดหวั่นก็ไม่ได้น้ำมัน ต้องค่อยเทแต่กำลังพอดี จึงสมประสงค์

เมื่อกระทำความเพียรแต่พอดี อินทรีย์ทั้ง ๕ สดใสแข็งแรง จิตยึดเอาปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์ศรัทธา ย่อมคอยน้อมนำจิต เข้าสู่อารมณ์วิริยะ ทำหน้าที่ประคับประคองจิตสติ ทำหน้าที่เข้าไปจับอารมณ์ ให้ตั้งอยู่อย่างมั่นคง ไม่ให้อารมณ์อื่นเข้ามาแทรกได้สมาธิ ทำหน้าที่ตั้งจิตไว้ให้แน่วแน่ ไม่ให้จิตวิ่งออกไปรับอารมณ์อื่นปัญญา ทำหน้าที่รู้ธรรมทั้งปวงอินทรีย์ทั้ง ๕ นี้ ต้องทำหน้าที่ให้สมดุลย์กัน มีอย่างหนึ่งอย่างใดมากเกินอีก ๔ อย่างที่เหลือ อัปปนาสมาธิจะไม่บังเกิดขึ้น

คนมีศรัทธาแรง ปัญญาอ่อนไป ย่อมเลื่อมใสกระทั่งสิ่งที่ไม่ควรเลื่อมใสคนมีศรัทธาอ่อน ปัญญาแรง ย่อมทะนงตนจนขาดความเลื่อมใส ในสิ่งที่ควรคนมีสมาธิแรง ความเพียรอ่อน ย่อมถูกความเกียจคร้านเข้าครอบงำคนมีสมาธิอ่อน ความเพียรแรง ย่อมถูกความฟุ้งซ่านเข้าครอบงำถ้าปัญญามีกำลังแรงเกินไป ควรมนสิการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ลดกำลังนั้นลงเสียบ้างถ้าศรัทธามีกำลังแรงเกินไป ควรรู้สึกตัว มนสิการถึงสภาวธรรมนั้น เพื่อลดกำลังลงถ้าความเพียรแรงเกินไป ควรลดความขวนขวายขะมักเขม้นลงเสียบ้าง และเพิ่มกำลังสมาธิถ้าสมาธิแรงเกินไป ควรเพิ่มความเพียรขึ้นมาบ้างเมื่อศรัทธากับปัญญาสมดุลย์กัน
ความเพียรกับสมาธิสมดุลย์กัน อัปปนาย่อมเกิดสำหรับสติ ทำให้เกิดผลมากเท่าใด มีกำลังแรงเท่าใด ไม่มีความเสียหาย มีแต่ผลดีฝ่ายเดียว เพราะจิตนั้นต้องมีสติเป็นผู้นำ คอยป้องกันไม่ให้ตกไปสู่ความฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจของศรัทธา วิริยะ หรือปัญญา และสติย่อมคอยป้องกันจิต ไม่ให้ตกไปสู่ความเกียจคร้าน ด้วยอำนาจสมาธิ สติย่อมช่วยให้เอกัคคตา(มีอารมณ์เป็นหนึ่ง) มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ความแนบแน่นแห่งจิตที่ลึกซึ้งสำเร็จเร็ว……………………………