ชีวิตที่พอเพียง  4323a. ทรัพย์

เช้านี้ขอใคร่ครวญสะท้อนคิดเรื่อง “ทรัพย์”    ว่าหมายถึงอะไรแน่  มีคุณค่าอย่างไรต่อชีวิตมนุษย์ในยุคปัจจุบัน    มองจากมุมของปัจเจก   

พอดีเมื่อวานฟังปราชญ์ต่างประเทศเขาโต้กันเรื่อง moderation คือทางสายกลาง    ไม่สุดโต่ง     จึงคิดว่าเรื่องทรัพย์ก็เช่นกัน ต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องแบบสุดโต่ง    หากต้องการมีชีวิตที่ดี   

สุภาษิตโบราณสอนว่า

ทรัพย์นี้มีสี่ส่วนไซร้         ปูนปัน

ส่วนหนึ่งพีงเกียดกัน        เก็บไว้

สองส่วนเบ็ดเสร็จสรรพ์    การกิจ ใช้นา

ยังอีกส่วนควรให้             จ่ายเลี้ยง  ตัวตน 

ทรัพย์ตามสุภาษิตนี้ หมายถึงเงินหรือโภคทรัพย์   แต่จริงๆ แล้วยังมีทรัพย์อีกหลายแบบ    เช่นมีคำกล่าวว่า  “นารีมีรูปเป็นทรัพย์”    และสังคมตะวันตกเขาสร้างระบบ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่ต้องจดทะเบียน    สำหรับใช้แปรเป็นเงินในภายหลัง   และทำให้ประเทศไทยมีกรมทรัพย์สินทางปัญญา    เป็นระบบส่งเสริมการเปลี่ยนปัญญาเป็นเงิน   

ปัญญาเป็นทรัพย์” ต้องตีความใหม่     ว่ามีทั้งผ่านระบบทรัพย์สินทางปัญญาของบ้านเมือง     และที่ผ่านการดำเนินการของตัวเราเอง     นั่นคือ คนเราควรจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองด้วย    ไม่ใช้ปล่อยให้รัฐจัดการเท่านั้น   

คนเราแต่ละคน มี “ทุนปัญญา”  “ทุนสังคม”  ของตนเอง     ได้จากการสั่งสมในการดำเนินชีวิต     

ทุนปัญญาเกิดจากการเรียนรู้    และผมตีความว่า เกิดจากความสามารถในการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning)      

ทุนสังคม เกิดจากการยอมรับนับถือของผู้คนในสังคม    ผมตีความว่า มีทั้งทุนแท้ และทุนปลอม    ทุนแท้เกิดจากวัตรปฏิบัติที่ทำตามปกติ สั่งสมเป็นเวลานานและต่อเนื่อง    จนผู้คนเห็นคุณงามความดีและปัญญา     ส่วนทุนปลอมหรือเทียม เกิดจากการใช้ สื่อหรือโอกาสต่างๆสร้างภาพ 

เมื่อพิจารณาคำว่า “ทุน” เราก็พบว่า ระบบทุนเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ที่มีพลังมาก    ชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันตกอยู่ใต้ “ระบบทุนนิยม” (capitalism) อย่างไม่มีทางเลี่ยง     โดยช่วงปลาย(คริสต)ศตวรรษที่ ๒๐ ต่อต้นศตวรรษที่ ๒๑ เป็นช่วงที่ระบอบทุนนิยมมีชัยชนะต่อระบอบสังคมนิยม (socialism)    แต่ตอนนี้เราก็เห็นชัดว่าประเทศผู้นำระบอบทุนนิยมเสื่อมลงอย่างมาก   ... เพราะเป็นทุนนิยมสุดโต่งเกินไป    หย่อนด้านมนุษย์นิยม   

จีนปรับจากเศรษฐกิจสังคมนิยม  เป็นเศรษฐกิจทุนนิยม    แต่การเมืองยังเป็นสังคมนิยมหรือทำเพื่อคนส่วนใหญ่ หรือทุกกลุ่ม   เอาใจใส่คนจนเป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้เขายกระดับตนเองได้     ประเทศจีนจึงพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็ว     สร้างความประหวั่นให้แก่มหาอำนาจเดิม    นำสู่ความตึงเครียดในโลก   ที่เราสงสัยว่ามหาอำนาจเดิมกำลังเป็นผู้ก่อการร้ายของโลกหรือไม่   

นำสู่ประเด็นว่า การจัดระบบของประเทศอย่างถูกต้องเป็น “ทรัพย์” ส่วนรวม    และนำสู่คำถามว่า ประเทศไทยจัดระบบของประเทศถูกต้องหรือไม่   

กลับมาที่ “ทรัพย์” ส่วนบุคคล    ที่ผมตีความว่า มีสองแบบ คือแบบหวงไว้เป็นของตน    กับแบบมอบให้ส่วนรวม    แบบหวงสามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้    มหาเศรษฐีทั้งหลายอยู่ในกลุ่มนี้     คนที่สร้างผลงานแบบไม่สะสม ปล่อยให้เป็น “ทรัพย์” ของสังคม เมื่อตายไป ก็ไม่เหลือรูปธรรมของผลงาน     ยกเว้นกรณีมีคนนำมาสร้างเป็นศาสนา  หรือเป็นสถาบันต่างๆ ที่เป็นสถาบันทางสังคม เช่นมูลนิธิ เพื่อเป็นอนุสรณ์ 

ผมตีความ “ทรัพย์” ว่ามีสองแบบ    คือแบบรูปธรรม กับแบบนามธรรม     หากเน้นรูปธรรม ก็ต้องทำเพื่อ “เอา”    หากเน้นทรัพย์นามธรรม ก็ต้องเน้นทำเพื่อ “ให้” แก่สังคมส่วนรวม    โดยถือว่าสังคมส่วนรวมสำคัญกว่าตัวเราที่เป็นปัจเจก    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวเราเป็นปัจเจกที่เกิดมาโชคดีมีความมั่นคงในชีวิต   

ใครจะเลือกเชื่อและดำเนินชีวิตแบบไหน ย่อมเป็นอิสระของตนเอง    ผมเชื่อในทางสายกลาง ไม่สุดโต่ง … moderation                     

วิจารณ์ พานิช

๑๕ ต.ค. ๖๕

 

 

 

                   

วิจารณ์ พานิช   

๑๑ พ.ค. ๖๕   

 

650605, ชีวิตที่พอเพียง, ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, ความเสมอภาคทางการศึกษา, EEF, โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, TU, มธ., active learning, การเรียนรู้เชิงรุก, ภาคธุรกิจเอกชน, ก่อการครู