๒๘ - ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๕

คณะของเราพักที่โรงแรม Elite Palace Hotel ระดับสี่ดาว    ที่ห้องไม่กว้าง แต่มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน แบบไม่หรูหราแต่สะดวกสบาย    มีเครื่องอำนวยความสะดวกทั้งในห้องพัก และในส่วนอื่นๆ ของโรงแรม   

ได้กล่าวแล้วว่า ในทางส่วนตัว ผมจ้องสำรวจตัวเอง    ว่ายังไหวหรือไม่ ต่อการตรากตรำเดินทางไปต่างประเทศไกลๆ     การปรับตัวกับการเปลี่ยนเวลาและสถานที่   รวมทั้งปรับตัวให้เข้ากับสังคมและโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

สิ่งแรกที่มาพบที่สวีเดนคือ cashless society    ร้านค้าไม่รับเงินสด ต้องใช้บัตรเครดิตเท่านั้น    ช่วยให้การทำมาค้าขายและชีวิตผู้คนง่ายขึ้นมาก    แต่จะใช้ได้ดีสังคมต้องมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมน้อย   และคนต้องปรับตัวเข้าหากันและเข้าหาระบบได้ดี   และระบบไอทีของเขาต้องมีความเสถียรและปลอดภัยน่าเชื่อถือสูงมาก   ท่านที่สนใจระบบสังคมและการปรับตัวอยู่ในสวีเดนอ่านได้ที่ (๑) 

เรื่องนี้ได้จากคำบอกเล่าของคุณหมอแอ้ม จากกรมควบคุมโรค ที่มาเรียน ป. โท Global Health ที่สต็อกโฮล์ม   ว่าคนที่มาเรียนชั่วคราวหรือย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่สวีเดนจะได้รับการฝึกการอยู่ร่วมกันในสังคมสวีเดนอย่างเข้มข้น    ผมตีความว่า นี่คือวิธีการของสังคมนิยม ที่ให้คุณค่าต่อการอยู่ร่วมกัน    ไม่ใช่อยู่อย่างตัวใครตัวมัน และเรียกร้องเอาสวัสดิการจากรัฐแบบที่เราคุ้นเคย 

สังเกตได้จากพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ที่เราไปชมตอนเที่ยงและบ่ายวันอาทิตย์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๕   เจ้าหน้าที่คนนี้หน้าตาน่าจะไม่ใช่คนสวีเดนดั้งเดิม    น่าจะย้ายถิ่นฐานมาจากประเทศอื่น    เขาแสดงท่าทีและพฤติกรรมของคนที่ทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบ    ให้พื้นที่หน้าอาคารตรงทางเข้าไม่จอแจ    อำนวยความสะดวกแก่คนที่เดินเข้ามาในพิพิธภัณฑ์เกือบจะตลอดเวลา     โดยบอกพวกเรา ๕ คน อย่างสุภาพ (ด้วยท่าทางของคนเสมอกัน) ให้เข้าไปยืนข้างในอาคาร ที่มีพื้นที่กว้างกว่า    เพื่อแบ่งปันความสะดวกแก่คนอื่น   

ผมสังเกตว่า เข้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์คนอื่นๆ ก็เช่นกัน   เขายืนตรงทางเข้าด้านในอาคารโดยแสดงท่าทีสังเกตผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่เดินเข้าไป    ตอนบ่ายราวๆ ๑๕ น. ฝนตก  คนถือร่มเข้ามา     เขาบอกว่าที่วางร่มอยู่ตรงไหน    และบอกทางเข้าไปชมช้างใน   

ตอนที่พวกเราเดินเข้าไป ๔ คนตอนใกล้เที่ยง   เจ้าหน้าที่ที่ยืนตรงโถงด้านใน มาบอกพวกเราสั้นๆ ว่ามีการจัดแสดงอะไรตรงไหน   ที่น่าสนใจคือ การจัดระบบให้บริการไม่เป็นแบบ เคาน์เตอร์ให้บริการแก่ผู้เดินเข้าไปถามหาข้อมูล    ไม่มีเอกสารโบรชัวร์ให้หยิบมาอ่าน    เขาเข้าสู่สังคม paperless   โดยมี App  และมี Wifi ให้คนใช้ช่วยให้ตนเองเข้าชมพิพิธภัณฑ์อย่างได้รับประโยชน์เต็มที่   

ผมบอกตัวเองว่า ผมต้องปรับวิธีชมพิพิธภัณฑ์ของตัวเอง    จากเมื่อสิบปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง   สู่สภาพ paperless   และหาทางสังเกตทำความเข้าใจประเทศสังคมนิยมแบบสแกนดิเนเวียต่อ   

บันทึกตอนเช้ามืดวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๕  ในห้อง ๑๑๔๑  โรงแรม Elite Palace 

๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๕

นอน ๒๑.๓๐ น. ตื่น ๔ น.   ข้างนอกอุณหภูมิ ๑๓ องศา     เตียงนอนสบาย หลับสบาย ลุกขึ้นฉี่ครั้งเดียวแล้วนอนหลับต่อทันที   

ตีห้าเศษๆ Line VDO call ไปหาลูกสาวเพื่อจะคุยกับภรรยา    เขาไม่รับ   อีกสักครู่เขาเรียกกลับมา    ได้คุยกันว่าฝนตกไหม ที่นี่อุณหภูมิเท่าไร    เมื่อวานไปทำอะไร   จะเห็นว่าโลกสมัยนี้ความสะดวกสบายต่างจากเมื่อสิบปีที่แล้วมาก   อยู่กันคนละส่วนของโลกก็ยังคุยและเห็นหน้ากันได้    แถมยังฟรี ไม่เสียเงินเลย    ต่างจากเมื่อ ๕๐ ปีก่อน โทรศัพท์ข้ามประเทศเสียเงินนาทีละหลายสิบบาท     

หกโมงเช้า อุณหภูมิ ๑๓ องศา ผมสวมชุด ๔ ชั้นออกไปเดินออกกำลังบนทางเท้าริมถนนรอบๆ โรงแรม    สังเกตเห็นว่า เขาออกแบบการใช้พื้นที่ให้มีพื้นที่สาธารณะขนาดเล็ก ที่เป็นพื้นที่สีเขียว    มีม้านั่งให้คนนั่งพัก กระจายอยู่ทั่วไป    และเป็นช่วงเวลาที่คนเดินไปทำงานขวักไขว่แล้ว    ตอนเริ่มเดินฝนตกพรำๆ  แต่ไม่นานฝนก็หยุด   

เดินอยู่เกือบชั่วโมง    กลับเข้าโรงแรมไปกินอาหารเช้า ที่คุณภาพสูงมาก    คุยกับอธิการบดี ศ. นพ. บรรจง มไหสวริยะ เรื่องอดีตอย่างสนุกสนาน   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาของท่านในวันรับน้องใหม่ศิริราชในเดือนตุลาคม ๒๕๑๘  และเรื่องแนวทางมีชีวิตที่ดียามสูงอายุ ที่ท่านขอคำแนะนำจากผม   

คุณปราณี คนไทยที่มาทำงานบริการในห้องอาหารมาทัก (มาอยู่เกือบ ๒ ปีแล้ว)    ได้คุยกันครู่หนึ่ง    ได้ความรู้สำคัญว่า รายได้แสนกว่าบาทต่อเดือน    ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง เกือบ ๖๐๐ บาท/ชม.    จ่ายภาษีร้อยละ ๓๐   ได้รับบริการสาธารณะฟรี เช่นค่ารักษาพยาบาลแต่ละครั้ง จ่ายเอง ๒๐๐ โครน (อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ ๓.๕ บาท ต่อ ๑ โครน)     มากกว่านั้นรัฐจ่าย    คุณหมอแอ้ม ที่มาเรียน Global Health บอกเมื่อวานว่า คนสวีเดนจ่ายภาษีอัตราสูงสุดราวๆ ร้อยละ ๖๐ ของรายได้   โดยรัฐจัดสวัสดิการต่างๆ ให้ครบถ้วน   อัตราภาษี VAT ร้อยละ ๑๒    แต่รองอธิการบดี KI บอกตอนค่ำวันนี้ว่า อัตราภาษี รายได้บุคคลแบบก้าวหน้า สูงสุดร้อยละ ๕๕  โดยผู้คนพอใจจ่าย                 

๘.๓๐ น. คณะที่มาประชุมเดินออกจากโรงแรม ไปยัง Karolinska Institute  ใช้เวลา ๑๕ นาที   ไปยังห้องประชุมที่ใช้ตัดสินรางวัลโนเบล   เป็นโต๊ะกลมขนาดใหญ่ คนนั่งได้ ๒๒ - ๒๔ คน   ศ. นพ. Ole Petter Ottersen, อธิการบดีของ Karolinska Institute  ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ    กล่าวต้อนรับและเล่าประวัติของสถาบัน     

ตอนเย็นเราเดินไปยัง Karolinska Institute อีกครั้งหนึ่ง    คราวนี้ไปกินเลี้ยงต้อนรับ แบบกินของว่างและไวน์   และเดินไปคุยกับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน   ผมได้คุยกับรองอธิการบดี และภรรยาของ ศ. Goran Tomsan (อ่านว่า โจรัน ผมจึงตั้งชื่อไทยให้ว่า จรัล)    ได้เรียนรู้ปัญหาทางสังคมของสวีเดน    ที่เกิดจากคนอพยพเข้าเมือง   และได้รู้ว่าประเทศในยุโรปตะวันตกต้องต่อรองกับตุรกีที่ทำหน้าที่กำกับจำนวนผู้อพยพลี้ภัยมาจากอัฟกานิสถาน หรือจากตะวันออกกลาง     อ. บุ๋มเมาไวน์มาบอกว่าอยากกลับ    ผมจึงชวนหลบออกมาด้วยกัน    อ. บุ๋มใช้ Google นำทาง    มาพบร้านขายของจิปาถะใกล้โรงแรม    พบที่ซื้อผลไม้กลับบ้านในวันที่ ๓๑ 

๓๐ สิงหาคม

ตื่น ๓.๓๐ น.   เวลา ๔.๐๐ - ๗.๐๐ น. ประชุมคณะอนุกรรมการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ของ กสศ. ทางซูม    สัญญาณเสถียรดีมาก    วันนี้ไม่ได้ออกไปเดินออกกำลัง   

๑๕.๑๕ น. คณะที่มาประชุมไปชมพิพิธภัณฑ์ Nobel Museum ซึ่งอยู่ในย่านเมืองเก่า    เดินไปขึ้นรถใต้ดินที่อยู่ใกล้ๆ โรงแรม   นั่งรถไป ๕ สถานี   ขึ้นจากรถใต้ดิน เดินไปทางเมืองเก่า   การเข้าชมมีคนอธิบาย โดยมีหูฟังให้ทุกคน   เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีเรื่องราวทั้งของรางวัล (๖ ประเภท)    ของผู้ได้รับรางวัล    และของครอบครัว อัลเฟรด โนเบล    พิพิธภัณฑ์ปิด ๑๗.๐๐ น.    เราเดินเล่นแถวนั้นจน ๑๘.๐๐ น. จึงพากันเดินไปขึ้นเรือ    ใช้เวลาเดินราวๆ ครึ่งชั่วโมง   

 เรือชื่อ Stockholm    ออกเวลา ๑๙.๐๐ น.   น่าจะจุคนได้กว่าร้อยคน    จริงๆ แล้วเป็นการกินอาหารเย็นบนเรือมากกว่า    โดยเรือแล่นไปในทะเลที่คล้ายๆ แม่น้ำ   สองฝั่งมีบ้านคนเป็นระยะๆ    บนเรือไม่มีไกด์อธิบายใดๆ ทั้งสิ้น   อาหารอร่อย   ไวน์และเบียร์ไม่อั้น  วิวดี พระอาทิตย์ตกถ่ายรูปได้สวย     ออกไปเดินและถ่ายรูปที่กราบเรือที่กว้างแค่เดินคนเดียวได้สบาย     กับด้านหลังเรือที่กว้างขึ้นหน่อย         กลับมาที่เดิม ๒๒.๐๐ น.    อาจารย์บุ๋มชวนนั่งแท็กซี่กลับ พร้อมลูกสาว  และหมอสุวิทย์     คนอื่นกลับรถใต้ดิน   

บริการล่องเรือนี้    ดูจะเป็นธุรกิจที่ดีมาก    มีเรือจำนวนมากจอดที่ท่า     และมีสวนมาบ้างไม่มาก    มีลำใหญ่มากอยู่ไกลๆ     และเป้าหมายหลักน่าจะเพื่อการสังสรรค์และกินดื่มมากกว่าเพื่อชมวิว   

๓๑ สิงหาคม 

ตื่น ๕.๐๐ น. เพราะนาฬิกาปลุก    ๖ น. ออกไปเดินออกกำลัง    ๗ น. กินอาหารเช้า    ๘ น. ออกไปซื้อมะเขือเทศกลับบ้าน ที่ร้าน LiDL ตรงหัวมุมใกล้โรงแรม    รวม ๑๘๓ โครน ประมาณ ๖๔๐ บาท   

จัดกระเป๋า แล้วทีมเลขาโทรมาตามไปร่วมประชุม AAR ของทีมไทย    ที่เมื่อได้ฟังก็เกิดปิ๊งแว้บ ได้ภารกิจที่ ๔ ของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล  ตามที่เขียนแล้วในบันทึกที่แล้ว                            

วิจารณ์ พานิช

๓๑ ส.ค. ๖๕