การฟังธรรม ได้แก่เจตนาที่มีอยู่ในมหากุศลจิต โดยมีโยนิโสมนสิการ คือพิจารณาให้เข้าถึงธรรมชาติ เป็นประธาน

การฟังธรรมที่แท้ คือการฟังปริยัติคือ การศึกษา ปฏิบัติ ปฏิเวธคือผลของการปฎิบัติธรรม ตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดปัญญาอบรมตน ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมนั้นๆ อันจะเป็นเหตุให้สามารถพาตนให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารแต่การฟังวิชาการต่างๆ ทางโลกที่ไม่มีโทษ ก็พอจัดเข้าเป็นธัมมสวนกุศลคือความดีงามจากการฟังธรรมะได้โดยประมาณ การฟังธรรมจะได้กุศลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ คือความมุ่งหมายของผู้ฟังผู้ที่คิดว่า ถ้าตนไปฟังธรรมอยู่เสมอๆ ชนทั้งหลายจะพากันนิยมชมชื่นยกย่อง เห็นว่าเป็นผู้ที่มีศรัทธา ฟังแล้วยังคิดนำมาคุยโอ้อวดข่มผู้อื่นยิ่งขึ้นไปอีก การฟังดังนี้ อานิสงส์น้อยถ้าฟังธรรมเพื่อขัดเกลาจิตใจตนให้อ่อนโยน มีสติปัญญา รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ ทำให้จิตใจชุ่มชื่นผ่องใสเบิกบาน มีเมตตา กรุณาต่อผู้แสดง ผู้สอน เลิกละจากบาป จากอกุศลต่างๆ การฟังธรรมอย่างนี้มีอานิสงส์มีผลมาก จัดเป็นธัมมสวนกุศลคือความดีเกิดขึ้นจากการฟังธรรมะที่แท้จริงการฟังธรรมนั้น ถ้าฟังด้วยอาการสงบ สำรวม เคารพ ตั้งใจกำหนดจดจำ พิจารณา ไตร่ตรอง เก็บเอาประโยชน์ในเนื้อหาสาระที่ได้ฟัง ทำอินทรีย์ของตนทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา แก่กล้ายิ่งขึ้น ย่อมเป็นประโยชน์ เป็นบุญกุศลโดยตรง แม้จะเป็นการฟังที่ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจความหมายเลย เช่น การฟังสวดมนต์ แต่ผู้ฟังได้แสดงการเคารพตั้งใจกำหนดถ้อยคำ ไม่ส่งใจไปคิดฟุ้งซ่านเรื่องอื่น การฟังนั้นก็ถือเป็นบุญกุศลด้วยเหมือนกัน เป็นทั้งอปจายนกุศลและธัมมสวนกุศล

๙. ธัมมเทสนา การสอนธรรมให้แก่ผู้อื่นธัมมะเทสนากุศลที่มีอานิสงส์มาก ผู้แสดงต้องแสดงด้วยใจบริสุทธิ์ กล่าวคือ ไม่มุ่งหวังในลาภ สักการะ ยศ สรรเสริญ แต่อย่างใด หวังให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์อย่างเดียว ถ้าแสดงธรรมด้วยความมุ่งหมายตรงข้าม ถือว่าเป็นธัมมเทสนาที่เป็นกุศลไม่แท้ ไม่ถูกต้อง มีอานิสงส์มีผลน้อย……………………………