บทบาทของพระสงฆ์กับการดูแลสุขภาพ


ชีวิตของคนเรา เกิดมาส่วนใหญ่มีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ ๘๐ ปี ๙๖๐ เดือน แต่ส่วนใหญ่ใช้ไม่คุ้ม เพราะปัจจัยหลายอย่าง ส่วนใหญ่ไปก่อนอายุไขภายใต้สภาวะของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอยู่ทุกวัน  สิ่งที่น่าสนใจคือทำอย่างไร การใช้ชีวิตในยุคสังคมใหม่ จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอายุยืนยาวและไม่เป็นภาระ ถึงแม้จะมีวิธีการที่หลากหลาย ที่นักวิชาการสาธารณสุข พระสงฆ์ และนักสังคมสงเคราะห์ ต่างออกมายืนยันว่า การรักษาสุขภาพของตนเองนั้น คือสิ่งสำคัญ เพราะการมีสุขภาพดีนั้นเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของบุคล ชุมชน สังคม และประเทศชาติ การมีสุขภาพดีจะทำให้เราสามารถใช้ความรู้ ความสามารถ และศักยภาพอันเป็นพลังที่มีอยู่ในตัวเองได้อย่างเต็มที่  หากทุกคนดูแลรักษาสุขภาพแห่งตนดีแล้ว ย่อมส่งเสริมให้คนอื่นอยู่รวมกันอย่างเกื้อกูลและสมดุล

          พระสงฆ์คือส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาบ้านเมืองประเทศชาติ เป็นกลุ่มที่ใช้ชีวิตอันเนื่องด้วยบุคคลอื่น โอกาสของการตกอยู่ใต้ภาวการณ์คุกคามของโรคภัยและความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไม่ต่างจากชาวบ้าน พระสงฆ์ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณและจริยธรรม นำหลักธรรมสู่คนในหมู่บ้านและชุมชุน เพื่อการดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างเป็นสุข บทบาทสำคัญอย่างหนึ่งคือการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง ภายใต้โรคอุบัติใหม่ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก พระสงฆ์ควรตระหนักในการดูแลรักษาสุขภาพของตน ด้วยวิธีการดังนี้         

๑.การรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี ป้องกันตัวเองให้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ และพัฒนาสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีสุขภาพเท่ากับเป็นการป้องกันโรคติดต่อในชุมชน

๒.การดูแลสุขภาพของพระสงฆ์และคนในวัด โดยการแนะนำให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการป้องกันโรค การพัฒนาสุขภาพให้แข็งแรง การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายที่เหมาะสม รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ และการไปพบแพทย์เมื่อเจ็บป่วย

๓.การรักษาบริเวณวัด ให้สะอาด เป็นระเบียบ มีอากาศถ่ายเท กำจัดสิ่งที่จะก่อให้เกิดมลภาวะอยู่เสมอเพื่อเป็นการป้องกันโรคติดต่อภายในวัดและชุมชน

๔.การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในหมู่บ้าน ตำบล ช่วยประชาสัมพันธ์ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในชุมชน เช่น การเทศนา อบรม การนำพาพัฒนาถนน บ่อน้ำ สวนสาธารณะ เป็นต้น 

๕.การสอดส่องดูแลสารเคมีและสินค้าหรือสิ่งต้องห้าม ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนในวัด ชุมชนและสังคม โดยการแจ้งผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐรับทราบถึงอันตราย เพื่อป้องปรามเป็นการตัดไปแต่ต้นลม

๖.การมีส่วนร่วมในการระดมทุนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะในวัดและชุมชน เช่น บริจาคเงินต่อกองทุนพัฒนาหมู่บ้าน กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับชุมชน เป็นต้น 

หลักการทั้งหลายเหล่านี้ต่างมีให้เห็นอย่างทั่วถึง หากแต่ถูกนำไปปฏิบัตินั้นมีเพียงบางส่วน จะอย่างไรก็ตามการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในชุมชนนั้น วัดและบ้านพึงเข้าใจร่วมกันว่าไม่ใช่เป็นหน้าที่ของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางแพทย์ในหมู่บ้าน ตำบล หรือจังหวัดเท่านั้น หากแต่เป็นภาระหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องดูแลตนเอง และช่วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคลอื่นมีความรู้ รับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเองและชุมชนเป็นสำคัญ จึงจำเป็นที่พระสงฆ์และประชาชนต้องรู้ เข้าใจและตระหนักในความสำคัญในเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของตนเอง เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขด้วยปัญญาและคุณธรรม อันเป็นฐานรากสำคัญของการสร้างชุมชน สังคม และประเทศชาติให้เข้มแข็งและยั่งยืน

หมายเลขบันทึก: 707761เขียนเมื่อ 24 กันยายน 2022 11:27 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 กันยายน 2022 11:27 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี