พรหมัน
BRAHMAN
บัดนี้เราอาจดำเนินการกำหนดความเป็นจริงขั้นสูงสุดจากด้านที่เป็นวัตถุวิสัย เมื่อเรียกว่าพรหมัน ในคัมภีร์ฤคเวทนั้นเราได้เห็นแล้วว่าแนวคิดแบบเอกนิยมได้มาถึงแล้ว คัมภีร์อุปนิษัทรับหน้าที่ในการให้คำจำกัดความที่สมเหตุสมผลกว่าของจิตวิญญาณนิรันดร์ (Eternal Spirit) ที่เคยกระทำและหยุดนิ่ง ในอีกที่หนึ่ง เราได้ติดตามความก้าวหน้าจากแนวความคิดที่ไม่สมบูรณ์ระดับล่างไปจนถึงแบบที่เพียงพอกว่าดังที่ได้กำหนดไว้ในคัมภีร์ไตตติริยาอุปนิษัท (Taitiriya Upanisad) ในบทที่สาม ลูกชายเข้าหาผู้เป็นพ่อด้วยการร้องขอให้สอนเขาถึงธรรมชาติของความเป็นจริงซึ่งทุกสิ่งไหลออกไปและไหลกลับมา บุตรได้รับคำสอนถึงคุณสมบัติทั่วไปของพรหมัน และขอให้ค้นหาเนื้อหาที่ตรงตามข้อกำหนดเหล่านี้ “สิ่งซึ่งสัตว์เหล่านี้ถือกำเนิดขึ้น สิ่งที่อยู่ในสิ่งที่เมื่อเกิดแล้วมีชีวิตอยู่ และสิ่งที่เข้าไปสู่สิ่งที่พวกเขาเมื่อตายเข้าไป สิ่งนั้นคือพรหมัน” สิ่งต่างๆ ในโลกกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบอยู่เสมอ และไม่ถือว่ามีอยู่จริงในความหมายสูงสุด มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ซึ่งอยู่ภายใต้จักรวาลแห่งการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ นามรูป (namarupa) นามธรรมและรูปธรรม ตามที่อุปนิษัทเรียกพวกเขาหรือไม่? ลูกชายถือว่าเรื่องเป็นความจริงขั้นสูงสุด เป็นลักษณะเด่นของโลกภายนอก มุมมองนี้ถือโดยกลุ่มโลกายัตหรือพวกวัตถุนิยม ในไม่ช้าลูกชายก็ค้นพบว่าสสารไม่สามารถรวมเข้ากับปรากฏการณ์แห่งชีวิตได้ การเจริญเติบโตของผักต้องการคำอธิบายที่ต่างออกไป เขาใช้พลังปราณหรือชีวิตเป็นหลัก สสารไม่มีความลับของชีวิต แม้ว่าชีวิตจะดำรงอยู่ได้โดยปราศจากสสารก็ตาม มีบางอย่างในชีวิตที่ช่วยให้สามารถดูดซับและแปลงธาตุอนินทรีย์ได้ บางสิ่งนี้เป็นหลักการสำคัญซึ่งอยู่ในมนุษย์ที่จะช่วยเปลี่ยนสารอาหารจากพืชให้เป็นเลือด กระดูก และกล้ามเนื้อ เป็นหลักการที่แผ่ขยายไปทั่วจักรวาลและผูกมัดมนุษย์กับสิ่งสร้างที่เหลือ ลูกชายมั่นใจว่าชีวิตเป็นของลำดับที่แตกต่างจากสสารแม้ว่าปราณะ (prana) จะเป็นแก่นแท้ของร่างกาย อีกครั้งเขาไม่พอใจกับการแก้ปัญหาของปราณที่เป็นความจริงขั้นสูงสุดสำหรับปรากฏการณ์ที่รับรู้ซึ่งเราเจอในโลกของสัตว์ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการของชีวิต มนัสหรือการรับรู้เชิงมโนภาพเป็นผลิตผลที่แตกต่างจากชีวิตและสสาร ดูเหมือนว่าจะเป็นมงกุฎของกระบวนการสำคัญ ลูกชายจึงเชื่อว่ามนัสเป็นพรหมัน แม้สิ่งนี้จะไม่เพียงพอ เพราะมีข้อเท็จจริงทางปัญญาซึ่งเพียงสติสัมปชัญญะไม่ได้นำมาพิจารณา วิชญานหรือสติปัญญาคือพรหมัน พระพุทธศาสนาบางสำนักยอมรับมุมมองนี้ ลูกชายตระหนักดีว่าการรับรู้ตนเองเชิงสติปัญญานั้นยังไม่สมบูรณ์ การเป็นประธานต่อความไม่ลงรอยกันและความไม่สมบูรณ์ เป็นจุดมุ่งหมายของอุปนิษัทที่จะชี้ให้เห็นว่าองค์ประกอบของความเป็นคู่และความเป็นภายนอกยังคงอยู่ในระดับสติปัญญา ไม่ว่าเราจะพยายามเอาชนะมันมากเพียงใด ในความรู้และศีลธรรมเรามีความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ต้องมีบางสิ่งที่สูงกว่าเพียงแค่สติปัญญา ซึ่งการดำรงอยู่ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นในแง่ของความรู้อีกต่อไป ความเป็นหนึ่งเดียวของการดำรงอยู่นั้นต้องการให้เราต้องอยู่เหนือระดับสติปัญญา ความคิด ตามที่เข้าใจโดยปกติ เกี่ยวข้องกับวัตถุที่ถูกมองว่าอยู่นอกเหนือหรือสิ่งอื่นไปกว่ากระบวนการคิด มันเอื้อมมือออกไปบ้างและแตกต่างไปจากตัวมันเอง ความเป็นจริง (Reality) แตกต่างจากความคิด และสามารถบรรลุได้ในตูรียะ (turiya) ที่มีความฉับไวสูงสุด ซึ่งอยู่เหนือความคิดและความแตกต่าง ซึ่งปัจเจกบุคคลเกิดขึ้นพร้อมกับความเป็นจริงส่วนกลาง อานันทะ (Ananda) หรือความยินดีเป็นผลอันสูงสุด ที่ซึ่งผู้รู้ ผู้ถูกรู้ และความรู้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน บัดนี้การสืบเสาะเชิงปรัชญาสิ้นสุดลง ข้อเสนอแนะคือไม่มีอะไรสูงไปกว่าอานันทะ อานันทะนี้เป็นความเพลิดเพลินอย่างแข็งขันหรือการใช้กำลังอย่างไม่มีข้อจำกัด มันไม่ได้จมลงไปในความว่างเปล่า แต่เป็นความสมบูรณ์แบบของการเป็น“ผู้เห็นอย่างแจ่มแจ้งด้วยความรู้ประจักษ์อาตมันอันประเสริฐ อันเป็นเครื่องส่องถึงความสุขและอมตะทั้งปวง” พูดกันตามจริงแล้ว เราไม่สามารถกล่าวถึงความจริงอันสูงสุดของอานันทะได้ แม้แต่คำถามที่ว่ามันเป็นนามธรรมหรือรูปธรรมก็ไร้เหตุผล ความจำเป็นทางปัญญาก็เรียกร้องเราให้อธิบายบ้าง มันเป็นความจริงที่พิจารณาเป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม หลักธรรมอันสูงส่งล้วนเป็นรูปธรรมและครอบคลุมกว่าอันล่าง เพราะฉะนั้น อานันทะ ซึ่งเป็นพรหมัน จึงเป็นส่วนรวมมากที่สุด จากนี้ไป สรรพสิ่งก็ไหลไปตามนั้น โดยทุกสิ่งดำรงคงอยู่และสลายไปในพรหมันนั้น ส่วนต่าง ๆ โลก แร่ ชีวิตพืช อาณาจักรสัตว์ และสังคมมนุษย์ ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่สูงสุดในทางนามธรรมหรือทางกลไกใด ๆ พวกเขาคือ หนึ่งในและผ่านสิ่งที่เป็นสากลเกี่ยวกับพวกเขา ทุกส่วนในจักรวาลมีส่วนในแสงสว่างของจิตวิญญาณสากลนี้และมีลักษณะเฉพาะโดยคำนึงถึงหน้าที่พิเศษที่พวกเขาต้องปฏิบัติ ส่วนประกอบทั้งหลายไม่ใช่ปัจจัยที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง แต่เป็นแง่มุมที่ขึ้นกับลักษณาการของสิ่งหนึ่งเดียวนั้น “ท่านเจ้าข้า ความสงบเงียบอันไร้ขอบเขตเป็นอย่างไร ด้วยความยิ่งใหญ่ของมันเอง หรือแม้แต่ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ก็ตาม” อย่างอื่นแขวนอยู่กับพรหมันและพรหมันไม่แขวนอะไรเลย ธรรมชาติอินทรีย์และอนินทรีย์ของความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ กับส่วนรวมนั้นถูกดึงออกมาเป็นข้อความหลายตอน "เนื่องจากซี่ล้อทั้งหมดอยู่ในเพลาและในล้อของล้อ ดังนั้นสิ่งมีชีวิตและเทพเจ้าทั้งหมด โลกและอวัยวะทั้งหมดก็รวมอยู่ในตัวตนนั้นด้วย" “มีต้นไม้โบราณต้นนั้นที่หยั่งรากขึ้นและแผ่กิ่งก้านลง นั่นคือความสดใส พรหมัน เป็นอมตะ โลกทั้งมวลอยู่ในนั้นและไม่มีใครไปไกลกว่านั้น”
เราได้กำหนดความเป็นจริงในฐานะที่เป็นอานันทะ และด้วยเหตุนี้จึงขัดแย้งกับคำกล่าวที่มักกล่าวไว้ว่าที่สุดนั้นไม่สามารถกำหนดได้ ความพยายามอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นจริงที่ครอบคลุมโดยทั่วไปจะสิ้นสุดลงอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม หากเราพยายามปรับตามความเป็นจริงที่ถูกกำหนดกับสิ่งที่ไม่ได้กำหนดซึ่งอุปนิษัทสนับสนุนด้วยแล้วเราจะต้องกล่าวว่าอานันทะในบริบทปัจจุบันไม่ใช่ความเป็นจริงสูงสุด แต่เป็นสิ่งที่รับรู้ได้อย่างสูงสุดโดยความคิดของมนุษย์ มันไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์หรือความเป็นนิรันดร์ซึ่งเคยมีอยู่ในสารัตถะแก่นสารของมันเอง สำหรับจิตใจที่มีเหตุผล ทั้งหมดนั้นมีอยู่จริง และภายในนั้นมีความหลากหลายของโลก อานันทะที่เป็นรูปธรรม คือ ปรามานิกาสัตตฺ (pramanika satta) หรือความจริงแท้ที่เปิดเผยแก่ความคิด และคำตอบของพรหมันสูงสุดที่รามานุชะ (Ramanuja) ยอมรับ พรหมันที่บริสุทธิ์อิสระจากภาคแสดงทั้งหมด คือ นิรุปาทิกะสัตตะ (nirupadhika satta) หรือนิรคุณะ พรหมัน (Nirguna Brahman) ที่ศังกราจารย์ยอมรับ พรหมันแรกเป็นสิ่งที่ก่อตั้งขึ้นทั้งหมด ; พรหมันหลังเป็นของจริงที่ไม่สามารถกำหนดได้ ถึงกระนั้นตามทัศนะของศังกราจารย์แล้ว พรหมันอย่างหลังก็ยังแสดงตนในฐานะเป็นพรหมันอย่างแรก. อัชฌัตติกญาณหนึ่งเดียวปรากฎในฐานะเป็นความรู้ทั้งมวล
ทัศนะที่ต่างกันนี้ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับการตีความอานันทะในคัมภีร์อุปนิษัท ศังกราจารย์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าอานันทมายา (anadamaya) โดยคำต่อท้ายมายาบ่งชี้ว่ามันเป็นเพียงปรากฏการณ์เท่านั้น เว้นแต่จะแตกต่างจากอาตมัน (Atman) ก็ไม่สามารถพูดถึงการให้เหตุผลได้ หากเป็นพรหมันที่บริสุทธิ์ เป็นการไม่เหมาะสมที่จะให้รูปร่างและคุณลักษณะแก่พรหมัน ไม่ว่าจะเป็นศีรษะ แขนขา ตามที่ไตตติริยะอุปนิษัททำ ถ้าอานันทะเป็นพรหมันก็จะไม่กล่าวถึงพรหมันว่าเป็นหางที่สนับสนุนของอานันทะ ดังนั้นศังกราจารย์สรุปว่า "อาตมันที่เป็นอานันทมายาเป็นผล มิใช่อาตมันที่ไม่ถูกปรุงแต่งขึ้น" รามานุชะก็แย้งว่าอานันทะนี้เป็นพรหมัน. มายาคำที่เป็นต่อท้ายบ่งบอกถึงความสมบูรณ์หรือปราคูรยะ (pracurya) เท่านั้น แม้จะเกี่ยวกับสสาร ชีวิต ฯลฯ ก็ตาม เห็นได้ชัดว่ามีอย่างอื่นอยู่ภายใน อันโย’นตะระ อาตมัน (anyo’ntara Atman) ไม่มีความจริงแท้ภายในเช่นว่าสำหรับอานันทะ การพรรณนาแขนขา ฯลฯ ไม่มีอะไรมากไปกว่ากัลปนะ (kalpana) หรือจินตนาการ ปัจฉาพรหม (Puccham Brahma) ไม่จำเป็นต้องถือเอาเป็นนัยถึงความแตกต่างระหว่างอานันทะและพรหมัน ทั้งสองอาจเกี่ยวข้องกันทั้งหมดและบางส่วน ซึ่งบางครั้งเป็นความสำคัญของการใช้กล่าวอ้าง ทันทีที่กล่าวถึงอานันทมยะ พรหมันถูกกล่าวไว้ในอุปนิษัท "โสกามยตา (sokamayata)" "เขาปรารถนา" และเพศชายนี้สามารถอ้างถึงอานันทมายาเท่านั้น มิใช่ปัจฉาพรหมซึ่งเป็นเพศเมีย ความสุขรูปแบบอื่นๆ เช่น ปรียา โมดา รวมอยู่ในอานันทะทั้งมวล และสาวกถึงที่พำนักแห่งสุดท้ายเมื่อไปถึงอานันทะ เรามีหลายกรณีในอุปนิษัทเดียวกันกับที่ใช้คำว่าอานันทะเป็นคำพ้องความหมายสำหรับความเป็นจริงขั้นสุดท้าย
เป็นที่ชัดเจนว่าการโต้เถียงทั้งหมดเกิดจากการสงสัยว่าอานันทะจะต้องถูกมองว่าเป็นเหตุผลสูงสุดหรือสัตภาวะสูงสุด อุปนิษัทไม่ได้แยกความแตกต่างที่หนักแน่นและรวดเร็วระหว่างอัชฌัตติกญาณที่เรียบง่ายซึ่งสนับสนุนโดยศังการาจารย์และรามานุชะที่เป็นรูปธรรม หากเราแยกทั้งสองออกจากกัน เป็นไปไม่ได้ที่เราจะยอมรับความแตกต่างหรือคุณค่าใด ๆ ในโลกของการดำรงอยู่อย่างเป็นรูปธรรม อุปนิษัทกล่าวเป็นนัยว่าอิศวร (Isavar) เป็นหนึ่งเดียวกับพรหมันในเชิงปฏิบัติ การใช้งานที่เข้มงวดมากและความถูกต้องทางปรัชญาที่พิถีพิถันทำให้เราต้องบอกว่ามีการลดลงเล็กน้อยที่สุดเท่าที่จะนึกออกได้จากสิ่งสัมบูรณ์เมื่อเรามาถึงความประจักษ์แจ้งในตนเองว่าเราเป็นเรา. ความแปรปรวนนี้เพียงพอสำหรับศังกราจารย์ ที่จะเร่งให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์ความคิดพื้นฐานและ สู่โลกแห่งอวกาศ เวลา และสาเหตุ อุปนิษัทโดยปริยายยอมรับว่าในขณะที่เราคิดถึงสัตภาวะอันบริสุทธิ์ เราไม่ได้สร้างหลักการของการแบ่งแยกและความแตกต่างโดยพื้นฐานเท่าๆ กัน พระเจ้าที่ประจักษ์แจ้งตนเองซึ่งในเวลาต่อมาได้พัฒนาไปสู่การดำรงอยู่ทั้งหมดที่มีการจัดระบบนั้น เป็นจุดที่สูงสุดของการดำรงอยู่และต่ำสุดของการไม่มีความเป็นอยู่ เขาถูกเจาะน้อยที่สุดด้วยความเป็นปรวิสัยและสัมผัสโดยภาวะภายนอก ความเป็นหนึ่งถูกเปิดเผยในการดำรงอยู่ของโลก และด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถตรวจสอบระดับของความเป็นจริงที่วัตถุของโลกครอบครองได้โดยการวัดระยะทางที่แยกสิ่งเหล่านั้นออกจากสิ่งหนึ่ง ระดับที่ต่ำกว่าแต่ละระดับประกอบด้วยการลดระดับของระดับที่สูงขึ้น แม้ว่าตลอดระดับของการดำรงอยู่จากระดับสูงสุดไปจนถึงระดับต่ำสุด เราก็มีการเปิดเผยของพรหมันตลอดจนลักษณะทั่วไปของพื้นที่ เวลา และสาเหตุ สิ่งต่ำต้อยอยู่ห่างไกลจากสิ่งที่เรียบง่ายกว่าสิ่งที่สูงกว่ามากจนอานันทมายาของอุปนิษัท พราหมณ์ที่เป็นรูปธรรมของรามานุชะ อิศวรของศังกราจารย์อยู่ใกล้กับพรหมันมากที่สุด ไม่มีความใกล้ใดที่สามารถที่จะถูกคิดได้ พรหมันหรืออานันทะผู้สูงสุดในระดับวิญญาณหรือการประจักษ์แจ้งตนเองที่กลายมาเป็นพระอิศวรที่เป็นบุคคลที่มีข้อจำกัดโดยสมัครใจ พระเจ้าหรือตัวตนเป็นรากฐานของความเป็นหนึ่งเดียว และสสารหรือความไม่ใช่ตัวตนจึงกลายมาเป็นหลักการของความหลากหลาย
พรหมันและอาตมัน
BRAHMAN AND ATMAN
ทั้งสองเป็นปรวิสัยและอัตวิสัย เป็นพรหมันและอาตมัน จักรวาลและหลักการทางจิตถูกมองว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พรหมันคืออาตมัน “พระองค์ผู้เป็นพรหมันในมนุษย์ ทรงเป็นพรหมันในดวงอาทิตย์ พระองค์ผู้ทรงเป็นหนึ่ง”แนวความคิดที่เหนือธรรมชาติของพระเจ้าที่ถืออยู่ในคัมภีร์ฤคเวท (Rg-Veda) ได้กลายเป็นสิ่งที่ถาวร อนันต์ไม่ได้อยู่เหนือขอบเขต แต่อยู่ในขอบเขต ลักษณะอัตนัยของคำสอนอุปนิษัทเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ อัตลักษณ์ระหว่างการรับรู้กับวัตถุที่ถูกรับรู้นั้นประจักษ์แจ้งในอินเดียก่อนที่เพลโตจะเกิด เดอุสเซน (Deussen) พูดถึงเรื่องนี้ว่า: "ถ้าเราถอดความคิดนี้ในรูปแบบต่างๆ โดยเป็นรูปเป็นร่างในระดับสูงสุดและไม่ค่อยฟุ่มเฟือยโดยที่ปรากฏในตำราเวทานตะ (Vedanta) และให้ความสนใจในความเรียบง่ายทางปรัชญาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในฐานะที่เป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้าและจิตวิญญาณ พรหมันและอาตมัน จะพบว่ามีความสำคัญเกินกว่าอุปนิษัท เวลา และประเทศ เปล่าเลย เราอ้างว่ามันเป็นคุณค่าอันประเมินค่ามิได้สำหรับมวลมนุษยชาติทั้งหมด เราไม่อาจในการมองไปสู่อนาคต เราไม่ทราบว่าการเปิดเผยและการค้นพบใดที่เตรียมไว้สำหรับจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ถามอย่างไม่สงบ แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจยืนยันด้วยความมั่นใจ ไม่ว่าเส้นทางใหม่และเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยใดๆ ก็ตามที่ปรัชญาแห่งอนาคตอาจปรากฏขึ้น หลักการนี้จะไม่สั่นคลอนอย่างถาวร และจากนั้นจะไม่มีการเบี่ยงเบนใด ๆ เกิดขึ้นได้ หากมีการแก้ปัญหาทั่วไปของปริศนาที่ยิ่งใหญ่ซึ่งนำเสนอตัวเองต่อนักปรัชญาในธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ ยิ่งความรู้ของเราขยายออกไปอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น กุญแจที่สามารถจะพบได้เฉพาะเมื่อความลับของธรรมชาติเปิดให้เราจากภายในเท่านั้น กล่าวคือ ในตัวตนส่วนลึกของเรา ที่นี่เป็นครั้งแรกที่นักคิดดั้งเดิมของอุปนิษัทได้ค้นพบในเกียรติอมตะของพวกเขาเมื่อพวกเขารู้จักอาตมันของเราซึ่งเป็นปัจเจกที่สุดของเราในฐานะพรหมันซึ่งเป็นส่วนลึกที่สุดแห่งธรรมชาติสากลและจากปรากฏการณ์ทั้งหมดของธรรมชาติ” อัตลักษณ์ของปรวิสัยและวัตถุวิสัยนี้ไม่ใช่สมมติฐานที่คลุมเครือ แต่เป็นนัยสำคัญของความคิด ความรู้สึก และความตั้งใจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตัวตนของมนุษย์ไม่สามารถคิด พิชิต และรักธรรมชาติได้ หากคิดไม่ถึง เอาชนะไม่ได้ และไม่น่ารัก ธรรมชาติเป็นเป้าหมายของการรับรู้เชิงอัตวิสัย ค่อนข้างมีเหตุมีผลและเข้าใจได้อย่างละเอียด สามารถควบคุมและคู่ควรกับความรัก มันมีอยู่สำหรับมนุษย์ ดวงดาวทำหน้าที่เป็นโคมไฟสำหรับเท้าของเขา และความมืดกล่อมเขาให้หลับใหล ธรรมชาติเรียกเราสู่ความเป็นจริงทางจิตวิญญาณของชีวิตและตอบสนองความต้องการของจิตวิญญาณ มันถูกสร้างขึ้น ชุบชีวิต และกำกับโดยวิญญาณ จากจุดเริ่มต้นของการไตร่ตรองถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอัตตวิสัยและวัตถุวิสัย การดำรงอยู่ของความจริงส่วนกลางหนึ่งเดียว ที่แผ่ซ่านและโอบรับ 'ทั้งหมด เป็นหลักคำสอนของผู้เลื่อมใสศรัทธา ไสยศาสตร์ทางศาสนาและเป็นสักขีพยานอย่างลึกซึ้งต่อความจริงของคำกล่าวที่ยิ่งใหญ่ว่า "ท่านคือเรา ตัต ตวัม อสิ”(“That art thou” “Tat tvam asi”) เราอาจไม่เข้าใจ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เรามีสิทธิ์เพียงพอที่จะปฏิเสธ
แนวความคิดที่แตกต่างกันของพรหมันสอดคล้องกับความคิดที่แตกต่างกันของอาตมันและสัจภาวะ (vice versa) ในทางกลับกัน ขั้นของการตื่น ฝัน การนอนหลับ และมโนทัศน์ของความปีติยินดีในตนเอง ถูกเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนในงานเขียนพระเวทยุคหลัง และเป็นการตอบแนวความคิดต่างๆ ของพรหมัน พรหมันสูงสุดคืออานันทะ เป็นเพียงอาตมัน ในฐานะที่ถูกรู้แจ้งประจักษ์ในขั้นที่สี่หรือตุรียะ (turiya) การรับรู้และภาวะที่ถูกรับรู้เป็นหนึ่งเดียว ผู้หยั่งรู้ ตาที่มองเห็น และสิ่งที่เห็น รวมกันเป็นหนึ่งเดียว เมื่อเราระบุอาตมันกับการประจักษ์แจ้งในตนเองเชิงปัจเจก พรหมันถูกมองว่าเป็นอิศวรที่ประจักษ์แจ้งพระองค์เองด้วยพลังที่ต่อต้านพระองค์ ในฐานะการประจักษ์แจ้งตนเอง ปัจเจกภาพจะเป็นเพียงสิ่งที่เป็นนามธรรมนอกเหนือจากเนื้อหาหรือวัตถุบางอย่างซึ่งเขาได้รับมาจากตัวตนของเขา แม้พระอิศวรก็ต้องการองค์ประกอบที่ต่อต้านพระองค์ แนวความคิดเกี่ยวกับอิศวรเป็นวัตถุสูงสุดของจิตสำนึกทางศาสนา เมื่ออาตมัน (Atman) ถูกระบุด้วยตัวตนทางจิตใจและสำคัญของมนุษย์ (มนัสและปราณ-manas and prana) พรหมันจะถูกลดระดับลงเหลือเป็นเพียงหิรัณยครรภะ (Hiranyagarbha) หรือวิญญาณจักรวาลซึ่งอยู่ระหว่างอิศวร (Isvara) กับวิญญาณของมนุษย์ หิรัณยครรภะนี้ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับจักรวาลในลักษณะเดียวกับที่วิญญาณแต่ละดวงเกี่ยวข้องกับร่างกายของมัน เราเห็น ณ ที่นี่ถึงอิทธิพลของคัมภีร์ฤคเวท (Rg-Veda) โลกควรจะมีจิตสำนึกและเจตจำนง จิตย่อมไปกับกายเสมอ โลกที่เราอาศัยอยู่มีใจเป็นของตัวเอง และจิตนี้คือหิรัณยครรภะ แนวความคิดเรื่องวิญญาณโลกนี้ปรากฏในพระอุปนิษัทภายใต้ชื่อและรูปแบบต่างๆ มันถูกเรียกว่าการยะพรหมัน (Karya Brahma) หรือพระเจ้าที่เป็นปฏิกิริยา (Brahma of Natura Naturata) ซึ่งแตกต่างจากกรณะ พรหมัน (Karana Brahma) หรือพระอิศวรเป็นเจ้าผู้เป็นสาเหตุ (Causal God of Isvara) หรือ natura naturans พระเจ้าผู้เป็นปฏิกิริยานี้คือผลรวมของการดำรงอยู่ที่สร้างขึ้นซึ่งวัตถุที่มีขอบเขตทั้งหมดเป็นส่วนประกอบ ผลทั้งหมดคือพรหมหรือหิรัณยครรภะ ก็ไม่ต่างจากพรหมันอย่างสิ้นเชิง พรหมันเป็นสิ่งเรียบง่าย เป็นปัจเจกเป็นอัตลักษณ์ที่สูงสุด เป็นหนึ่งเดียว ปราศจากภาวะที่เป็นสอง เมื่อพระองค์ถูกมองว่าเป็นผู้สร้างหรืออิศวร อีกครั้งในฐานะผู้ถูกสร้างหรือหิรัณยครรภะ พระพรหม (Brahma) นี้ยังมาจากพรหมัน (Brahman) พระองค์เป็นบ่อเกิดของพรหม" จักรวาลที่เป็นปรวิสัยทั้งปวงดำรงอยู่ด้วยอัตวิสัยที่ประจักษ์แจ้งนี้ ขณะอัตตวิสัยที่เป็นปัจเจกล่วงไป พระองค์ทรงดำรงชีวิตครุ่นคิดถึงโลก เมื่อเราเป็นหนึ่งเดียวกับอาตมันด้วยร่างกายของเรา พรหมันจะกลายเป็นจักรวาลหรือวิรัต วิรัตคือทั้งหมด คือ การสะกดจิตของมโนทัศน์ของโลกโดยรวม คือผลรวมของสรรพสิ่ง, ผลรวมของการดำรงอยู่ทั้งปวง. “นี่คืออาตมันภายในของสรรพสิ่งซึ่งถูกสร้างด้วยหัวของอัคนีซึ่งมีดวงตาเป็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ซึ่งมีหูเป็นทิศทั้งสี่ซึ่งมีพระเวทซึ่งเปล่งออกมาจากพระองค์ซึ่งลมหายใจคือพระวายุ (Vayu) ซึ่งหัวใจคือจักรวาลทั้งหมด และจากที่โลกเดินไป ร่างกายของวิรัต (Virat) ถูกสร้างขึ้นจากวัตถุที่เป็นสสารในมวลรวม พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่สำแดงออกมาซึ่งมีความรู้สึกเป็นทิศทางซึ่งมีร่างกายเป็นธาตุทั้งห้าและมีจิตสำนึก เปล่งประกายด้วยความรู้สึกว่า "ฉันคือทุกคน" ก่อนการวิวัฒนาการของวิรัต จะต้องมีวิวัฒนาการของสูตราตมัน (Sutratman) ปัญญาจักรวาล หรือหิรัณยครรภะ ต้องมีร่างกายที่บอบบางทั้งหมดสำหรับยานของเขา วิรัตมาอยู่เบื้องหลังหิรัณยครรภะ ในรูปของวิรัต หิรัณยครรภะจะมองเห็นได้ จนกว่าปฏิกิริยาจะพัฒนา สูตรามันนี้เป็นจิตสำนึกที่เกี่ยวข้องกับร่างกายบอบบาง (suksma sarira) ทรงดำรงอยู่เป็นแต่เพียงศักยภาพแห่งปัญญาและการเคลื่อนไหว (Vijnana and Kriya) ในเหตุแรก วิรัตคือตัวตนที่เป็นสากลซึ่งปรากฏอยู่ในสสารมวลรวมของโลก พรหมก็เหมือนกันที่ประจักษ์ในสสารที่ละเอียดอ่อนของจักรวาล พระสูตรามันคือหิรัณยครรภะ ตัวตนสูงสุดที่อยู่เหนือเหตุและผลคือพรหมัน แต่เมื่อพรหมันกลายมารับรู้ตนเองโดยไม่มีอัตตาต่อต้าน เราก็มีพระอิศวร ตารางต่อไปนี้แนะนำโครงร่าง:-
อัตวิสัย (Subject-Atman). ปรวิสัย (Object-Brahman).
1. ตัวตนทางร่างกาย (Visva). 1. จักรวาล (Virat or Vaisvanara).
2. ตัวตนหลัก (Taijasa). 2. จิตวิญญาณของโลก (Hiranyagarbha).
3. ตัวตนทางสติปัญญา (Prajna). 3. การประจักษ์แจ้งอาตมัน (Isvara).
4. ตัวตนที่เป็นอัตฌัชติกญาณ (Turiya). 4. อานันทะ (Brahman).
หากอนุญาตให้ใช้เหตุผลได้ เราก็อาจกล่าวได้ว่าพรหมันแห่งอุปนิษัทนั้นไม่มีนามธรรมในเชิงอภิปรัชญา ไม่มีอัตลักษณ์ที่ไม่ทราบแน่ชัด ไม่มีความว่างเปล่าแห่งความเงียบงัน เป็นสัตภาวะที่สมบูรณ์และแท้จริงที่สุด เป็นจิตวิญญาณที่มีชีวิตชีวา แหล่งกำเนิดและภาชนะบรรจุของรูปแบบความเป็นจริงที่หลากหลายอย่างไม่สิ้นสุด ความแตกต่างแทนที่จะถูกละลายไปเป็นภาพลวงตา กลับถูกเปลี่ยนสภาพในความเป็นจริงสูงสุด พยางค์ "โอม-AUM" ซึ่งโดยทั่วไปใช้แทนธรรมชาติของพรหมัน ได้ดึงเอาลักษณะเฉพาะของพรหมันออกมา เป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณสูงสุด "สัญลักษณ์ของผู้สูงสุด" “โอม-AUM” เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นรูปธรรมตลอดจนความสมบูรณ์ หมายถึงคุณสมบัติหลักสามประการของจิตวิญญาณสูงสุดที่เป็นตัวเป็นตนเป็นพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะในวรรณคดีในภายหลัง "A" คือพระพรหมผู้สร้าง "U" คือพระวิษณุผู้พิทักษ์ และ "M" คือพระศิวะผู้ทำลายล้าง อีษาอุปนิษัทขอให้เราบูชาพรหมันทั้งในสภาพที่ประจักษ์และไม่ประจักษ์ ไม่ใช่คำสมมติที่เป็นนามธรรมที่อุปนิษัทเสนอให้เรา มีความแตกต่างแต่ยังมีตัวตน พรหมันเป็นอนันต์ ไม่ใช่ในความหมายที่ไม่รวมขอบเขต แต่ในแง่ที่ว่าเป็นพื้นฐานของขอบเขตทั้งหมด เป็นนิรันดร์ไม่ใช่ในแง่ที่ว่าเป็นสิ่งที่ย้อนหลังไปตลอดกาล ราวกับว่ามีสองสถานะชั่วคราวและนิรันดร์ สถานะหนึ่งเข้ามาแทนที่อีกสถานะหนึ่ง แต่เป็นความจริงที่ไร้กาลเวลาของทุกสิ่งในกาลเวลา สัมบูรณ์ไม่ใช่ทั้งอนันต์หรือภาวะอันจำกัด ตัวตนหรือการตระหนักรู้ ชีวิตหนึ่งเดียวหรือการแสดงออกที่หลากหลาย แต่เป็นของจริงที่รวมและอยู่เหนือตัวตนและการตระหนักรู้ชีวิต และการแสดงออกของมัน มันคือน้ำพุแห่งจิตวิญญาณที่แตกออก บานสะพรั่ง และแยกตัวออกเป็นศูนย์จำกัดจำนวนนับไม่ถ้วน คำว่า พรหมัน หมายถึง การเจริญ เป็นเครื่องชี้ถึงชีวิต การเคลื่อนไหว และความก้าวหน้า ไม่ใช่ความตาย ความนิ่ง หรือความซบเซา ความจริงแท้อันสูงสุดถูกอธิบายในฐานะที่เป็นสัต (sat) จิต (cit) อานันทะ (ananda) การดำรงอยู่ การรับรู้และความสุข "ความรู้ พลัง และการกระทำเป็นธรรมชาติของมัน" มันเกิดจากตัวเอง ไตรติริยะกล่าวว่าพรหมันคือความมีอยู่ (existence) การตระหนักรู้ (consciousness)และอนันต์ (infinity) มันเป็นความจริงในเชิงสร้างสรรค์ "ความสัมบูรณ์เป็นนั่น ความสัมบูรณ์คือนี่" เป็นที่แน่ชัดว่าความจริงขั้นสูงสุดไม่ได้ถูกคิด หรือบังคับ หรืออยู่เพียงลำพัง แต่เป็นเอกภาพของการดำรงอยู่ของแก่นแท้ (essence) และการดำรงอยู่ (existence) ของอุดมคติและความเป็นจริงของความรู้ ความรักและความงาม แต่อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้ว มีเพียงเราเท่านั้นที่สามารถอธิบายเชิงปฏิเสธได้ แม้ว่าจะไม่ใช่หลักการที่กำหนดไม่ได้เชิงปฏิเสธก็ตาม
