ผมได้รับ อีเมล จาก ศ. ดร. นพ. สุรศักดิ์ บูรณตรีเวทย์ ดังต่อไปนี้

 

รายงานส่วนบุคคลรายวิชาเวชศาสตร์ชุมชนและเวชศาสตร์ครอบครัว 1 ของผม

เริ่มเข้ากลุ่มย่อยวันแรก ให้ นศ ตอบคำถาม 20 ข้อ เพื่อทำความรู้จักกัน และให้แต่ละคนบอกความคาดหวังในการเรียนรายวิชานี้ ผมบอก นศ ถึงความคาดหวังผมคือ ทำให้ นศ เรียนรู้ครบตามวัตถุประสงค์รายวิชาอย่างมีความสุข ในคาบกลุ่มย่อยครั้งแรกผ่านไปด้วยดี นศ ขยันขันแข็งกันมีส่วนร่วม บรรยากาศการเรียนดี จากนั้น นศ เข้าชุมชนใน อ.ลาดหลุมแก้ว วันแรกไปที่ รพสต เพื่อรับฟังข้อมูลของชุมชนที่จะเข้าศึกษา จากนั่นแบ่งกลุ่มไปนั่งคุยกับ อสม ตามกลุ่มตนเอง อสม หมู่บ้านนี้ได้รับการเข้าเรียนของ นศ มาหลายกลุ่ม และเป็น อสม ที่ขยันขันแข็งมาก หลังคุยเสร็จได้เข้าไปในหมู่บ้านเพื่อพูดคุยทำความรู้จัก นศ แบ่งกลุ่มย่อยกลุ่มละ 3-4 คน (ทั้งกลุ่ม 11 คน) ผมติดตามไปกับ นศ โดยนั่งสังเกตอยู่เงียบ ๆ มีนาน ๆ ครั้งที่ชาวบ้านพูดถึงสุขภาพของตนเองผมจะสอบถามหลังจาก นศ พูดจบแล้ว วันแรกมี อสม มาพาเดิน 3 คน โดยมี 1 คนเป็น อสม นอกหมู่บ้าน เนื่องจาก อสม เคยพา นศพ ของมหาวิทยาลัยอื่นเข้าสัมภาษณ์ชาวบ้านก่อนหน้านี้ไม่นาน นศพ กลุ่มนั้นเป็นปี 4 และเตรียมคำถามมาอย่างละเอียดและเข้าสัมภาษณ์ไม่กี่วันก็เสร็จ ทำให้พอ อสม เห็น นศ กลุ่มเราแค่แนะนำตัวสร้างความสัมพันธ์จึงแนะนำว่าให้สอบถามข้อมูลอื่น ๆ ไปด้วยเลย นศ จึงเริ่มรวน เพราะ รายวิชาได้เตรียมให้ นศ ศึกษาชุมชน 8 วัน โดย 2-4 วันแรกได้วางโครงคร่าว ๆ ให้สร้างความสัมพันธ์กับชาวบ้าน และพอเรียนกลุ่มย่อยครั้งที่ 2 หลังจากนั้นจึงจะมีการอภิปรายเรื่องสุขภาพ 3-4 มิติ ปัจจัยกำหนดสุขภาพ และความสัมพันธ์สุขภาพกับปัจจัยกำหนดสุขภาพ จากนั้นจึงเข้าไปสัมภาษณ์ สังเกตชาวบ้านเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ตรงนี้อาจเป็นความผิดพลาดของอนุกรรมการรายวิชาซึ่งรวมผมอยู่ด้วยที่วางแผนให้เน้นหนักเรื่องสร้างความสัมพันธ์ แต่บริบทในชุมชนแตกต่างออกไปจากการที่คณาจารย์วางแผนไว้ ตรงนี้ก็ต้องขอโทษ นศ ด้วยที่ทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ตรงนี้แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นครูอาจารย์หรือ นศ ก็สามารถทำผิดได้ ขอเพียงไม่ส่งผลกระทบรุนแรงและนำสิ่งที่เรียนรู้กลับมาปรับปรุงต่อไป

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว นศ ได้พยายามแก้ไขโดยสัมภาษณ์ประเด็นที่คิดได้เองตอนนั้น ทำให้แต่ละกลุ่มย่อยสัมภาษณ์แตกต่างกันไป ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการตรงนั้น เนื่องจาก ต้องการให้ นศ ได้เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง เพราะ ผมยึดอยู่กับ problem-based learning ในมุมมองของผม นศ แก้สถานการณ์ได้ดีแม้เป็นการเข้าศึกษาชุมชนเป็นครั้งแรกในชีวิต ผมมารู้ภายหลังว่า นศ เครียดมากกับสถานการณ์ตอนนั้น ผมต้องขอโทษด้วยที่ผมไม่ได้รับรู้ตอนนั้นได้เร็วเท่าที่ควร เนื่องจาก ตอนนั้นผมเองก็ต้องสำรวจภายในตัวเองอย่างมากที่ผมขุ่นมัวเพราะ อสม พยายามเร่งเร้า นศ มากเกินไปและ นศ ส่งสายตาอ้อนวอนให้ผมเข้าช่วย แต่ผมก็ตัดสินใจปล่อยให้สถานการณ์ไหลไปเอง วันแรกนี้มีสิ่งที่ต้องชื่นชมคือถึงแม้ นศ มีรถตู้ใช้ประจำกลุ่มแต่ก็ไม่ได้เรียกใช้เลย อาศัยการเดินยาวและให้รถมารับที่ปลายทาง อึดกันมาก ๆ พอเสร็จการสัมภาษณ์วันนั้นกลับมาที่คณะ ผมจึงขอคุยกลุ่มนอกรอบเพื่อเตรียมการสำหรับวันต่อไปและให้ นศ ไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาเชิงคุณภาพ และสุขภาพ ปัจจัยกำหนดสุขภาพคร่าว ๆ และตกลงว่าเมื่อเรียนกลุ่มย่อยครั้งที่ 2 แล้วจะปรับแนวคำถามอีกครั้ง

วันเข้าศึกษาชุมชนวันที่ 2 นศ เตรียมการมาแล้ว ทำให้สามารถสร้างความสัมพันธ์และสัมภาษณ์ สังเกตสุขภาพ ปัจจัยกำหนดสุขภาพได้มากกว่าวันแรก โดยตกลงว่าหากขาดข้อมูลอะไรจะเข้าไปเก็บครั้งต่อ ๆ ไป วันที่ 2 ตรงกับวันหยุดทำให้ชาวบ้านวัยทำงานอยู่บ้านให้สัมภาษณ์ วันนั้น (และวันต่อ ๆ มา) มี อสม 2 คนพาเดิน แวะมาคุยเรื่อง อสม ผมถามว่ามาเดินกันแค่ 2 คนไม่เหนื่อยหรือ อสม ทั้งสองเล่าว่า อสม ที่เหลืออายุมากและสุขภาพไม่แข็งแรงจึงไม่อยากให้ลำบาก ผมถามเรื่องการทำงานอื่น ๆ ของ อสม ในหมู่บ้าน ก็ได้รู้ว่าหากไม่ใช่งานที่ต้องใช้กำลังคนมาก ๆ ก็จะทำกัน 2 คน ผมถามว่าไม่รู้สึกน้อยใจที่ทำกันแค่ 2 คนหรือ คำตอบทำให้ผมรู้สึกละอายใจเลย อสม ทั้งสองบอกว่าไม่รู้สึกอย่างนั้นเลยและไม่อยากให้เปลี่ยน อสม ที่ไม่ทำงานออกไป เพราะ อสม เหล่านั้นทำงานมานานแล้ว ตอนที่ อสม เหล่านั้นสุขภาพดีก็ได้ทำงานอย่างเต็มที่ถึงแม้ตอนนั้นยังไม่มีค่าตอบแทน อสม และตอนนี้เวลาระดมคนกันก็ยังมาช่วยกันอยู่ มี อสม สูงอายุหลายคนขอลาออกจาก อสม แต่ก็ถูกรั้งไว้ด้วยเหตุผลนี้ ทัศนคติของ อสมทั้งสองดีมาก ๆ ผมได้กล่าวชมไป

วันที่ 2 ของการศึกษาชุมชนผ่านไปด้วยดีท่ามกลางอากาศที่ร้อนกว่าวันแรกมาก ๆ แต่ นศ ก็ขยันขันแข็งไม่ย่อท้อกัน พอมาถึงเรียนกลุ่มย่อยครั้งที่ 2 ตรงกับเช้าวันจันทร์ซึ่ง นศ หลายคนในกลุ่มต้องไปช่วยงานปฐมนิเทศ นศ ใหม่ของมหาลัย จึงตกลงกันว่าจะเลื่อนมาเรียนกันวันอาทิตย์แบบออนไลน์แทน ในการเรียนกลุ่มย่อยครั้งที่ 2 นศ ได้อ่านหนังสือเตรียมการมาอย่างดี แต่เอกสารบางอย่างที่รายวิชาเตรียมไว้ให้มีไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด นศ จึงไม่ได้อ่านครบทุกเรื่องที่ควรอ่านมา และผมได้บอกกับ นศ ไป ตั้งแต่เรียนกลุ่มย่อยครั้งแรกแล้วว่าผมต้องการให้ นศ ได้ศึกษาทฤษฎีหลักการก่อนที่จะไปทำจริงในชุมชน ทำให้ผมต้องให้ นศ ไปหาอ่านประเด็นที่ยังหามาไม่ครบมาก่อนเข้าศึกษาชุมชน และ นศ ตกลงกับผมว่าจะส่งแนวคำถามให้ดูก่อนเข้าศึกษาชุมชนวันที่ 3 กระบวนการกลุ่มในครั้งที่ 2 นี้ ช่วงแรก ๆ นศ ช่วย ๆ กันตอบได้ดีมาก (เนื่องจาก การประเมินกลุ่มย่อยรายวิชานี้อาศัยการพูดของ นศ แต่ละคนด้วน ผมได้บอกไปตั้งแต่ครั้งแรกว่าการเรียนเป็นกลุ่มนอกจากการเรียนเนื้อหาแล้ว ทักษะทำงานเป็นทีมก็สำคัญ ดังนั้นให้ นศ ลองไปหาวิธีช่วยให้เพื่อน ๆ ได้พูดกันทุกคน) แสดงว่า นศ ได้เตรียมกันเพื่อให้พูดกันทุกคนมาก่อน แต่พอท้าย ๆ นศ เริ่มหมดแรงเนื่องจากใกล้เที่ยงและหลายคนไม่ได้กินอาหารเช้ามา พอจบกลุ่มย่อยผมมาทบทวนตัวเองในกระบวนการกลุ่ม ทำให้เริ่มลังเลว่าควรจะบอก นศ ไปเลยถึงเนื้อหา หรือจะคงให้ นศ ไปหาด้วยตนเอง ท้ายสุดผมก็ยังยึดเรื่องให้นศ เรียนรู้ด้วยตนเองอยู่ ตามที่ครูแพทยศาสตรศึกษาคนแรกของผม ท่าน อ ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์เคยสอนไว้ว่าให้สอน นศ ให้เรียนรู้การจับปลาดีกว่าการให้ปลา

เย็นก่อนเข้าชุมชนวันที่ 3 นศ ก็ส่งแนวคำถามมาให้ดู จริง ๆ ผมอยากคุยนอกรอบกับ นศ ก่อนเข้าชุมชน แต่ นศ ติดกิจกรรมของมหาลัย และคณะช่วงนั้นค่อนข้างมาก จึงไม่สามารถคุยกันได้ ผมไม่เคยโทษกิจกรรมนอกหลักสูตรว่าทำให้เสียเวลาเรียน เพราะ ผมเชื่อว่ากิจกรรมนอกหลักสูตรเป็นการสร้างความเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้นให้กับ นศ และผมชื่นชม นศ ที่ทำกิจกรรมนอกหลักสูตรเพราะมีจิตใจที่ดีถึงแม้เหนื่อยมากขึ้นก็ยังทำ เมื่ออ่านแนวคำถามผมก็เห็นว่ายังไม่ครบแต่ก็ใช้ได้แล้ว จึงตกลงกับ นศ ว่าจะสัมภาษณ์ไปก่อน และเมื่อเรียนกลุ่มย่อยครั้งต่อไปแล้วจะปรับแนวคำถามอีกรอบ วันที่ 3 ของการศึกษาชุมชน นศ ทำได้คล่องแคล่วมากขึ้น บางคนที่ดูเงียบ ๆ ในตอนเรียนกลุ่มย่อยก็สามารถพูดคุยกับชาวบ้านได้ดี เมื่อโอกาสมาถึงสิ่งที่ไม่เคยทำก็สามารถทำได้ดี พอจบวันที่ 3 นศ ตกลงว่าวันต่อไปจะไปเก็บข้อมูลที่ รพสต ผมจึงถาม นศ ว่าจะคุยกับผมก่อนไหม นศ ตอบว่าไม่ ผมด้วยความเดือดดาลไม่ฟัง นศ ก่อน จึงบอก นศ ให้ไปทำกันดูเอง และผมก็ออกจาก line กลุ่มมา ที่ผมเดือดดาลตอนนั้น เพราะ ผมคิดว่า นศ ไม่อยากเรียนรู้ก่อนไปทำจริง ขัดกับความยึดมั่นที่ผมถืออยู่ว่าต้องมีความรู้บ้างก่อนทำจริงเพื่อไม่ให้ชุมชนเดือดร้อน หลังจากผมออกจาก line กลุ่ม ก็เกิดความวุ่นวาย นศ หลายคนติดต่อมาเพื่อให้ผมกลับเข้ากลุ่ม เพื่อคุยเคลียร์กัน แต่ผมไม่ได้เข้า เพราะ หากเข้า นศ ที่ติดกิจกรรมนอกหลักสูตรก็ต้องทิ้งงาน ผมจึงเลือกส่งข้อความให้ นศ ลองทำกันเองดูแล้วค่อยมาคุยกัน หลังจาก นศ ไปเก็บข้อมูล รพสต แล้ว ผมก็กลับเข้ากลุ่มและเขียนอธิบายเหตุผล ความรู้สึกของผม และขอโทษในส่วนที่ผมหุนหัน

พอเข้ากลุ่มย่อยครั้งต่อมา ผมก็รับรู้ได้ว่าบรรยากาศไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่ผมไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขเรื่องที่ผ่านมาได้ ในการเรียนกลุ่มย่อยครั้งนั้น นศ อ่านหนังสือมาอย่างเต็มที่ ผมจำไม่ได้ว่าผมเอ่ยปากชมไปหรือเปล่า เข้าใจว่าไม่ได้ชม ก็ชมตอนนี้ละกัน จากนั้นก็เตรียมการเข้าศึกษาชุมชนวันต่อไป เข้าสัมภาษณ์บ้านที่ยังไม่ได้เข้า และเข้าบ้านเดิมที่ยังไม่สัมภาษณ์บางประเด็น ในช่วงเดียวกันโควิด 19 ก็เป็นประเด็นอุปสรรคการเรียน นศ บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยง บางคนติดโควิด ทำให้ต้องปรับการทำงานมากพอควร และที่น่าเสียดายสำหรับผมคือไม่ได้นั่งกินข้าวในชุมชนพร้อมกันทั้งกลุ่มอีกเลยเพื่อป้องกันโควิด

เมื่อเข้าศึกษาชุมชนเสร็จสิ้น นศ เก็บข้อมูลได้ดี และมีทักษะพูดคุยกับชาวบ้านได้ดี ตัดจบมาถึงเรียนกลุ่มย่อยครั้งสุดท้าย ผมต้องเลื่อนตารางสอนจากเช้าวันพุธมาเป็นคืนวันอังคาร เพราะ ผมติดภารกิจไปเป็นกำลังใจให้ลูกชายในวันพุธ วันอังคารนั้นผมไปค้างบ้านคุณพ่อคุณแม่และมีประเด็นต่าง ๆ มาทั้งวัน ทำให้พอเข้ากลุ่มย่อยออนไลน์และ นศ ไม่สามารถตอบเรื่องปกครองส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นและหน้าที่เกี่ยวกับสุขภาพได้ ผมจึงโมโหและหลุดปากไปว่า ประเทศชาติเป็นแบบนี้ เพราะ แม้แต่คนที่มีความรู้สูงก็ยังไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับประเทศตนเอง ตรงนี้ถือเป็นความเลวอย่างมาก ๆ ของผมที่ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ หลังจากนั้นก็เรียนกลุ่มย่อยต่อไป และตอนท้ายก็ให้ feedback กระบวนการกลุ่ม นศ บอกว่าผมเป็น facilitator ที่ดี แต่ทำให้เครียด ผมก็บอกไปว่าผมล้มเหลวที่ผมไม่สามารถทำให้ นศ เรียนรู้ได้อย่างมีความสุข ผมได้เรียนรู้จาก นศ ว่า นศ พยายามเต็มที่แต่ยังไม่ได้ตามที่ผมคาดหวัง ผมถาม นศ ว่าทำไมต้องทำอะไรเพื่อให้อาจารย์ หรือพ่อแม่พอใจด้วย นศ คนหนึ่งตอบมาว่า เพราะ พ่อแม่ อาจารย์มีความหวังดีจึงทำตาม ผมชื่นชมวันนั้นมาก ๆ ถึงแม้ นศ โดนผมถามแต่แรก แต่ตอน feedback ตอนท้าย นศ ยังกล้าที่จะบอกผมตรง ๆ ขอบคุณมากครับที่ช่วยสะท้อนให้ผมเห็นตัวเอง นศ ทุกคนทำได้ดีมากแล้วครับ อย่ามาทำตามความคาดหวังของผมเลย เพราะ ผมขยายความคาดหวังด้านความรู้ขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่มีจบสิ้น ขอบคุณมากครับ.

.............................