๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

เข้าโรงแรม (Elite Palace) เวลา ๑๐ น.   คนอื่นๆ ต้องฝากกระเป๋า แล้วไปเที่ยว รอเวลาเช็คอิน ๑๕ น.    ผมได้ห้องก่อนคนเดียว (ห้อง 1141) ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสบายตัว    แล้วหมอปูนก็โทรศัพท์มาตาม     ไปกัน ๔ คน คือหมอปูนเป็นผู้ถือโทรศัพท์ใช้ GPS นำทาง    หมอบวรศม    นพ. จเด็จ  และผม    เดินเข้าเมืองไปราวๆ ๓ กิโลเมตร    ได้เวลาอาหารเที่ยงจึงชวนกันแวะร้าน Thelins Grand Café   สั่งอาหารมากินคนละอย่าง    แถมสลัดอีก ๒ จาน    อาหารจานเบิ้มๆ ทั้งนั้น    ของผมเขารับคำสั่งผิดเป็นแฮมเบอร์เกอร์    รวมค่าอาหาร 1,254 SEK คูณ ๓.๕    เป็นเงินไทยราวๆ ๔,๕๐๐ บาท    โดยเขาไม่รับเงินสด    ต้องจ่ายด้วยบัตรเครดิต    หมอบวรศมจ่าย   แล้วเมื่อผมเข้าไวไฟได้ก็โอนเงินชดใช้ให้   

เดินไปอีกหน่อยเดียวก็ถึงบริเวณท่าเรือ    National Museum อยู่ใกล้ๆ    อาคารใหญ่โตสวยงาม   ไม่เก็บค่าบริการ  คนเข้าชมแน่น เจ้าหน้าที่บริการดีมาก  มีทั้งการจัดแสดงตามปกติที่เข้าฟรี   กับการจัดแสดงพิเศษต้องเสียค่าเข้าชม   เข้าชมผ่านเว็บไซต์ได้ที่ (๑)   และมี wifi ให้ใช้ฟรี    เข้าไวไฟโหลดแอ็ปมาใช้ชมพิพิธภัณฑ์ได้สะดวกมาก    

เข้าไปชั่วระยะหนึ่งคุณหมอแอ้ม จากกรม คร. ที่เพิ่งมาเรียนปริญญาโทด้าน Global Health (ใช้เวลาเรียน ๑๐ เดือน) ก็มาสมทบ                           

  เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ   ส่วนใหญ่เป็นภาพวาด   แต่ก็มีชิ้นงานด้านอื่นๆ ได้แก่ประติมากรรม   สิ่งทอ (พรม)  ภาชนะ  ของประดับ   นาฬิกาพก   และอื่นๆ   

ผมกลับมาค้นที่บ้าน    ตีความได้ว่า เขาจัดนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของผู้คน   ว่าคนในสมัยก่อนเขามีความเป็นอยู่อย่างไร    มีการสร้างสรรค์อย่างไร (๑)    

หลังจากไปเข้าห้องน้ำที่ชั้นใต้ดิน    และได้เห็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม  และเห็นบริการ (ฟรี) ต่อผู้เข้าชม    ให้เอากระเป๋าและเสื้อกันหนาวไปฝากและเก็บใน ล็อกเกอร์ เพื่อการเข้าชมอย่างสะดวกสบายแล้ว   เราก็เข้าชมที่ห้องแรกคือ Sculpture Courtyard    ซึ่งอ่านคำอธิบายความหมายของการจัดแสดงได้ที่ (1)    จากการเข้าชม และกลับมาค้น ผมได้รู้จักเทพเจ้า Odinของเยอรมัน   ช่วยให้ผมมั่นใจยิ่งขึ้นว่า  การตีความมนุษย์ของผม ว่ามนุษย์ต้องสร้างเทพเจ้าขึ้นมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ    ทั้งในอดีตและปัจจุบัน    เพื่อสนองกลไก transcendental purpose ของตน       

คนที่ไปชมพิพิธภัณฑ์เขาฟังคำอธิบายชิ้นงานจัดแสดงแต่ละชิ้นผ่าน App ที่ ดาวน์โหลดได้ล่วงหน้า เข้ามือถือ   โดยเขาแนะนำให้มีหูฟังไปเองด้วย (๒)   ทำให้ผมบอกตัวเองว่า ในกรเดินทางครั้งต่อไป   ให้เตรียมค้นเรื่องพิพิธภัณฑ์ที่น่าจะไปชมและเรียนรู้    เตรียมโหลด App    เตรียมเข้า virtual visit ไว้ล่วงหน้า    เพื่อตอนไป real visit จะได้ดื่มด่ำกับชิ้นงานและเรื่องราว    รวมทั้งเตรียมไปล่วงหน้า และกลับหลังประชุมเสร็จสักสองสามวัน    โดยต้องเตรียมซื้อบริการ roaming ของโทรศัพท์ไว้ด้วย   ความฝันนี้มีโอกาสเป็นจริงแค่ไหนก็ไม่ทราบ   

เราไปชมห้อง treasury   ที่จัดแสดงของมีค่า หรือเครื่องประดับ ชิ้นเล็กๆ     ที่เข้าไปชมชิ้นงานได้ที่ (๓) 

ห้องจัดแสดงที่น่าสนใจมากคือ The Timeline    สะท้อนชีวิตผู้คนใน ๖ ศตวรรษ    เขาจัดแสดงชิ้นงานที่สะท้อนชีวิตผู้คนในยุคนั้น    เช่น ยุคปฏิวัติฝรั่งเศส แสดงในกลุ่ม Portraits of the Revolutionary Age    เราต้องทั้งชมชิ้นงานศิลปะ และอ่านคำอธิบาย จึงจะเข้าใจ    กรณีเช่นนี้ต้องชมพิพิธภัณ์แบบ “blended museum visit”   คือทั้งชมจริงและชมผ่านไอที                        

ในที่สุดผมก็หลงพลัดกลุ่ม    หลังจากชมจนพอใจ    ผมก็ลงไปนั่งพักรอที่โถงชั้นล่าง   พร้อมกับสังเกตพฤติกรรมของผู้คนที่มาชมพิพิธภัณฑ์   

ตกบ่ายฝนตก คนที่มาพิพิธภัณฑ์จึงมีร่มมาด้วย   เจ้าหน้าที่จะชี้จุดวางร่มที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้     น่าสังเกตว่า เขาจัดเจ้าหน้าที่ไว้รอต้อนรับ และให้คำแนะนำแก่ผู้เข้าชม ณ จุดทางเข้าเลย   เป็นบริการเชิงรุก   คือไม่ใช่รอให้ผู้เข้าชมเข้าไปถาม   แต่เขาจะตรงมาหาเรา และบอกสั้นๆ สองสามประโยคว่าบริการอะไรอยู่ตรงไหน    ตอนบ่ายเราเรียกรถแท็กซี่ และไปยืนที่ระเบียงทางเข้า    เขาก็มาบอกให้เราเข้าไปยืนข้างใน เพื่อไม่เกะกะคนที่เดินเข้า   โดยบอกอย่างสุภาพ      

วิจารณ์ พานิช

๒ ก.ย. ๖๕

รูปพิพิธภัณฑ์ 

 

 

                   

1 อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถ่ายตอนเดินไปขึ้นเรือ Dinner Cruise

2 เทพเจ้าเยอรมัน Rodin ในห้อง Sculpture Courtyard

3 นาฬิกาพก ในห้อง The Treasury

4 ชิ้นงานเครื่องแก้วในช่วงปี ค.ศ. 1500 - 1600

5 ภาพวาดในศตวรรษที่ ๑๕  สะท้อนความเชื่อต่อเทพเจ้า จากอิทธิพลของประวัติศาสตร์กรีก

6 ศตวรรษที่ ๑๙ ภาพ la Grenouillere  impressionism  โดย Auguste Renoir

 

7 บันไดขึ้นชั้นบนอันสวยงาม

 8 ชั้นใต้ดิน