Palliative care หรือ การดูแลแบบประคับประคอง 

เป็นการให้การดูแลและการให้คำแนะนำทั้งแก่ผู้รับบริการที่มีภาวะจำกัดการดำรงชีวิตและครอบครัวหรือผู้ดูแล โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตแบบองค์รวมด้วยการบำบัดรักษา เยียวยาและบรรเทาความทุกข์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มของการเจ็บป่วยหรือเมื่อได้รับการวินิจฉัย จนกระทั้งช่วงสุดท้ายของชีวิต(End of life)

โดยการดูแลแบบประคับประคอง แบ่งเป็น 3 ระดับ

1.)การดูแลแบบประคับประคองพื้นฐาน เป็นการผสมผสานการดูแลแบบประคับประคองกับการดูแลสุขภาพทั่วไป

2.)การดูแลแบบประคับประคองทั่วไป เป็นการดูแลโดยบุคลากรสุขภาพระดับปฐมภูมิ และบุคลากรสุขภาพที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

3.)การดูแลแบบประคับประคองระดับเชี่ยวชาญ เป็นการดูแลผู้ป่วยที่มีความต้องการเฉพาะ ซับซ้อนและยากต่อการจัดการ ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเป็นคลพิเศษของผู้ดูแลซึ่งต้องการการอบรมเฉพาะทาง 

 

 

 

การเปลี่ยนแปลงที่พบในผู้ป่วยระยะสุดท้าย 

ทางด้านร่างกาย (ที่พบได้บ่อย)

1.เบื่ออาหาร

2.อ่อนเพลีย

3.ง่วงนอน

4.รีมฝีปากแห้ง เนื่องจากดื่มน้ำน้อยลง

5.ประสาทสัมผัสเสื่อมลง หรืออาจมีอาการเพ้อ ประสาทหลอน

6.ไม่รู้สึกตัว

7.ร้องครวญครางหรือมีหน้าบิดเบี้ยวเหมือนเจ็บปวด (อาจไม่ใช่เกิดจากความเจ็บปวด แต่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสมอง)

8.มีเสมหะมาก

ทางด้านจิตใจ อ้างอิงจาก kubler-ross grief cycle

1.denial

2.anger

3.depression

4.bargaining 

5.acceptance

 

องค์การอนามัยโลก ระบุหลักการสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง (Paliative Care) ไว้ดังนี้ 

  • เป็นการบรรเทาความปวดและอาการทุกข์ทรมานอื่น ๆ
  • เห็นคุณค่าการมีชีวิตและมองกระบวนการเสียชีวิตเป็นธรรมชาติ
  • ไม่เจตนาเร่งหรือยื้อการตาย
  • ผสมผสานการดูแลทางจิตใจและจิตวิญญาณในการดูแลผู้ป่วย
  • สนับสนุนช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีชีวิตอย่างมีคุณค่าจนเสียชีวิต สนับสนุนช่วยเหลือครอบครัวผู้ป่วยในการปรับตัวปรับใจในความเจ็บป่วยของผู้ป่วย
  • ให้การดูแลเป็นทีมในการประเมินความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัวรวมไปถึงการให้คำปรึกษาประสบการณ์สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
  • สนับสนุนเพิ่มพูนคุณภาพชีวิต ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการดำเนินโรค
  • ให้การดูแลตั้งแต่ช่วงแรกของความเจ็บป่วยผสานเข้ากับการดูแลจำเพาะที่มีเป้าหมายเพื่อยืดชีวิต เช่น เคมีบำบัด รังสีบำบัด ซึ่งรวมถึงการส่งตรวจเพื่อให้เข้าใจและจัดการอาการให้ดีขึ้น

 

การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย(End of life care) ต่างจากคำว่า การดูแลแบบประคับประครอง(Palliative care) 

  • Palliative care คือ แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่มีโรคคุกคามต่อชีวิต สามารถให้การดูแลตั้งแต่การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้าย โดยมีเป้าหมาย คือ การทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี
  • End of life care คือ การดูแลผู้ป่วยในช่วงใกล้เสียชีวิต โดยคาดการเวลาที่เหลือเป็นหลักชั่วโมงหรือวัน และรวมไปถึงผู้ป่วยที่มีการเจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรงที่ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้แล้ว ไม่สามารถหวังให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ โดยการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้เน้นการดูแลให้ผู้ป่วยมีความทุข์ทรมานทางร่างกายน้อยที่สุด มีเป้าหมาย คือ การให้ผู้ป่วยตายดี

บทบาทนักกิจกรรมบำบัดกับงาน Palliative and End-of-life Care สำหรับผู้สูงอายุ

  1. สัมภาษณ์สอบถามความต้องการของผู้รับบริการในการทำสิ่งที่ต้องการในชีวิต
  2. ประเมินความตื่นตัว การรับรู้ วัน เวลา สถานที่ของผู้สูงอายุ
  3. ประเมินความเจ็บปวดและสาเหตุของอาการเจ็บปวด เมื่อพบสาเหตุของอาการเจ็บปวด ให้การดูแลในเรื่อง Pain management ที่ตรงกับสาเหตุ
  4. ประเมินการกลืน ประเมินreflexที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารต่างๆ และภาวะทางโภชนาการของผู้สูงอายุ จากนั้นมีการวางแผนลักษณะของอาหารที่ควรทาน รูปแบบท่าทางการกลืนที่เหมาะสม
  5. ประเมินภาวะซึมเศร้าโดยใช้แบบประเมินมาตรฐานและสัมภาษณ์สอบถามถึงภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ
  6. ประเมินด้านจิตใจ และให้คำแนะนำในการจัดการความเครียดของทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแล(care giver) ในการให้เทคนิค relaxation เช่น music therapy, art therapy, aroma therapy และการหากิจกรรมที่ชอบทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด
  7. ประเมินความทนทานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุ หากไม่ดีจะได้แนะนำเทคนิคการสงวนพลังงาน (energy conservation) และเทคนิคชดเชย (compensate) ให้ผู้สูงอายุสามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามความสามารถที่มี
  8. ให้ความรู้ ความเข้าใจถึงโรคและปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้ต่อผู้สูงอายุและผู้ดูแล และแนวทางในการสังเกตอาการ ความผิดปกติของผู้รับบริการ เช่น สีหน้าท่าทาง 
  9. ปรับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบ้านของผู้รับบริการให้เหมาะแก่การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ และแนะนำการปรับอุปกรณ์ให้เหมาะต่อผู้สูงอายุในการทำกิจกรรมต่าง ๆ (adaptation)

ยกตัวอย่างบทบาทหน้าที่ของนักกิจกรรมในผู้รับบริการที่เป็น Advance dementia

          ในกรณีที่ผู้รับบริการเป็น Advance dementia เราจะเน้นไปที่การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ดูแล เนื่องจากภาระหน้าที่เกือบทั้งหมดจะตกมาอยู่ที่ผู้ดูแลเพียงคนเดียว ทำให้อาจเกิดปัญหาตามมา โดยนักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทดังนี้

  • ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคและแนวโน้มของโรคของผู้รับบริการ
  • ให้ความรู้และสอนเทคนิคต่างๆเพื่อให้ผู้ดูแลสามารถทำได้ด้วยตนเอง เช่น เทคนิคPain management, เทคนิคการจัดท่าทางบนเตียง, เทคนิคการเคลื่อนย้ายผู้รับบริการบนเตียง, เทคนิคการยืดเหยียดร่างกาย, ความรู้ในด้านประเภทของอาหารและวิธีดูแลเมื่อเกิดการสำลัก, สอนการสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้รับบริการ
  • ประเมินด้านจิตใจในผู้ดูแล เพื่อป้องกันการเกิดภาวะ Caregiver burden หรือการที่ผู้ดูแลกดดันตนเอง เครียดมากเกินไป

 

อ้างอิง

สมาชิก นักศึกษากิจกรรมบำบัดปีที่ 3

6423006 พชรวรรณ ยัญญพงศ์

6423007 พราวพัชระ บริสุทธิ์ธนกุล

6423020 ธัญพิชชา ฤทธิรักษ์

6423026 รัญชิดา ใจซื่อสมบูรณ์