บันทึกชุด เรียนรู้จากการทำหน้าที่นายกสภา สบช. นี้     ปิ๊งแว้บขึ้นมาในเช้าวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๕    หลังผมกลับมาจากการประชุมแบบ รีทรีต    และประชุมสภา สบช. (สถาบันพระบรมราชชนก) ที่จังหวัดระยอง   ระหว่างวันที่ ๓๐ - ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕    โดยที่เป็นช่วงเวลาที่ผมเหนื่อยที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่ง   

หลังจากนอนพักหนึ่งคืนที่บ้าน     ชื่อบันทึกชุดนี้ก็ผุดออกมา

“การจัดการความจริง” ตามในบันทึกนี้ เป็น “ปรากฏการณ์การผุดบังเกิด” (emergence) ที่โผล่ออกมาเองจากความซับซ้อนของสถานการณ์    เริ่มจากการที่เทวดาบอกผมให้เสนอให้ทางสำนักงานสภาสถาบัน หาทางคัดเลือกและชักชวน “young leaders” จากวิทยาลัยต่างๆ สัก ๑๐ คน มาร่วมทำงานเป็น rapporteur ทำหน้าที่ช่วยสรุปประเด็นจากการประชุมแบบ retreat  ครั้งนี้    ได้มา ๑๒ คน (เขาเรียกพวกเขากันเองว่า “นางสิบสอง”)   

เทวดาบอกผมว่า คนเหล่านี้จะได้มีโอกาสมาสัมผัสวิธีทำงานของสภาสถาบัน  ทำความรู้จักกัน และจะเป็นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาผู้นำของสถาบันไปในตัว

เหตุการณ์ในตอนเที่ยงวันที่ ๓๐  และเช้าวันที่ ๓๑ กรกฎาคม    ที่ทีม young leaders เขาคิดเองกันตลอด (ผมให้โจทย์ประโยคเดียว) บอกผมว่า ได้ผลนั้นเต็มเม็ดเต็มหน่วย     

แต่ผลที่ไม่ได้คาดหมายคือ กระบวนการที่ young leaders จัด    กลายเป็น “กระบวนการเปิดเผยความจริง” ให้กรรมการสภาสถาบันได้รับรู้   และทำให้กรรมการชื่นชมมาก 

ผลดังกล่าวเกิดจากคำสนทนาระหว่างตัวแทน young leaders กับผมตอนรับประทานอาหารเที่ยงวันที่ ๓๐    ตัวแทน young leaders มาถามผมว่า รายการ morning talk เวลา ๗.๐๐ - ๘.๓๐ น. ในวงอาหารเช้า เชิญให้กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิพูดสักท่านละสองสามนาทีดีไหม    เทวดาบอกให้ผมตอบว่า ไม่ดี   ผู้พูดควรจะเป็นตัว young leaders เอง   เพราะกรรมการสภามีโอกาสพูดและฟังกันแล้วมากมาย    แต่ young leaders มีโอกาสน้อยมากที่จะได้พูดให้กรรมการสภาฟัง     

คำแนะนำของผมคือ ให้ young leader แต่ละคนพูดอย่างอิสระ พูดจากใจ  บอก ๓ อย่าง  (๑) ตนมีความฝันอะไร   (๒) จะทำอะไร (๓) ต้องการการสนับสนุนอะไร                       

ผมให้คำแนะนำโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะเกิดวง “จัดการความจริง” ขึ้น     คือคำพูดของ young leaders ช่วยให้กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิได้รับรู้ “ความจริง” ที่ดำเนินอยู่ใน สบช.   ที่สะท้อนความขลุกขลักที่เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนสภาพยังไม่เสร็จ    ส่งปัญหาต่อการรับอาจารย์ใหม่   และส่งผลให้อาจารย์ขอย้ายออกไปทำงานอื่นจำนวนมาก   

เป็น  “ความจริง” ที่จะไม่มีการตั้งเป็นวาระการประชุมสภาสถาบันตามปกติ    ซึ่งหมายความว่า สภาสถาบันจะไม่มีวันได้รับรู้  “ความจริง” นี้ จากการประชุมตามปกติ      

ปรากฏการณ์ “การผุดบังเกิด” นี้ ช่วยให้ผมมองเห็นแนวทางทำหน้าที่ “กลไกธรรมาภิบาลของสถาบัน”    ที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะด้าน  อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวง    ที่แปลงมาจากสภาพเดิมที่เป็นหน่วยราชการของกระทรวง   ว่าจะต้องทำหน้าที่กลไกหนุนการเปลี่ยนแปลงหลากมิติ    ทั้งด้านระบบการบริหารงานที่เน้นกระจายอำนาจ    ระบบบุคลากรที่คล่องตัว และดึงดูดคนดีมีความสามารถเข้ามาเป็นอาจารย์  และบุคลากรสายสนับสนุน     และระบบอื่นๆ อีกมากมาย    ที่สอดคล้องกับการทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษา    

      “ความจริง” ที่ผมมองเห็นคือ   สภาพที่ สบช. ยังไม่มี “ชาลาปฏิบัติการ” (operating platform) ที่เหมาะสมสอดคล้องกับการทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษา     และยังไม่มีกระบวนการพัฒนา “ชาลาปฏิบัติการ” นั้น    เพราะผู้เกี่ยวข้องคิดว่า  “ชาลาปฏิบัติการ” ที่ใช้อยู่ เป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว     

จึงเกิดคำถามที่สภาสถาบันจะต้องช่วยกันตีโจทย์ให้แตก    ว่า  “ความจริง” ที่ผมมองเห็นนั้น เป็นมายา หรือความหลงผิดเพ้อเจ้อของผม     หรือเป็น ความจริงแท้  ที่ สบช. กำลังเผชิญอยู่   

ตัวอย่าง “ชาลาปฏิบัติการ” (operating platform) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่ผมคิดว่าเป็น “ชาลา” ที่ผิดพลาด คือระบบการจัดการบุคลากรสายอาจารย์    ที่ยังใช้ระบบล้าหลัง เป็นระบบที่เหมาะสมกับสถาบันอุดมศึกษาไทยเมื่อ ๕๐ ปีก่อน     คือใช้วิธี “เลี้ยงต้อย”   ให้ทุนนักศึกษาพยาบาลเรียนปริญญาตรีเพื่อมาเป็นอาจารย์    แล้วส่งเรียนต่อระดับปริญญาโท และเอก     ผูกมัดไว้ด้วยสัญญาชดใช้ทุน   ย้ำว่า operating platform นี้ผิดยุคสมัย     

คำถามคือวิธีคิดตามย่อหน้าบนถูกหรือผิด   

เราต้องกล้าตั้งคำถามที่ก่อความโต้แย้ง (controversial) ดังกล่าว     เพื่อคลำทางหา “ชาลาปฏิบัติการ” ใหม่    ที่เป็น “ความจริง” ที่เหมาะสมต่อยุคสมัย   

ขอย้ำว่า บันทึกชุด เรียนรู้จากการทำหน้าที่นายกสภา สบช. นี้     เขียนโดยใช้หลัก creative thinking   ในช่วงแรกของกระบวนการ creativity คือ ใช้ความคิดแบบ divergent thinking (กวนให้ฟุ้ง)    หาทางให้ “เทวดา” มาช่วยดลใจ     เพื่อแสวงหาแนวทางใหม่     ซึ่งผมคิดว่า เป็นช่วงพัฒนาการของ สบช. ในเวลานี้    

ด้วยความหวังว่า ผู้ที่ “เทวดามาช่วยดลใจ” ไม่ใช่ผมคนเดียว    แต่เป็นกรรมการสภา สบช. ทุกคน    ผู้บริหาร สบช. ทุกคน    และสมาชิกผู้ปฏิบัติงานใน สบช. ทุกคน   ร่วมกันนำความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคนมาร่วมกันคิด  ร่วมกันทำ ทำแบบทดลอง เพื่อสร้างวงจรเรียนรู้ สู่ “ชาลาปฏิบัติการ” ใหม่   ที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็น สบช. ที่เป็นสถาบันอุดมศึกษา    และสอดคล้องกับความคาดหวังของสังคม ในการยกระดับ สบช. จากหน่วยราชการระดับกอง เป็นสถาบันอุดมศึกษา     ที่สังคมจะต้องลงทุนสูงขึ้น    โดยคาดหวังว่า สบช. จะทำประโยชน์แก่สังคมอย่างคุ้มค่า              

วิจารณ์ พานิช

๒ ส.ค. ๖๕   ปรับปรุง ๖ ส.ค. ๖๕