วันเสาร์ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๖   ผมไปร่วม การสัมมนาวิชาการEducation Journey Forum ครั้งที่ ๑๐ หัวข้อ “การศึกษาไร้รอยต่อ : การเรียนรู้พหุวัฒนธรรม ชายขอบ และข้ามชาติ”   เป็นกิจกรรมที่ประเทืองปัญญายิ่ง   

เริ่มจากการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ร่วมสร้างจินตนาการใหม่เพื่อเยาวชนชายขอบและข้ามชาติ” โดย ศ. ดร. นงเยาว์ เนาวรัตน์   ที่นำเสนอลึกมาก  เชื่อมโยงกับความรู้สึกเป็นเราเป็นเขา   และเชื่อมโยงกับความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ      ผมฟังแล้วมีความเห็นว่าตั้งชื่อเรื่องผิด   เพราะผมคิดว่าจริงๆ แล้วเป้าหมายใหญ่ควร “เพื่อสังคมไทยในอนาคต”   คือ เพื่อคนไทยในทุกบริบททางสังคมและเศรษฐกิจ   จากมุมมองที่เน้น ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ ของคนในทุกพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจ   การศึกษาต้องช่วยหนุนให้ “เด็กทุกคนในแผ่นดินไทย ได้พัฒนาเต็มศักยภาพ”   

เปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า ระบบการศึกษาที่ปล่อยให้เด็กกลุ่มใดขาดโอกาสในการพัฒนาตนเองครบด้านและเต็มศักยภาพ    เป็นระบบที่อ่อนแอ  ที่ต้องพัฒนาปรับปรุงตนเอง     การประชุมนี้มีการไลฟ์สดทั้งทาง FaceBook, Thai PBS  และ YouTube    ฟังย้อนหลังรายการช่วงเช้าได้ที่ (๑)    และรายการช่วงบ่ายได้ที่ (๒)    ทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่ายมีการนำเสนอและอภิปรายที่ลึกซึ้งมาก    เชื่อมโยงกับมิติของความเป็นมนุษย์  สิทธิมนุษยชน   ท่านที่สนใจควรฟังรายการย้อนหลังตามลิ้งค์ที่ให้ไว้    ผมจะไม่สรุปสาระมาเล่า     แต่จะเสนอข้อสะท้อนคิด   

ผมสะท้อนคิดข้อเรียนรู้ของผมแบบคิดใหม่สุดๆ ดังนี้

  • Inclusive Education ที่ช่วยสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมสร้างสรรค์   และมีกลไกเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านผ่าน “พลังอ่อน”   ดูแลเด็กอพยพจากประเทศเพื่อนบ้านที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น ด้วยไมตรีเยื่อใยของเพื่อนมนุษย์   เพื่อเมื่อเขากลับไปอยู่ประเทศของเขา ก็ติดต่อค้าขายร่วมมือกับไทยได้สนิทสนมเข้าใจกันอย่างดี   
  • Innovative Education  ที่หาทางพัฒนาวิธีการแบบไม่ติดกรอบโรงเรียน    เน้นการเปิดโอกาสให้เด็กเรียนได้หลากหลายแนวทาง    มีกลไกให้เด็กสอบเทียบสมรรถนะ   ใช้ระบบข้อมูลทางออนไลน์ช่วยทั้งด้านการเรียนรู้ (hybrid learning)   การประเมินผลการเรียนด้วยตนเองทางออนไลน์   และการสอบเทียบสมรรถนะทางออนไลน์ผสมกับออนไซต์    กรมส่งเสริมการเรียนรู้น่าจะพัฒนา new learning platform นี้    สำรับใช้ได้ทั้งต่อเด็กอพยพ  เด็กไทยด้อยโอกาส และเด็กไทยไม่ชอบเรียนในโรงเรียน 
  • การศึกษาไทยทั้งระบบเป็น “การศึกษาพหุวัฒนธรรม”   ไม่ใช่การศึกษาพหุวัฒนธรรมที่บริเวณชายแดน ที่มีเด็กชนเผ่าเท่านั้น   เด็กในเมืองก็มีสภาพพหุวัฒนธรรม   
  • การผลิตครู  และการทำงานของครู แบบพหุวัฒนธรรมทางวิชาการ   โดยสภาพปัจจุบันเป็น monoculture ทางวิชาการ คือวัฒนธรรมครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์    ควรพิจารณาปรับไปผลิตครูแบบพหุวัฒนธรรมทางวิชาการ อย่างที่ฟินแลนด์ และสิงคโปร์ทำ   คือครูเรียนปริญญาตรีในสาขาวิชานั้นๆ ก่อน เช่นภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ  จิตวิทยา  วิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์   แล้วเรียนต่อวิชาด้าน pedagogy และ PCK (pedagogic content knowledge) อีก ๑ - ๒ ปี    ซึ่งจะทำให้วิชาชีพครูมีพหุวัฒนธรรมทางวิชาการ    ท่านที่สนใจ multiculture education ในทางวิชาการ อ่านบทความของ Paul Gorski ได้ที่ (๓)    ซึ่งจะเห็นว่า มีรากฐานมาจากการกดขี่ทางสังคม    แต่ผมคิดว่าเหตุผลของการใช้ multiculture education ในปัจจุบันควรมีเหตุผลที่ต่าง    คือเพื่อใช้พลังของความหลากหลายวัฒนธรรมเป็นกลไก synergy ต่อการเรียนรู้ที่มีพลังยิ่งขึ้น   คือเปลี่ยนลบเป็นบวก   การศึกษาต้องเป็นเป็นกลไกเปลี่ยนลบเป็นบวก    ใช้ความแตกต่างหลากหลายเป็นพลังบวก  
  • ใช้พลังของ mobility สร้างความเข้มแข็งทางการศึกษา และด้านอื่นๆ ของประเทศ    ควรมีการวิจัยว่าประเทศแถบสแกนดิเนเวียเขาใช้การศึกษา และกลไกอื่นทางสังคมสร้าง assimilation แก่เด็กและผู้อพยพเข้าประเทศ อย่างไร   เพื่อให้ผู้อพยพเหล่านั้นกลายเป็นปัจจัยบวกของบ้านเมือง    ไม่ใช่เป็นภาระแก่สังคม ได้อย่างไร    แล้วนำมาคิดสร้างระบบของเราเอง    เพราะในโลกยุคใหม่ population mobility เป็นสิ่งที่จะเกิดมากขึ้น ด้วยหลากหลายปัจจัย   ความเป็นพลเมืองโลก จะขึ้นมาตีคู่กับความเป็นพลเมืองของประเทศ 

ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ เสนอ ASEAN Peace Corps ให้พลเมืองของประเทศสมาชิกหนึ่ง ไปทำงานพัฒนาหรืองานอาสาในอีกประเทศหนึ่งเป็นเวลา ๑ ปี    เป็นกลไกใช้ mobility ของประชาชนในอาเซียนด้วยกันสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียน     

  • การเรียนรู้นอกระบบการศึกษา    เรียนรู้จากประเทศจีน ตามคำบอกเล่าของ รศ. ดร. สุธีระ ประเสริฐสรรพ์   ว่าคนจีนในปัจจุบันก็เหมือนคนในประเทศอื่นๆ ที่สังคมและการศึกษาพัฒนาความเป็นปัจเจกสูง    ประเทศจีนจึงแก้ด้วยกลไกสร้างความเป็นชุมชน ด้วยศูนย์วัฒนธรรมชุมชน    ให้คนในชุมชนไปทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อสร้างจิตวิญญาณชุมชน ขึ้นมาสมดุลกับความเป็นปัจเจก    ที่จริงในประเทศไทยเราก็มี พอช. – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน    ที่หากเน้นหนุนให้ชาวบ้านรวมตัวกันเอง ทำกิจกรรมเพื่อการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน   ก็จะช่วยสร้างสมดุลกับกระแสปัจเจกดังกล่าวแล้ว   
  • เลิกระบบโอยทาน หรืออุปถัมภ์    ทดแทนด้วยระบบเอื้อให้พัฒนาตนเองสู่ความเข้มแข็ง เป็นตัวของตัวเอง    มีความมั่นใจในตัวเอง มีการพัฒนาตัวตน   และพัฒนาความเคารพนับถือเข้าใจผู้อื่น  เห็นคุณค่าของคนจากหลายวัฒนธรรมหลายฐานะ ที่ช่วยให้คนอื่นได้เรียนรู้ความแตกต่างหลากหลาย   เรียนรู้ที่จะให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลายนั้น    

การศึกษาพหุวัฒนธรรม ควรกลายเป็นกระแสหลัก   ไม่ใช่กระแสสำหรับคนชายขอบ

วิจารณ์ พานิช

๘ ต.ค. ๖๖

รูป 661116

 

1 ศ. ดร. นงเยาว์ เนาวรัตน์

2 บรรยากาศในห้องประชุม

3 ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ