วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก โดย Ioana Vlad เปรียบเทียบการพัฒนาระบบ HTA (Health Technology Assessment) ของประเทศฟิลิปปินส์และไทย ชี้ให้เห็นว่าระบบสุขภาพไทยบูรณาการ HTA เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ อ่านบทคัดย่อได้ที่ (๑) และวิทยานิพนธ์ฉบับเต็มได้ที่ (๒)
เรื่องราวของ HTA ไทยเป็นเรื่องราวของความสำเร็จ สร้างชื่อเสียงกระฉ่อนโลก ในขณะที่เรื่องราวของ HTA ฟิลิปปินส์ต่างออกไป ทั้งสองประเทศมีประวัติของเรื่องนี้ยาวนานพอๆ กัน คือกว่า ๓๐ ปี จากการผลักดันช่วยเหลือขององค์การระหว่างประเทศและต่างประเทศ
องค์กรของไทยที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดคือ สวรส. ว่าได้พยายามดำเนินการส่งเสริมกลไกนี้ให้เกิดขึ้นในระบบของกระทรวงสาธารณสุข และมีการก่อตั้งขึ้นในกรมการแพทย์ แต่ในที่สุดก็ดำเนินการอย่างจำกัดภายใต้สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ (IMRTA) ส่วนการก่อตั้ง HITAP สวรส. มีส่วนเกี่ยวข้องทางอ้อม หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงคือ สสส. โดยสนับสนุนทุนดำเนินการโครงการ ๒ ช่วง แก่ นพ. ยศ ตีระวัฒนานนท์
ผมอ่านเอกสารนี้คร่าวๆ และสรุปกับตนเองว่า ไทยประสบความสำเร็จเพราะองค์กรหลักคือ HITAP เป็นหน่วยงานลูกครึ่ง คือครึ่งรัฐครึ่งเอ็นจีโอ ในขณะที่หน่วยงานนี้ของฟิลิปปินส์เป็นหน่วยราชการ จุดแข็งของไทยอีกประการหนึ่งคือ เราเชื่อในประโยชน์ของข้อมูลหลักฐานสำหรับใช้ในการกำหนดนโยบาย ที่วิทยานิพนธ์ใช้คำว่า evidence infrastructure และอีกประการสำคัญคือ ระบบราชการของกระทรวงสาธารณสุขไทยให้ความยืดหยุ่นให้ข้าราชการออกไปแสดงบทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในฐานะปัจเจกบุคคล หรือทีมงานนอกระบบราชการได้
มองอีกมุมหนึ่ง เอกสารวิทยานิพนธ์นี้ คล้ายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของพัฒนาการของระบบสุขภาพไทย ที่บันทึกเหตุการณ์ย้อนหลังไปห้าสิบปี ช่วงที่ขบวนการอุดมการณ์ของนักศึกษาเบ่งบาน เกิดชมรมแพทย์ชนบท ที่เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้นำในการพัฒนาระบบสุขภาพในเวลาต่อมา
HTA ของทั้งสองประเทศเริ่มจากความพยายามแก้ปัญหาการซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ราคาแพงมากเหมือนกัน แล้วจึงค่อยๆ เปลี่ยนโฟกัสมาเป็นแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายของบริการพื้นฐานทั่วๆ ไป ในทั้งสองประเทศ ระบบบริการสุขภาพของไทยร้อยละ ๗๐ เป็นภาครัฐ ในขณะที่ของฟิลิปปินส์ภาคธุรกิจเอกชนเป็นภาคนำ นี่คืออีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ HTA ของฟิลิปปินส์ไม่ค่อยก้าวหน้า
พัฒนาการของ HTA เกิดขึ้นในระบบที่ซับซ้อน มีทั้งฝ่ายที่ต้องการใช้ข้อมูลหลักฐานเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม กับฝ่ายที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตน เพื่อขายสินค้าของตนในราคาที่ตนได้กำไรสูงสุด
ผมชอบข้อสรุปของวิทยานิพนธ์ ว่าข้อแตกต่างระหว่าง ๒ ประเทศคือ ไทยมุ่งใช้การพัฒนา HTA เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย ให้มุ่งรับใช้คนยากจนและคนทั่วไป จึงมุ่งใช้ HTA เป็นเครื่องมือสร้างข้อมูลหลักฐานเพื่อการกำหนดนโยบาย ในขณะที่ฟิลิปปินส์มุ่งพัฒนา HTA เพื่อความเข้มแข็งของ HTA เอง
ผมตีความว่า ไม่ว่าเรื่องใด ปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จและล้มเหลว ขึ้นกับความซับซ้อนและเป็นพลวัตด้าน V-A-S-K ของผู้เกี่ยวข้อง (stakeholders) V = values - ค่านิยม, A = attitude - เจตคติ, S = skills - ทักษะ, K = knowledge – ความรู้ โชคดีที่ค่านิยมของผู้เกี่ยวข้องของไทย ที่นำโดย ดร. นพ. ยศ ตีระวัฒนานนท์ คือ ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนยากจน ของประเทศ
เราน่าจะนำวิทยานิพนธ์นี้มาร่วมตีความต่อ เพื่อทำความเข้าใจพลวัตของการพัฒนาและใช้ประโยชน์ HTA ในระบบสุขภาพไทย และน่าจะนำมาใช้เป็นกรณีศึกษาเชื่อมโยงไปยัง systems research ของระบบอื่นๆ ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบการศึกษา
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ก.ค. ๖๕