วันอังคารที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๖ เป็นวันนัดเข้าอยู่โรงพยาบาล ๑ คืน    เพื่อสังเกตอาการจากการให้ยา BCG เคลือบกระเพาะปัสสาวะ ๒ ชั่วโมง   เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง    ด้วยการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด T-Cells ให้คอยระแวดระวังว่าหากมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่ T-Cells ที่ได้รับการกระตุ้น ก็จะคอยยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งเติบโตเป็นก้อนมะเร็ง       

เช้าผมเข้าประชุมคณะอนุกรรมการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ตอน ๙.๐๐ น.   พอ ๙.๒๐ น. ก็นั่งรถออกจากบ้านไปโรงพยาบาลศิริราช เพื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ๑ วัน ค้าง ๑ คืนเพื่อสังเกตอาการ    เวลา ๑๐.๑๕ น. ก็ไปรายงานตัวที่หอผู้ป่วยชั้น ๑๖  อาคารเฉลิมพระเกียรติ    และได้เข้าอยู่ที่ห้อง ๑๖๐๕  แต้วลูกสาวคนโตไปพบที่นั่นและอยู่เป็นเพื่อนจนบ่ายสามโมงจึงกลับไปทำงาน    ตั้มลูกชายมาอยู่และนอนเป็นเพื่อนแทน   

บ่ายโมง พยาบาลมาเจาะเลือดและเก็บปัสสาวะไปตรวจ   ๑๖ น. แพทย์ประจำบ้านมาใส่สายยาง (สีแดง เบอร์ ๑๔) เข้าไปทางอวัยวะเพศเข้าไปที่กระเพาะปัสสาวะ   (ตอนสอดสายยางปวดไม่ต่างจากตอนใส่ Foley Catheter เบอร์ ๒๔)    เอามือกดไล่น้ำปัสสาวะออกให้หมด    แล้วผสมผง BCG ในขวดกับน้ำยาทำละลายในถุงพลาสติก และปล่อยให้หยดเข้ากระเพาะปัสสาวะ  ครู่เดียวก็เสร็จ   บอกผมว่าให้รอ ๒ ชั่วโมงจึงถ่ายปัสสาวะ   หากทนไม่ไหว อยู่ได้ ๑ ชั่วโมงก็พอใช้ได้   ระหว่างนี้ห้ามดื่มน้ำ     และบอกว่าหลังถ่ายปัสสาวะเอายาออก หากสบายดีก็กลับบ้านได้   แต่ผมขอนอนดูอาการตามที่เตรียมมา   

เมื่อหมอออกไป ผมถามหาขวดยาจากพยาบาล   ได้ความว่าเป็นขวดติดเชื้อ ต้องทิ้งไปอย่างถูกวิธี    ผมบอกว่าอยากอ่านรายละเอียดของยา    เธอยื่นฉลากยาใบโตให้    ช่วยให้ผมได้ทราบรายละเอียดมากมาย    ได้รู้ว่ามีอาการแทรกซ้อนที่พบบ่อยมาก (พบบ่อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ราย) หลายอย่าง   กล่าวคือคำพูดที่ผมได้ยินจากหลายปากว่า เป็นยาที่ไม่มีอันตรายนั้น ไม่จริง    รวมทั้งได้รู้ว่า ต้องอดน้ำ ๔ ชั่วโมงก่อนให้ยา   เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาอย่างที่ผมเผชิญ

เนื่องจากก่อนให้ยา ผมดื่มน้ำมาก   ดังนั้นเพียงครึ่งชั่วโมงหลังให้ยา ผมก็รู้สึกปวดปัสสาวะ    แต่ก็ทนไปเรื่อยๆ โดยทำเป็นนั่งฟังวิดีทัศน์ฟังการบรรยายของตนเอง ที่เจ้าภาพงานเขาเพิ่งส่งมาให้    แต่ในที่สุดเวลา ๑๖.๒๐ น. ก็ปวดมาก   จะไปเข้าห้องน้ำลูกชายก็ใช้ห้องน้ำอยู่   ระหว่างรอผมกลั้นปัสสาวะไม่อยู่  ฉี่ราดรดกางเกงและพื้นห้องอยู่ตรงหน้าห้องน้ำนั่นเอง   

  เมื่อห้องน้ำว่าง ผมก็ขอให้ลูกชายหยิบกางเกง (ของโรงพยาบาล) เอามาเปลี่ยน    โดยเข้าไปล้างตัวบริเวณที่เปื้อนปัสสาวะและ BCG ในห้องน้ำ    ผมอ่านฉลากยาภายหลัง จึงตระหนักว่า การที่ปัสสาวะปน BCG ราดเช่นนั้น ไม่ดีเลย    มีโอกาสที่เชื้อโรคจะไปเปื้อนและก่อโรคได้      

ที่จริงก่อนหน้านั้น ผมกลั้นฉี่ได้    แต่คราวนี้กลั้นไม่ได้    ฉลากยาบอกว่าการได้รับ BCG อาจทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้    ฉลากยาแนะนำว่า หลังเคลือบ (institution) กระเพาะปัสสาวะด้วย บีซีจี ควรดื่มน้ำมาก เป็นเวลา ๔๘ ชั่วโมง   

การให้ยาคอร์สแรก ๖ ครั้ง สัปดาห์ละครั้งเรียกว่า induction therapy   โดยครั้งต่อไปต้องไปรับยาบ่ายวันจันทร์ ที่ห้อง ๕๑๗  ตึกสยามินทร์   ฉลากยาระบุว่า เขาแนะนำให้ได้รับ maintenance therapy ด้วย  ในเดือนที่ ๓, ๖, ๑๒, ๑๘, ๒๔, ๓๐ และ ๓๖ (หลังการผ่าตัด TUR)    ถ้าอาจารย์หมอสิทธิพรให้ยาตามนี้   ผมก็จะได้รับยา ๒๗ ครั้ง ในเวลา ๓ ปี          

คืนวันที่ ๒๗ ต่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ผมเข้านอน ๒๑ น. ลุกขึ้นถ่ายปัสสาวะ ๔ ครั้ง และดื่มน้ำทุกครั้ง    ไม่มีไข้ ไม่มีอาการผิดปกติอย่างอื่น   ตีห้าผมก็ตื่นเองอย่างสดชื่น   และเตรียมตัวกลับบ้าน   โดยบอกพยาบาลไว้ให้แจ้งหมอว่าผมขอรบกวนออกจากโรงพยาบาล ๘ น. เพราะมีงาน          

 ผลข้างเคียง หรืออาการไม่พึงประสงค์ของ BCG-medac (ชื่อเฉพาะของยาที่ผมได้รับ) ที่พบบ่อยมาก (กว่า ๑ ใน ๑๐)ได้ แก่ (๑) การติดเชื้อ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ต่อมลูกหมากอักเสบ  (๒) ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน  เป็นปฏิกิริยาบีซีจีทั่วร่างกายชั่วคราว  ได้แก่ มีไข้ต่ำกว่า ๓๘.๕ องศา  อาการเหมือนมีไข้  อ่อนเพลีย มีไข้หนาวสั่น  ไม่สบายตัวทั่วๆ ไป  ปวดกล้ามเนื้อ  (๓) ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร คือคลื่นไส้  (๔) ความผิดปกติที่ระบบปัสสาวะและไต  มีอาหารถ่ายปัสสาวะบ่อย และรู้สึกไม่สบายระหว่างถ่ายปัสสาวะ (เกิดมากกว่าร้อยละ ๙๐ ของผู้ป่วย และน่าจะเป็นกลไกของฤทธิ์ยาที่ต้องการ)     

ที่น่าสนใจคือ อาการไม่พึงประสงค์เพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งของการได้รับยา 

ขอบันทึกแก้ความเข้าใจผิดของผมว่า ผมได้รับยกเว้นค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินสิทธิ์ข้าราชการบำนาญและศิษย์เก่าศิริราช    เหลือจ่ายค่าไฟเพียง ๘๗๐ บาทนั้น   ไม่เป็นความจริง    จริงๆ แล้วลูกๆ เขาคบคิดกันจ่ายไป ๘๑,๕๕๙.๕๐ บาท   โดยในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ตอนที่ลูกสาวคนที่สองไปจ่ายเงินนั้น    เมื่อจ่าย ๘๗๐ บาทแล้ว     จอคอมพิวเตอร์ขึ้นว่า ค้างจ่าย ๘๑,๕๕๙.๕๐ บาท    ลูกสาวรีบจ่าย โดยไม่บอกผมเลย   แล้วไปบอกน้องสาวที่ปวารณาไว้ว่าจะออกค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ผม   น้องสาวก็โอนเงินมาให้เรียบร้อยโดยไม่บอกพ่อเช่นกัน    แม้พ่อจะโม้ว่าจ่ายเพียง ๘๗๐ บาท    วันนี้ลูกสาวคนโตมารับใบเสร็จ ความจึงแตก   

เป็นความภูมิใจของพ่อ ที่มีลูกที่มีจิตสาธารณะ    ไม่มุ่งแต่ประโยชน์ตน    ลูกสาวคนที่สองเขาบอกพ่อว่า พ่อไม่ควรเรียกร้องสิทธิ์ที่จะได้รับการยกเว้น   แม้พ่อจะไปช่วยงานที่ศิริราชมากก็ตาม    แต่ไม่บอกว่าเขาจ่ายเงินไปแล้ว     ผมเล่าให้พยาบาลฟัง ได้ความว่า คำอนุมัติให้ยกเว้นมาถึงทีหลัง    คอมพิวเตอร์จึงระบุการค้างจ่าย     

วันที่ ๓๐ มิถุนายน ผมพบ ศ. นพ. อภิชาติ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ ผู้เซ็นอนุมัติยกเว้นค่ารักษาพยาบาลให้ผม   จึงรู้ว่าท่านทราบแล้วว่าผมจ่ายค่ารักษาพยาบาล   เพราะข้อมูลการยกเว้นไปถึงฝ่ายการเงินช้า   ผมจึงได้โอกาสโม้เรื่องจิตสาธารณะของลูกสาว   

ผมบอกพยาบาลว่าจะขอออกจากโรงพยาบาล ๘ น. เพราะมีงาน    เธอถามว่า ไปประชุมหรือ    ๗.๓๐ น. เราก็ได้ใบแจ้งค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้ลดค่าศิษย์เก่า เป็นเงิน ๔,๔๕๐ บาท    ลูกชายไปจ่าย    ก่อน ๘ น. เล็กน้อยผมได้ออกจากโรงพยาบาล    พร้อมกับได้รับใบรับรองแพทย์ สำหรับให้สถาบันอาศรมศิลป์นำไปเป็นหลักฐาน ขอรับค่าประกันการเดินทาง ตอนไปเดนมาร์ค     

วิจารณ์ พานิช 

๒๘ มิ.ย. ๖๖  เพิ่มเติม ๑ ก.ค. ๖๖ 

ห้อง ๑๖๐๕   อาคารเฉลิมพระเกียรติ    โรงพยาบาลศิริราช    และที่บ้าน