เช้าตรู่วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ผมเดินออกจากโรงแรม แกรนด์แปซิฟิก ซอฟฟอริน หาดชะอำใต้   ออกไปยังชายหาด    พบว่าอากาศเย็นสบาย ลมแรง คลื่นแรงมาก   ซัดเข้ามาปะทะแนวทางเดินคอนกรีตที่เพิ่งสร้างเมื่อราวๆ ๓ ปีที่แล้ว เป็นแนวตลอดชายฝั่ง   ไม่เห็นหาดทรายตามปกติเลย   

ถามคนแถวนั้น ได้ความว่า ลมแรง คลื่นแรง อากาศเย็นเพิ่งเริ่มเมื่อเช้าวันที่ ๑๗   คลื่นซัดน้ำทะเลขึ้นมาที่ชายหาดด้านบนติดกับถนนเลยทีเดียวตอนราวๆ ๘ น.   เขาบอกว่า นี่คือสภาพ “หน้าว่าว”   ทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่เราใช้กันที่บ้านที่ชุมพรสมัยผมเป็นเด็ก “หน้าว่าวมาแล้ว”   ทุกคนกระตือรือร้นที่จะเล่นว่าว    ผมรอฟังเสียงว่าวดุ๊ยดุ่ย ที่ดังตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืนหลายวัน   เพราะว่าว “ติดลม” ผูกให้ลอยลมส่งเสียงแว่วหวานอยู่เช่นนั้น   

ตอนนี้ก็ทำท่าว่าน้ำกำลังขึ้น คลื่นบางลูกซัดขึ้นมาทำท่าว่าจะโดนคนที่เดินอยู่บนเขื่อน   

เดินขึ้นไปทางทิศเหนือ ที่เมื่อเย็นวานผมไปเดินมารอบหนึ่งแล้ว    เพื่อเปรียบเทียบบรรยากาศยามเย็นกับยามเช้าตรู่    พบว่าร้านขายอาหารทะเลเพิ่งเริ่มจัดร้าน   ต่างจากเย็นวานที่มีวัตถุดิบวางอยู่เต็มหลายร้านมาก    ที่เตะตา (เมื่อวานตอนเย็น) คือมีแมงดาทะเลเป็นๆ อยู่มาก   รวมทั้งหอยปูปลากุ้งปลาหมึก  มีร้านหนึ่งมีปลาหมึกหลอดเป็นๆ ว่ายอยู่ในถัง    มีป้ายบอกว่าห้ามเอามือลงไปล้วงในถัง    มีสาวคนหนึ่งมาซื้ออยู่ก่อนแล้ว   แม่ค้าช้อนปลาหมึกตัวหนึ่งใส่ลงในแก้วพลาสติกเล็กๆที่มีน้ำขุ่นๆ ที่ผมเข้าใจว่าเป็นน้ำปรุงรสคล้ายซ้อสอยู่สูงราวๆ ๑ นิ้วฟุต แล้วเอาฝาปิด   ปลาหมึกดิ้นกระแด่วๆ ในลักษณะเอาส่วนหนวดลงล่าง    เป็นการกินปลาหมึกเป็นๆ ตัวละ ๑๒๐ บาท    คนซื้อเธอบอกว่าอยากลอง    ผมบอกตัวเองว่าไม่กล้าลอง กลัวท้องเสีย หรือกลัวตาย   มาเห็นป้ายตอนเช้านี้ว่าน่าจะเรียกว่า หมึกช็อต ตามรูป

เมื่อวานเช่นกัน เห็นร้านขายหอยนางรมที่เขากระเทาะจากเปลือกสดๆ  ขายถุงละ ๕๐ บาทพร้อมน้ำจิ้ม  นี่ก็เช่นกัน ผมเตือนตัวเองว่า แก่แล้ว ร่างกายไม่แข็งแรงที่จะทนเสี่ยงแบบตอนหนุ่ม  อย่ากินเลย    หากเป็นตอนหนุ่มๆ ผมกินแน่   ขนาดไปซื้อผักสดข้างถนนกินที่อินเดียยังเคยลองมาแล้ว   

สิ่งที่ได้เห็นเช้านี้คือคนมาเดินเล่นที่เขื่อนริมทะเลมักเป็นฝรั่ง   มีหญิงสูงอายุคู่หนึ่งที่เมื่อผมทักคนหนึ่งบอกว่า มาดามเป็นคนต่างประเทศ    จึงทักทายกัน พบว่าเป็นคนนิวซีแลนด์ที่ไปอยู่สิงคโปร์บ้าง มาพักผ่อนที่ชะอำบ้าง    เข้าใจว่ามีแม่บ้านคนไทยที่มาเดินเป็นเพื่อน

พบหญิงสูงอายุมาจัดเก้าอี้ผ้าใบ จึงเข้าไปทักทาย   ได้ความว่าเป็นลูกจ้างมาจัดการเอาเก้าอี้มาวางและเก็บ ได้รับค่าจ้างนิดหน่อย  และมีรายได้จากการขายส้มตำบ้าง   ค่าบริการเก้าอี้ตัวละ ๓๐ บาทต่อ ๕ ชั่วโมง    เล่าว่าเมื่อวานคลื่นแรงมาก ซัดข้ามเขื้อนเข้ามาเก็บเก้าอีไม่ทัน เปียกหมด   เธอเรียกตัวเองว่ายาย  คงจะเรียกตามที่คนทั่วไปแถวนี้เรียก    ผมถามว่าอายุเท่าไร ตอบว่า ๖๔   เธอบอกว่าปีที่แล้วนักท่องเที่ยวมากกว่าปีนี้   

เดินไปเห็นป้ายบอกว่าบริเวณวางเก้าอี้ผ้าใบล็อกที่เท่าไร    รวมแล้วมีถึง ๑๒๐ ล็อก  สะท้อนการจัดระบบการทำมาหากินอย่างเป็นระบบดีมาก    ร้านค้าริมถนนฝั่งด้านติดทะเลนอกจากมีป้ายชื่อร้านแล้ว ยังมีเบอร์เป็นตัวเลขให้จำง่าย     

เช้าวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน  ผมออกเดินอย่างเร็วระหว่างเวลา ๖ - ๗ น. ท่ามกลางอากาศเย็นสบายอย่างเดิม   ได้รู้ว่าวันที่ ๑๘ คลื่นก็ซัดข้ามเขื่อนเข้ามาในสนามอีก   ทำให้ทรายของสนามหญ้าทรุดเป็นแนวยาว  แต่เช้าวันนี้น้ำลง เห็นหาดทรายอยู่ถัดจากบันไดเขื่อนลงไปยังหาดทราย          

คุยกับชาวบ้านผู้ให้บริการเก้าอี้ผ้าใบ ว่าปีนี้นักท่องเที่ยงลดจากปีที่แล้ว   เพราะไปรับลมหนามทางภาคเหนือกันหมด      

วิจารณ์ พานิช

๑๙ พ.ย. ๖๖

 

 

1 สภาพคลื่นเย็นวันที่ ๑๗

 

2 สภาพคลื่นเช้าวันที่ ๑๘

 

3 เช้าวันที่ ๑๙ น้ำลง คลื่นไม่แรง

4 ร้านอาหารทะเล ริมชายหาด

5 ถนนริมหาดยามเช้า

6 พระอาทิตย์ขึ้นเช้าวันที่ ๑๙ พ.ย. ๖๖

7 ลานเก้าอี้ผ้าใบนอนเล่น และกินอาหารทะเล

8 ภายในโรงแรม Grand Pacific Sovereign