“วัดโพนชัย”

*“วัดโพนชัย” เป็นวัดคู่เมืองของอำเภอด่านซ้ายสร้างขึ้นพร้อมกับพระธาตุ ศรีสองรัก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2103 อายุราว 453 ปี โดยพระเถระของกรุงศรีอโยธยา 5 รูป และจากกรุงศรีสัตนาคณหุต 5 รูป ที่ทำสัตยาบัน (หล่อน้ำสัจจาตามศิลาจารึก) สร้างพระธาตุศรีสองรักได้มาพำนักอยู่ที่วัดนี้ จึงมีพระธาตุศรีสองรักจำลองอยู่ทางทิศใต้ของพระวิหาร 1 องค์ ขนาดกว้าง 3.75 เมตร สูง 15 เมตร วัดโพนชัย (ชาวบ้านนิยมเรียกว่าวัดโพน) บริเวณที่ตั้งวัดเป็นเนิน มีเรื่องเล่าว่าดินเนินเป็นมูลขุย ของพญานาค มีรูจากศูนย์กลางลงไปที่ท่าวังเวิน รูนี้เรียกว่า รูพญานาค ที่รูนี้สมัยเก่าแก่ได้สร้างพระวิหารครอบเอาไว้ และสร้างพระพุทธรูปประธานองค์ใหญ่ (พระเจ้าใหญ่) ตรงรูพญานาคนั้นไว้"
*“พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน วัดโพนชัย”
ประเพณีบุญหลวง และการละเล่นผีตาโขน ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ประเพณีที่มีความเป็นเอกลักษณ์ จัดขึ้นทุกปีที่จังหวัดเลย นอกจากความสนุกสนานแล้ว ยังเป็นประเพณีซึ่งมีความเกี่ยวพันกับความเชื่อ และความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอีกด้วย วันนี้เราจะพาไปเที่ยว พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน วัดโพนชัย มารู้จักที่มา และเบื้องลึกเบื้องหลังของงานประเพณีนี้กันครับ
วัดโพนชัย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่ง พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน นั้นจะตั้งอยู่ภายในวัดเลยค่ะ ที่แห่งนี้เราจะได้ศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับ งานประเพณีบูญหลวงและการละเล่นผีตาโขน รวมถึงประวัติความเป็นมาของอำเภอด่านซ้ายอีกด้วย
-ด้านในอาคารพิพิธภัณฑ์เรือนไม้ ภายในรวบรวมเอาวัฒนธรรมและประเพณีของด่านซ้ายมาจัดแสดงไว้ โดยแบ่งออกเป็น 5 ส่วนด้วยกัน
*ส่วนที่ 1 คือ ห้องเมืองด่านซ้ายและพระธาตุศรีสองรัก แสดงประวัติศาสตร์ของชาวด่านซ้ายตั้งแต่เมื่อ 400 ปีที่ผ่านมา รวมถึงประวัติตำนานพระธาตุศรีสองรัก

*ส่วนที่ 2 เป็น ห้องผีตาโขน แสดงเกี่ยวกับงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ประวัติความเป็นมาของผีตาโขน การทำหน้ากากของผีตาโขนในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนคติความเชื่อเกี่ยวกับการละเล่นผีตาโขน
-โดยประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนนั้น เป็นงานบุญใหญ่ที่รวมเอา งานบุญพระเวส และ งานบุญบั้งไฟ เข้าไว้ด้วยกันเป็นงานบุญเดียว และภายในงานบุญนี้เองก็จะมีกองทัพผีตาโขนออกมาช่วยสร้างความสนุกสนานในงาน


-สำหรับที่มาของคำว่า ผีตาโขน บ้างก็ว่าน่าจะมาจากการที่ผีเหล่านี้สวมหน้ากากคล้ายลักษณะของหัวโขน แต่เดิมบางคนเรียกว่า “ผีตาขน” แต่ก็หาความหมายไม่ได้ชัดเจน และจากคำบอกเล่า มีเรื่องราวว่า เมื่อครั้งที่พระเวสสันดรและนางมัทรี เดินทางออกจากป่ากลับสู่เมือง บรรดาผีป่าและสัตว์นานาชนิดต่างก็อาลัยรัก จึงพากันแห่แหนแฝงตัวมากับชาวบ้านเพื่อส่งทั้งสองพระองค์กลับเมือง เรียกว่า “ผีตามคน” ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น “ผีตาโขน” ในที่สุดนั่นเอง

*ส่วนที่ 3 เป็นห้องสื่อวิดีทัศน์ ฉายภาพเรื่องราวของเมืองด่านซ้าย ประเพณีงานบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน พร้อมแสดงนิทรรศการแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอด่านซ้าย อาหารพื้นเมือง และบุคคลสำคัญของด่านซ้ายค่ะ
* ส่วนที่ 4 ว่าด้วยเรื่องของดีเมืองด่านซ้าย แสดงสาระความรู้ที่ชาวด่านซ้ายภูมิใจ เช่น สมุนไพรพื้นบ้าน แหล่งท่องเที่ยว ข้อมูลพื้นบ้านอำเภอด่านซ้ายต่างๆ
*ส่วนที่ 5 เราจะได้ชมการสาธิตการทำหน้ากากผีตาโขน โดยจะมีการสาธิตในทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เพื่อให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสมาร่วมงานประเพณี ได้มาชมงานศิลปะพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์นี้

-ซึ่งหน้ากากผีตาโขน ส่วนหัวทำด้วยหวดนึ่งข้าวเหนียวนำมาหักพับขึ้นให้มีลักษณะคล้ายหมวก ส่วนหน้าทำจากโคนมะพร้าวถากเป็นรูปหน้ากาก แล้วเจาะช่องตา สำหรับจมูกของผีตาโขนนั้น ในสมัยก่อนจะมีขนาดเล็กคลายจมูกของคนธรรมดาทั่วไป แต่ในปัจจุบันมักทำในลักษณะยาวแหลมคล้ายงวงช้าง โดยทำจากไม้นุ่นซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน นำมาแกะเป็นรูปทรงต่างๆ ส่วนเขาทำจากปลีมะพร้าวแห้งนำมาตัดเป็นขนาดและรูปทรงตามต้องการ

-การประกอบส่วนต่างๆ ของหน้ากาก ส่วนหัวหน้าและเขาก็ใช้เชือกเย็นติดเข้าด้วยกัน ส่วนจมูกยึดติดกับหน้ากากโดยใช้ตะปูยึดจากด้านใน การตกแต่งลวดลายต่างๆ ในปัจจุบันนิยมใช้สีน้ำมันหรือใช้สีจากธรรมชาติ เช่น ขมิ้น ปูนขาว ขี้เถ้า ปูนแดง เขม่าไฟ เมื่อตกแต่งลวดลายเสร็จแล้ว ด้านหลังจะใช้เศษผ้าเย็บต่อจากหน้ากากและหวดให้คลุมส่วนคอจนถึงไหล่ครับ
-อีกทั้งตรงนี้ยังให้เราสามารถลองวาดหน้ากากผีตาโขนอันเล็กๆ ของเราเป็นที่ระลึกได้อีกด้วย โดยทางพิพิธภัณฑ์จะมีสีต่างๆ ให้เราค่ะ งานนี้ วัดกันสนุกสนานมาก ใครได้ไปเที่ยว ก็อย่าพลาด DIY ผีตาโขนของตัวเองมาอวดกันด้วยน้า




-หลังจากที่เราได้ดูการสาธิตการทำหน้ากากผีตาโขน และได้ลองออกแบบวาดหน้ากากผีตาโขนของตัวเองแล้ว เราก็เดินออกไปยังส่วนสุดท้าย คือร้านขายของที่ระลึกซึ่งมีของที่ระลึกสวยๆ น่ารักๆ เช่น หน้ากากผีตาโขนจิ๋ว เซรามิกรูปผีตาโขน แม่เหล็กติดตู้เย็น รวมถึงหน้ากากผีตาโขนขนาดเล็กขนาดใหญ่ ให้เราซื้อเป็นของฝาก หรือนำไปประดับที่บ้านครับ





