ชื่อของบันทึกนี้ ผุดขึ้นมา เมื่อเช้าวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ วันแม่แห่งชาติ    เพราะจิตของผมยังประหวัดอยู่กับการ ประชุมสภา สบช. ครั้งที่ ๕/๒๕๖๕   เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๕    ที่บรรยากาศการประชุมก็ยังเหมือนเมื่อ ๔ ครั้งก่อน   

เป็นบรรยากาศการประชุมที่ผมตีความว่า เกิดจากสภาพความไว้วางใจต่ำ    ทำให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านพูดลงรายละเอียดมาก    ทำให้การประชุมใช้เวลามาก    ความก้าวหน้าของการทำหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์กติกา (fiduciary mode of governance) ดำเนินไปได้ช้า    มีวาระตกค้างมาก    จนต้องนัดประชุมเพิ่มอีก ๑ ครั้งในวันที่ ๒๕ สิงหาคม   

ทั้งหมดนี้ อาจเกิดจากสไตล์การเป็นประธานที่ไม่ตัดบทใคร ของผม     อาจเป็นความผิดพลาดของผมเอง   

แต่ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ตามที่นำมาแลกเปลี่ยนในบันทึกนี้         

ผมตีความว่า หน้าที่ของสภา หรือกลไกกำกับดูแล (governance) องค์กร    เป็นเรื่องกำหนดเป้าหมายและหลักการ     ส่วนวิธีการและปฏิบัติการ เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติการ    สภาต้องให้เกียรติและให้ความไว้วางใจต่อฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติการ ว่าจะสามารถดำเนินการตามหลักการที่สภากำหนดได้   

แต่ก็เป็นการให้ความไว้วางใจแบบมีกลไกช่วยเหลือ    อย่างน้อยก็ ๒ กลไก    คือ (๑) การทำหน้าที่ strategic mode  (ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์) ของสภา  (๒) การมีกลไกประเมินและติดตามผลงาน      

ขอย้ำว่า ในความเห็นของผม สภา าต้องแสดงท่าทีให้ความไว้วางใจแก่ฝ่ายบริหาร (และฝ่ายปฏิบัติ)    ด้วยการไม่ลงรายละเอียดมากเกินไป    ไม่กำหนดกฎเกณฑ์กติกาที่ลงรายละเอียดเกินไป    ที่เรียกว่า micro management (ที่จริงต้องใช้คำว่า micro governance)   

ผมจึงดำเนินการประชุมของสภาที่เปิดโอกาสให้กรรมการพูดเต็มที่    เอารายละเอียดบันทึกไว้ในข้อสังเกต    แต่ข้อบังคับ หรือมติ ยังคงมีเฉพาะส่วนหลักการเท่านั้น     เพื่อดำรงหลักการว่า สภาฯ ไม่ทำ micro governance   เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติได้ใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์ของตน     ไม่ถูกกำหนดรายละเอียดแบบราชการ    โดยมีความหวังว่า ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติจะทำหน้าที่ของตนอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม

กรรมการสภาฯ คือตัวแทนของเจ้าขององค์กร (สบช.) ซึ่งในที่นี้คือ ประชาชนไทย     มีหน้าที่มาดูแลว่า สบช. ใช้ทรัพยากรของชาติ เอามาทำหน้าที่อย่างคุ้มค่า   ผ่านการมอบหมายให้ท่านอธิการบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร   

นั่นคือ สภา สบช. ทำหน้าที่มาดูแลว่า เมื่อมอบหมายให้ท่านอธิการบดีเข้าทำหน้าที่ CEO รับผิดชอบการบริหารสถาบัน สบช. แล้ว    ท่านทำหน้าที่อย่างเกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองตามที่ให้คำมั่นสัญญาไว้     แต่สภาฯ ต้องไม่เข้าไปกำหนดรายละเอียดให้ท่านอธิการบดีทำตาม    กำหนดเพียงหลักการ   

แต่สภาฯ ก็ต้องไม่ใช่แค่กำหนดเป้า แล้วไล่ติดตามผลเท่านั้น    ต้องทำตัวเป็นฝ่ายช่วยหนุนท่านอธิการบดี (และทีมงาน) ให้ทำงานได้ผลสำเร็จด้วย    นั่นคือการทำหน้าที่ strategic mode ของสภา    ที่กรรมการสภาเสนอแนะแนวปฏิบัติ ในการประชุมสภา     และให้ข้อคิดเห็นในการประชุมแบบ รีทรีต    และในหลายกรณี กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิช่วยประสานงานกับภาคีร่วมมือในบางกิจกรรมให้                       

     สภาฯ ต้องเป็นฝ่ายเดียวกันกับฝ่ายบริหาร (และฝ่ายปฏิบัติ)   ไม่ใช่ทำตัวเป็นฝ่ายตรงกันข้าม    เป็นฝ่ายเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ซับซ้อนขององค์กร      

ในทำนองเดียวกัน ฝ่ายบริหารต้องทำตัวเป็นฝ่ายเดียวกันกับฝ่ายปฏิบัติ     เพราะจริงๆ แล้ว งานเกือบทั้งหมดทำโดยฝ่ายปฏิบัติ   และเราคาดหวังให้ฝ่ายปฏิบัติในสถาบันอุดมศึกษา ทำงานอย่างมีมิติสร้างสรรค์     ไม่ใช่ทำงานแบบงานประจำ มีผลงานและวิธีทำงานแบบราชการ (bureaucracy)  ซึ่งจะมีผลให้สถาบันล้าหลัง   

ฝ่ายบริหารของสถาบันอุดมศึกษา จึงต้องทำงานด้วยวัฒนธรรมแนวราบ   ไม่เน้นการบังคับบัญชาแบบราชการ   

และที่สำคัญ ฝ่ายบริหารต้องแสดงพฤติกรรมที่ทำให้ฝ่ายปฏิบัติการ ที่เป็นคนเกือบทั้งหมดของสถาบัน เห็นว่า ฝ่ายบริหารทำงานเพื่อประโยชน์ขององค์กร ของประเทศชาติอย่างแท้จริง    ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ    คือจริงๆ แล้ว ทำเพื่อตนเอง     ซึ่งจะทำให้คนในองค์กรไม่มีความเชื่อถือ (trust) ต่อฝ่ายบริหาร

ในหน้าที่นายกสภาสถาบัน ผมพยายามทำให้เกิดสภาพของความไว้วางใจระหว่างกัน (mutual trust) นี้    แต่ผมก็ตระหนักในความไร้อิทธิฤทธิ์ของผม    เพราะจริงๆ แล้ว mutual trust ย่อมขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของแต่ละฝ่าย    โดยที่คนใน สบช. ต่างก็เป็นผู้มีปัญญา   รู้ทันกัน    หลอกกันไม่ได้    และคนที่อยู่ในตำแหน่งสูง ย่อมถูกจับตามองโดยคนทั่วไปมากเป็นพิเศษ   

วิจารณ์ พานิช

๑๒ ส.ค. ๖๕  วันแม่แห่งชาติ