พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา เมฆส่งเสียงสนั่นครั่นครื้นยังฝนให้ตกครู่เดียวก็เต็มเปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม.

การบำเพ็ญบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตอนที่ ๓๑ มัจฉราชจริยา

 

เกริ่นนำ

            พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา เมฆส่งเสียงสนั่นครั่นครื้นยังฝนให้ตกครู่เดียวก็เต็มเปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม. ครั้นเราทำความเพียรอย่างสูงสุด อันเป็นความสัตย์อย่างประเสริฐเห็นปานนี้แล้ว. อาศัยกำลังอานุภาพความสัตย์จึงยังฝนให้ตกห่าใหญ่. ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี. นี้เป็นสัจบารมีของเรา ดังนี้.

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก

 

๑๐. มัจฉราชจริยา

ว่าด้วยจริยาของพญาปลา

 

             [๘๓]    อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลที่เราเป็นพญาปลาอยู่ในสระใหญ่ น้ำในสระแห้งขอด เพราะแสงดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน

             [๘๔]   ทีนั้น นกกา นกแร้ง นกกระสา นกตะกรุม และเหยี่ยว มาคอยจับปลากินทั้งกลางวันและกลางคืน

             [๘๕]   ครั้งนั้น เรากับหมู่ญาติถูกเบียดเบียนจึงคิดอย่างนี้ว่า โดยอุบายอะไรหนอ หมู่ญาติจะพึงพ้นทุกข์ได้

             [๘๖]   เราคิดถึงเหตุและผลแล้ว ได้เห็นสัจจะว่าเป็นที่พึ่งได้ จึงตั้งอยู่ในความสัตย์แล้ว เปลื้องความพินาศใหญ่ของหมู่ญาตินั้นได้

             [๘๗]   เราระลึกธรรมของสัตบุรุษ คิดถึงปรมัตถธรรม ได้กระทำสัจจกิริยา ซึ่งเป็นธรรมอันยั่งยืนเที่ยงแท้ในโลก

             [๘๘]   ตั้งแต่เราจำความได้ ตั้งแต่เรารู้เดียงสาได้มาจนถึงบัดนี้ เราไม่รู้สึกว่าจงใจเบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งเลย

             [๘๙]   ด้วยสัจจวาจานี้ ขอเมฆจงทำฝนห่าใหญ่ให้ตก แน่ะเมฆ ท่านจงคำราม จงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป ท่านจงทำกาให้ตรอมตรมด้วยความโศก จงปลดเปลื้องฝูงปลาจากความโศก

             [๙๐]   พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจะอันประเสริฐ เมฆส่งเสียงสนั่นครั่นครืน ทำฝนให้ตก ครู่เดียว ก็เต็มเปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม

             [๙๑]   ครั้นเราทำสัจจะอันประเสริฐเห็นปานนี้ อันเป็นความเพียรอันสูงสุด อาศัยกำลังเดชความสัตย์ บรรดาลฝนห่าใหญ่ให้ตก บุคคลมีสัจจะเสมอเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล

มัจฉราชจริยาที่ ๑๐ จบ

 

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

๑๐. มัจฉราชจริยา

               อรรถกถามัจฉราชจริยาที่ ๑๐               

               

    ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาปลาอยู่ในสระใหญ่.
               ในอดีตกาล เราเกิดในกำเนิดปลายินดีอยู่ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการของปลาทั้งหลาย ในสระใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยเถาวัลย์อันเป็นสระโบกขรณี ใกล้พระเชตวันกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล.
               ครั้งนั้น เราเป็นพระยาปลาแวดล้อมด้วยหมู่ปลาอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น.
               เพราะแสงอาทิตย์. น้ำในสระนั้นแห้งขอด.
               ในแคว้นนั้น ขณะนั้นฝนไม่ตกเลย. ข้าวกล้าเหี่ยวแห้ง. น้ำในบึงเป็นต้นแห้งขอด. ปลาและเต่าพากันเข้าไปอาศัยเปือกตม. แม้ในสระนั้นปลาทั้งหลายก็เข้าไปยังเปือกตม ซ่อนอยู่ในที่นั้นๆ.
               ภายหลังจากน้ำแห้งนั้น. นกตะกรุมและเหยี่ยว. กาและนกนอกนั้นเข้าไปแอบอยู่บนหลังเปือกตมนั้นๆ เอาจะงอยเช่นกับปลายหอกสั้นจิกกินปลา ซึ่งเข้าไปนอนซ่อนอยู่ที่เปือกตมทั้งๆ ที่ยังดิ้นอยู่.
               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เห็นความพินาศของปลาทั้งหลาย เกิดสงสารคิดอยู่ว่า นอกจากเราไม่มีผู้อื่นที่สามารถจะปลดเปลื้องญาติทั้งหลายของเราให้พ้นจากทุกข์นี้ได้. เราจะปลดเปลื้องปลาเหล่านั้นจากทุกข์นี้ได้ด้วยอุบายอย่างไรหนอ จึงตัดสินใจว่า ถ้ากระไรเราพึงทำสัจกิริยาอาศัยสัจธรรมที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ก่อน ประพฤติสะสมมาและที่มีอยู่ในตัวเรา ยังฝนให้ตกและสละชีวิตเป็นทานเพื่อหมู่ญาติของเรา.
               ด้วยเหตุนั้น เป็นอันเราได้ยังมหาอุปการะให้เกิดแก่สัตว์โลกผู้อาศัยอาหารเลี้ยงชีพแม้ทั้งสิ้น.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
               ในกาลนั้น เราคิดอย่างนี้ว่า เรากับหมู่ญาติถูกบีบคั้น จะพึงเปลื้องหมู่ญาติให้พ้นจากทุกข์ได้ด้วยอุบายอะไรหนอ เราคิดแล้วได้เห็นความสัตย์อันเป็นอรรถเป็นธรรมว่าเป็นที่พึ่งของหมู่ญาติได้ เราตั้งอยู่ในความสัตย์แล้ว จะปลดเปลื้องความพินาศใหญ่ของหมู่ญาตินั้นได้ เรานึกถึงธรรมของสัตบุรุษ คิดถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์อันยั่งยืนเที่ยงแท้ในโลก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้ แล้วได้ทำสัจกิริยา.
               เราคิดถึงสัจจะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนั้นอันมีสภาพไม่วิปริต. อันยั่งยืนเที่ยงแท้ในโลก คือการไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าตลอดกาลใด พึงทราบการเชื่อมความว่า เราได้คิดถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์อันยั่งยืนเที่ยงแท้โดยความเป็นจริง ตลอดกาลทั้งปวงนั้น ได้กระทำสัจกิริยา.
               บัดนี้ พระมหาสัตว์ซึ่งมีร่างเช่นกับสีปุ่มแก่นไม้อัญชัน ประสงค์จะรับเอาธรรมนั้นซึ่งมีอยู่ในตน แล้วประกอบคำพูดที่เป็นสัตย์ จึงคุ้ยเปือกตมสีดำออกเป็นสองข้าง ลืมตาทั้งสองแหงนมองอากาศ กล่าวคาถาว่า
                ตั้งแต่เราระลึกตนได้ ตั้งแต่เรารู้ความมาจนถึงบัดนี้ เราไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งให้ได้รับลำบากเลย. ด้วยสัจวาจานี้ ขอเมฆจงยังฝนให้ตกห่าใหญ่.
               ตั้งแต่เรารู้ความที่วิญญูชนรู้แล้วในสิ่งอันควรทำนั้นๆ ชื่อว่ารู้ความที่วิญญูชนรู้แล้ว เพราะสามารถระลึกถึง กายกรรม วจีกรรม ของเราจากนี้ไปได้ด้วยการแหงนขึ้นไปในเบื้องบน ในระหว่างนี้แม้เกิดในที่จะต้องกินสัตว์ที่มีชาติเสมอกัน เราก็ไม่เคยกินปลาแม้ประมาณเท่ารำข้าวสาร เราไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียนสัตว์ไรๆ แม้อื่น ไม่ต้องพูดถึงฆ่า.
               เรากล่าวถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์ไรๆ อันใด หากการไม่เบียดเบียนนั้นเป็นความจริง ไม่วิปริต ด้วยสัจวาจานี้ ขอเมฆจงยังฝนให้ตกเถิด.
               พระยาปลากล่าวว่า ขอเมฆจงปลดเปลื้องหมู่ญาติของเราจากทุกข์เถิด แล้วเรียกปัชชุนนเทวราชดุจบังคับคนรับใช้ของตนอีกว่า
               แน่ะปัชชุนนะ ท่านจงเปล่งสายฟ้าคำรามให้ฝนตก จงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป ท่านจงยังกาให้เดือดร้อน ด้วยความโศก จงปลดเปลื้องฝูงปลาจากความโศก.
               เมฆ ท่านเรียกว่าปัชชุนนะ ก็พระยาปลานี้เรียกวัสสวลาหกเทวราช ที่ได้ชื่อด้วยอำนาจแห่งเมฆ. ธรรมดาฝนไม่คำรามไม่เปล่งสายฟ้า แม้ให้ฝนตกก็ไม่งาม. เพราะฉะนั้น ท่านคำรามเปล่งสายฟ้าให้ฝนตกเถิด.
               กาทั้งหลาย เอาจะงอยจิกปลาที่เข้าไปยังเปือกตมนำออกมากิน. เพราะฉะนั้น ปลาทั้งหลายภายในเปือกตม ท่านเรียกว่านิธิคือขุมทรัพย์ของกาเหล่านั้น. ท่านยังฝนให้ตกน้ำท่วมขุมทรัพย์ของฝูงกานั้น.
               ท่านจงยังกาให้เดือดร้อนด้วยความโศก. ฝูงกาเมื่อไม่ได้ปลาในสระใหญ่นี้ซึ่งมีน้ำเต็มจักเศร้าโศก. ท่านยังเปือกตมนี้ให้เต็มยังฝูงกานั้นให้เดือดร้อนด้วยความโศก. ท่านจงยังฝนให้ตกเพื่อให้กาเศร้าโศก.
               จงปลดเปลื้องฝูงปลาจากความเศร้าโศก คือท่านจงปลดเปลื้องฝูงปลาทั้งหมดซึ่งเป็นญาติของเราให้พ้นจากความเศร้าโศก คือความตายนี้เถิด.
               จริงอยู่ ปลาทั้งหลายมีความเศร้าโศกคือความตายอย่างใหญ่หลวงว่า พวกเราจะถึงความเป็นอาหารของศัตรูเพราะไม่มีน้ำ. พึงทราบว่าความเศร้าโศกเกิดขึ้นด้วยความกรุณาของพระมหาสัตว์ผู้เปี่ยมด้วยความกรุณา เพราะอาศัยความพินาศย่อยยับของปลาเหล่านั้น.
               พระโพธิสัตว์เรียกปัชชุนนะเทพบุตร ดุจบังคับคนรับใช้ของตนให้ฝนห่าใหญ่ตกทั่วแคว้นโกศล. ด้วยเดชแห่งศีลของพระมหาสัตว์ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดงอาการร้อนตลอดกาล ด้วยสัจกิริยานั่นแล.
               ท้าวสักกะทรงรำพึงว่า อะไรหนอ? ครั้นทรงทราบเหตุนั้นแล้วจึงรับสั่งให้เรียกวัสสวลาหกเทวราชมามีเทวบัญชาว่า นี่แน่ะเจ้าพระยาปลาผู้เป็นมหาบุรุษปรารถนาให้ฝนตกเพราะความเศร้าโศก คือความตายของญาติทั้งหลาย. เจ้าจงทำเมฆให้เป็นกลุ่มเดียวกัน แล้วให้ฝนตกทั่วแคว้นโกศลเถิด.
               วัสสวลาหกเทวราชรับเทวบัญชาแล้ว นุ่งวลาหกก้อนหนึ่ง ห่มก้อนหนึ่ง ขับเพลงขับสายฝน บ่ายหน้าไป มุ่งไปยังโลกทางด้านทิศตะวันออก. ทางด้านทิศตะวันออก ก้อนเมฆก้อนหนึ่งประมาณเท่าบริเวณลานได้ตั้งขึ้นร้อยชั้น พันชั้น คำรามเปล่งสายฟ้าไหลลงมาเหมือนหม้อน้ำที่คว่ำ หลั่งน้ำใหญ่ท่วมแคว้นโกศลทั้งสิ้น.
               ฝนตกอยู่ไม่ขาดสาย ครู่เดียวเท่านั้นสระใหญ่นั้นก็เต็ม. ปลาทั้งหลายก็พ้นจากมรณภัย. กาเป็นต้นได้หมดที่พึ่ง.
               ไม่เฉพาะปลาอย่างเดียวเท่านั้น แม้มนุษย์ทั้งหลายก็ยังข้าวกล้าหลายอย่างให้งอกงาม แม้สัตว์ ๒ เท้าเป็นต้นทั้งหมดที่อาศัยฝนเลี้ยงชีวิตก็พ้นจากทุกข์กายและทุกข์ใจ.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
               พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา เมฆส่งเสียงสนั่นครั่นครื้นยังฝนให้ตกครู่เดียวก็เต็มเปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม. ครั้นเราทำความเพียรอย่างสูงสุด อันเป็นความสัตย์อย่างประเสริฐเห็นปานนี้แล้ว. อาศัยกำลังอานุภาพความสัตย์จึงยังฝนให้ตกห่าใหญ่. ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี. นี้เป็นสัจบารมีของเรา ดังนี้.
               เพราะเหตุการณ์เป็นอย่างนั้น ฉะนั้น พระธรรมราชาจึงทรงแสดงถึงความที่สัจบารมีของพระองค์ ไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเมื่อครั้งเป็นพระยาปลาใหญ่ว่า  ผู้เสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี. นี้เป็นสัจจบารมีของเรา.
               พระมหาสัตว์มีใจเร่งเร้าด้วยมหากรุณาอย่างนี้ จึงได้ปลดเปลื้องมหาชนจากมรณทุกข์ด้วยยังฝนห่าใหญ่ให้ตกทั่วแว่นแคว้น เมื่อสิ้นอายุก็ไปตามยถากรรม.
               ปัชชุนนเทวราชในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้.
               ฝูงปลาคือพุทธบริษัท.
               พระยาปลาคือพระโลกนาถ.
               

               จบอรรถกถามัจฉราชจริยาที่ ๑๐               
               -----------------------------------------------------