หัวข้อของบันทึกนี้โผล่ออกมาเช้ามืดวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖   (ก่อนเดินทางไปขอนแก่น)    เป็นผลของ critical reflection จากประสบการณ์สองวันในรีทรีต ของ สบช. เมื่อวันที่ ๒๑ – ๒๒    นำสู่การตัดสินใจว่าสภาสถาบันต้องเข้าไปร่วมทำหน้าที่ strategic governance เพื่อการเปลี่ยนขาด (transform) สถาบัน     เพราะหากปล่อยให้ฝ่ายบริหารทำไปแบบเดิมในช่วง ๑๐ เดือนที่ผ่านมา     จะขาด public engagement in policy-making    โดยคำ public ในที่นี้หมายถึงผู้ปฏิบัติงาน และผู้บริหารระดับวิทยาลัย       

ผมเพิ่งเรียนรู้เทคนิค mini-publics ที่เขาบอกว่า พัฒนามาตั้ง ๕๐ ปีแล้ว    และมาโด่งดังในช่วง ๑๐ ปีหลัง ดังระบุในหนังสือ Deliberative Mini-Publics: Core Design Features  และบทความ Forms of mini-publics: Deliberative innovations in democratic practice (2017)   และผมเห็นว่า เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนขาด วัฒนธรรมของ สบช.    จากวัฒนธรรมควบคุมและสั่งการ หรือวัฒนธรรมปฏิสัมพันธ์แนวดิ่ง   มาเป็นวัฒนธรรมการปรึกษาหารือ หรือการมีส่วนร่วม   หรือวัฒนธรรมแนวระนาบ 

โดยมี “ผู้กระทำการ” (agency) เรียกว่า PE Practitioner (PE = Public Engagement)    ทำหน้าที่เชื่อมโยงสมาชิกของ สบช. เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดและประยุกต์ใช้นโยบายของ สบช.   

ที่จริง สภาสถาบันได้มีมติให้ broadcast การประชุมสภาวาระปกติ   และได้เริ่มดำเนินการไปแล้วครั้งแรกเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖   และต่อจากนี้ไปจะถ่ายทอดสดให้สมาชิกของ สบช. ได้เข้าฟังทุกครั้งของการประชุมสภา    รวมทั้งจะเปิดให้มีช่องทางให้สมาชิกเสนอแนะในเว็บไซต์ของสภาด้วย  

แต่แค่นั้น ไม่น่าจะพอ    สบช. น่าจะเพิ่มกลไก “แกนนำสร้าง PE ของ PI”   โดย PE ย่อจาก Public Engagement  และ PI ย่อจาก สถาบันพระบรมราชชนก   โดยผมเสนอว่า น่าจะใช้กลไกของสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงาน ทำหน้าที่นี้    โดยสภาคณาจารย์ฯ จัดให้อาจารย์และผู้ปฏิบัติงาน หมุนเวียนกันทำหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน PE (PE Practitioner - PEP) ในทุกวิทยาลัย    เพื่อทำกระบวนการ deliberative mini-publics ในนโยบายสำคัญๆ ของ สบช.    โปรดสังเกตว่า PEP ทำหน้าที่ ๓ อย่างคือ advisor, catalyst  และ honest broker

เริ่มจากการที่สมาชิกสภาคณาจารย์ร่วมกันทำความเข้าใจ Deliberative Mini-Publics (DMP) ด้วยการอ่านหนังสือ และบทความที่แนะนำไว้     รวมทั้งค้นคว้าเพิ่มเติม    นำมาจัด workshop ร่วมกันระหว่างตัวแทนของ สภาคณาจารย์ฯ  ฝ่ายบริหาร  และสภาสถาบัน    เพื่อตกลงกลยุทธ และวิธีการใช้ DMP เป็นเครื่องมือหนึ่ง เพื่อการเปลี่ยนขาด (transform) วัฒนธรรมของ สบช. 

ผมไม่ได้อ่านหนังสือ Deliberative Mini-Publics: Core Design Features (เพราะไม่มี)    แต่ได้อ่านบทความ Forms of mini-publics: Deliberative innovations in democratic practice (2017) และพบว่า DMP มีหลายแบบ เพื่อสนองวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน   หากจะนำมาใช้ใน สบช. ก็จะต้องร่วมกันกำหนดเป้าหมาย  กลยุทธ และวิธีการ ให้ชัดเจนเหมาะสม 

DMP ที่ฝรั่งใช้ เป็นกิจกรรมเพื่อให้ได้มติเรื่องใดเรื่องหนึ่ง    เป็นกิจกรรมที่ทำครั้งเดียว ที่เรียกว่า cross-sectional    แต่การนำมาปรับใช้ที่ สบช. มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนวัฒนธรรม ซึ่งต้องทำระยะยาวต่อเนื่อง (longitudinal)    จึงควรใช้ร่วมกับ developmental evaluation (DE)     คือมีการหมุนวงจรการประเมินและเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) เป็นระยะๆ   เพื่อยกระดับผลลัพธ์ที่ต้องการ   

องค์การอนามัยโลกกำลังพัฒนาเอกสารคู่มือการดำเนินการ Mini-Publics   และบอกว่ามีผู้เกี่ยวข้อง ๓ กลุ่ม คือ Commissioners (ผู้สนับสนุนให้ดำเนินการ), Organisers (ผู้ดำเนินการ)  และ Facilitators (ผู้เอื้ออำนวยกระบวนการ)   ที่จะต้องร่วมมือกัน ประสานงานกัน   รวมเรียกว่า Project Team    หาก สบช. ต้องการใช้เครื่องมือนี้ในการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรอย่างจริงจัง อาจขอความร่วมมือจากองค์การอนามัยโลกได้ (ดำเนินการโดย Evidence to Policy and Impact Unit, Research for Health – Science Division)        

หัวใจของการเปลี่ยนวัฒนธรรมของ สบช. ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การพัฒนาปฏิสัมพันธ์แนวราบเท่านั้น    ยังต้องพัฒนาอีกหลายด้าน เพื่อให้สมาชิกพัฒนาความเป็นกำลังสร้างสรรค์ สบช. ร่วมกัน    เช่นพัฒนาสมรรถนะความเป็น “ผู้ก่อการ” (agency)    พัฒนาสมรรถนะด้านการมองการณ์ไกลและเชื่อมโยง    มองทะลุและเชื่อมโยงผลประโยชน์ส่วนรวม (ของ สบช., ของวิชาชีพที่ตนสังกัด, และของประเทศชาติ) กับผลประโยชน์ส่วนตน เป็นต้น   

DMP เป็นเครื่องมือให้คนระดับล่างได้มีสิทธิมีเสียงในกิจการของบ้านเมือง  ของชุมชน หรือ (ในกรณีของ สบช.) ขององค์กร   เมื่อไรก็ตามมีการดำเนินการส่งเสริมสิทธิ (rights) ต้องจัดให้มีความตระหนักเรื่องความรับผิดชอบ (responsibility) ควบคู่ไปด้วย    มิฉนั้น จะเป็นการส่งเสริมให้คนเห็นแก่ตัว   

หาก สบช. นำเอา DMP มาใช้    จะดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างจิตสาธารณะ การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม และความรับผิดชอบต่อองค์กร อย่างไร   เราต้องช่วยกันคิด และออกแบบกระบวนการเพื่อผลกระทบดังกล่าว     

เราหวังใช้ DMP เป็นกุศโลบาย และวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนขาดวัฒนธรรมของ สบช.    เอกสาร Forms of mini-publics: Deliberative innovations in democratic practice (2017) บอกว่าจุดอ่อนอย่างหนึ่งของ DMP คือค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง     หากนำมาใช้กับ สบช. ต้องได้รับอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการด้วย    และต้องนำผลมารายงานต่อสภาสถาบันเป็นระยะๆ    รวมทั้งเขาแนะนำให้มีคณะกรรมการ “Stewarding Committee” ที่ไทยเราใช้คำว่า คณะกรรมการชี้ทิศทาง    ช่วยเป็นกลไกให้คำแนะนำ  และสร้างความน่าเชื่อถือต่อสาธารณชน 

ย้ำว่า DMP กับ EIP เป็นเครื่องมือชุดหนึ่ง ที่น่าจะพิจารณานำมาใช้ช่วยเร่งการเปลี่ยนขาดวัฒนธรรมของ สบช. สู่ความเป็นสถาบันอุดมศึกษา    ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามบุญตามกรรม   หรือตามความเคยชินเดิมๆ   

ปรับใช้  ไม่ใช่ใช้ตามในเอกสารของฝรั่ง แบบลอกมาใช้แบบเถรตรง    

มีเอกสารสำหรับใช้ประกอบการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนขาดวัฒนธรรมองค์กรของ สบช.   ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมมากมาย ตัวอย่างเช่น   Voice, agency empowerment – handbook on social participation for universal health coverage    

กลุ่ม PE Practitioner อาจวางแผนเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ   เพื่อตีพิมพ์ข้อเรียนรู้จากกระบวนการนี้ ในวารสารวิชาการนานาชาติได้                               

วิจารณ์ พานิช

๑ มี.ค. ๖๖