บทความ We need an open dialogue on global research engagement เขียนโดยรองศาสตราจารย์ Tommy Shih แห่งมหาวิทยาลัย Lund สวีเดน ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับอุดมศึกษาในโลก ในยุคความขัดแย้งทางการเมืองแบบ geopolitics ที่ทำให้การเคลื่อนย้ายนักศึกษา อาจารย์ และทุนวิจัยไม่เป็นไปตามธรรมชาติ หรืออย่างอิสระ ตามแนวทางของระบบวิชาการ กลับมาถูกอิทธิพลทางการเมืองกำหนดข้อจำกัด
ทำให้อุดมศึกษาไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งที่จริง ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา อุดมศึกษาในโลกนี้ก็ไม่เคยเป็นกลางทางการเมือง คือเข้าไปร่วมมือ หรือรับใช้การเมืองของประเทศ ไม่มากก็น้อย มหาวิทยาลัยชั้นยอดหลายแห่งในเยอรมนี มีรอยด่างทางประวัติศาสตร์ จากการเข้าไปรับใช้อุดมการณ์นาซี
ในประเทศไทย อุดมศึกษาถูก “กำราบ” หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ จนทำให้พลังคนหนุ่มสาวฟุบแฟบมาจนบัดนี้ ไม่เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างในยุค ทศวรรษ ๒๕๑๐ – ๒๕๑๙
กลับมาที่บทความ ประเทศที่เจริญก้าวหน้า ระบบอุดมศึกษามักเข้าไปบูรณาการแนบแน่นกับกิจการต่างๆ ของบ้านเมือง ที่เรียกว่า มี engagement และในยุคโลกาภิวัตน์ อุดมศึกษาของประเทศต่างๆ ต้องมีกิจกรรม global engagement แต่ในช่วงสามสี่ปีมานี้ เหตุการณ์การระบาดของโควิด ๑๙ ความขัดแย้งอเมริกา-จีน และสงครามยูเครน (อเมริกา-รัสเซีย) ส่งผลให้ global engagement ของมหาวิทยาลัย ทำได้ยาก
ผู้เขียนบอกว่า global engagement ของมหาวิทยาลัยในยุคนี้ ต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของมนุษยชาติ (SDG – sustainable development goals) ซึ่งประเด็นหลักคือ climate, environment, health, energy and food production อ่านมาถึงตรงนี้ก็พอจะสรุปได้ว่า มหาวิทยาลัยไทยต้องทำหน้าที่ใหญ่ ๒ ชั้น คือ (๑) ขับเคลื่อนประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง (๒) ร่วมกับฝ่ายต่างๆ ในการปกป้องความอยู่รอดของมนุษยชาติ โดยที่มองเผินๆ สองเป้าหมายนี้ ขัดกัน แต่มหาวิทยาลัยต้องหาวิธีดำเนินการให้สองประเด็นนี้เสริม (synergy) กัน ให้ได้
ซึ่งหมายความว่า มหาวิทยาลัยต้องเป็นนักร่วมมือ ทั้งร่วมมือกันเองภายในมหาวิทยาลัย ระหว่างมหาวิทยาลัย ร่วมมือกับภาคส่วนอื่นภายในประเทศ และร่วมมือกับต่างประเทศ ที่เรียกว่า collaboration หรือจะให้ร่วมมือใกล้ชิดยิ่งขึ้น เรียกว่า engagement
ผู้เขียนเสนอว่า มีความเสื่อม ๓ ด้าน ของอุดมศึกษา ในการทำหน้าที่ตามที่กล่าวข้างต้น ได้แก่
- เสรีภาพทางวิชาการ และความเป็นอิสระ ลดลง
- ให้คุณค่าต่อความเสมอภาค และความเท่าเทียม น้อยลง
- การสร้างกำแพงระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องสุขภาพด้านเศรษฐกิจของตน เน้นการแข่งขัน มากกว่าความร่วมมือ ซึ่งผมตีความว่า มีการสมาทาน zero-sum game ไม่เชื่อใน positive-sum game
ความขัดแย้งระหว่างประเทศยักษ์ใหญ่ (สหรัฐ-จีน) ทำให้อุดมศึกษาข้ามพรมแดนประเทศ ถูกมองผ่านสองแว่น คือแว่นการหารายได้เข้าประเทศ กับแว่นการถูกสอดแนมและขโมยความรู้
ผู้เขียนเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ๓ ประการคือ
- จัดเวทีเจรจาให้มีความร่วมมือวิจัยระหว่างประเทศ ให้มีการวิจัยแบบไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างประเทศ
- อย่าปล่อยให้กรณีขัดแย้งรุนแรง ร่วมกันกำหนดกติกา เพื่อป้องกัน
- จัดให้มีกรณีศึกษา เพื่อทำความเข้าใจความร่วมมือที่ก่อประโยชน์ร่วมกัน
กล่าวง่ายๆ คือ ประเทศมหาอำนาจเขาขัดแย้งกันก็ปล่อยเขาไป อย่าไปถือปฏิบัติตามเขา ประเทศที่ไม่สมาทานความขัดแย้ง ก็ร่วมมือกันไป อย่าให้ประเทศมหาอำนาจ (ที่บ้าคลั่งอำนาจ) มาตั้งกติกาให้เราปฏิบัติตาม
วิจารณ์ พานิช
๑๒ ก.ย. ๖๕