...มีนิทานนมนานกาเล ปูนาขาเกตัวใหญ่ซะไม่มี....
เปล่าหรอกครับ....ผมไม่ได้มาร้องเพลง "ปูนาขาเก" ของแคทลียา มารศรี นะครับ แต่เผอิญอ่านบันทึกของท่านต่างๆ ใน blog เรื่องเกี่ยวกับการจัดการศึกษา แล้วเพลงนี้ก็ดังแว่วเข้ามาในหูจากข้างบ้านที่เค้ายังเปิดเพลงฟังเพื่อผ่อนคลายหลังเหนื่อยล้ากับการฉลองเทศกาลปีใหม่มาตลอดหลายวันหลายคืน....
ฟังเพลงแล้วก็ผนวกกับเรื่องที่กำลังอ่านอยู่เลย หลายยุคหลายสมัยกับการจัดการศึกษาของบ้านเรานึกอะไรไม่ออก (หรือเห็นว่าดีตามๆ กันมาก ..แต่ที่จริงก็ดีนั่นแหละครับ) ก็เน้นไปที่ "Morality" หรือ "การเรียนรู้คู่คุณธรรม" ที่จริงเป็นเรื่องที่ดีเลยทีเดียวเชียว หลายโครงการ หลายกิจกรรมจึงผุดขึ้นมาจากผู้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เช่น วิถีพุทธ วิถีธรรม คุณธรรมนำชีวิต ธนาคารความดี ค่ายพุทธบุตร ฯลฯ หลายสถานศึกษาจัดทำกันอย่างต่อเนื่อง และไม่ลืมที่จะนำมาต่อยอดและสืบเนื่องจนได้ผลผลิตทางการศึกษาที่ดี ซึ่งเราท่านทั้งหลายควรชื่นชม
แต่ประเด็นที่ผมฉุกคิดขึ้นมาในช่วงฟังเพลงนั้น เราก็มานึกถึงเรื่องราวที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้พบ ได้เห็น จากเรื่องจริง จากข่าว จากสื่อมวลชนต่างๆ ยังคงมีครู-อาจารย์ส่วนหนึ่ง (อาจจะเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น!!!!) ยังทำตัวเป็นแม่ปู คือพร่ำสอนลูกปู อันได้แก่นักเรียนให้ยึดมั่นในคุณธรรมต่างๆ นานา แต่ตัวเองไม่ทำตนเป็นตัวอย่างที่ดีให้นักเรียนได้เห็นเป็นแบบอย่าง เอาเรื่องใกล้ตัวง่ายๆ ที่ผมขอยกตัวอย่างให้ท่านได้นึกตามดังนี้
1. ท่านยังเห็นเพื่อนครูสูบบุรี่ เสพสิ่งเสพติดของมึนเมาหรือไม่?
2. ท่านยังเห็นเพื่อนครูไม่ซื่อตรงต่อสามี หรือ ภรรยา ของเขาหรือไม่?
3. ท่านยังเห็นเพื่อนครูฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือไม่?
4. ท่านยังเห็นเพื่อนครูที่เห็นแก่ตัวหรือไม่?
5. ท่านยังเห็นเพื่อนครูขาดสำนึกของความเป็นครูหรือไม่?
ฯลฯ
หากท่านยังเห็นอยู่.....นั่นก็คือคำตอบว่ายังมีครูบางคนที่ยังทำตัวเป็นแม่ปูสอนลูกปูอยู่ แต่ถ้ามีคนบอกว่าไม่เห็นแล้ว (จริงๆ) ผมก็น่าจะปรบมือให้กับครูไทยนะครับที่ไม่มีใครเป็นแม่ปูแล้ว
ส่วนหนึ่งของการสอนคุณธรรมให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้คู่คุณธรรมนั่น ผมก็คิดว่า
"คุณ น่ะ ต้อง ทำ เป็น ตัวอย่าง"
เรื่องใกล้ตัว ง่ายต่อการกระทำ ง่ายต่อการคิด
ง่ายต่อการผิดและการถูก รวมทั้งง่ายต่อการลืม
แม่ปูนั้นสอนลูกปู ย่อมเป็นเช่นนั้น
เสริมสร้างคุณธรรม ด้วยการ พร่ำบ่น สิ่งที่ได้ผลคือ การได้สอน
ต่อเมื่อครูสามารถ สร้างกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีชีวิต มีความหมาย และแฝงไว้ด้วยโอกาสที่ผู้เรียนจะได้พัฒนาคุณธรรมในตน โดยไม่รู้ตัว เมื่อนั้นก็เป็นอันหวังได้ ว่าจะบังเกิดผล ส่วนจะมาก-น้อย ช้า-เร็ว ก็ขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย แต่หนึ่งในนั้นที่ขาดไม่ได้ คือครูต้อง ทำ หรือ เป็นแบบอย่าง ในเรื่องที่จะปลูกฝังเขา แม้จะไม่สมบูรณ์ที่สุด ก็ขอให้เด็กเห็นว่าเราพยายามเป็นอย่างนั้น ก็ยังดี .. เปรียบได้กับพระที่สอนเรื่อง นิพพาน ไม่จำเป็นต้องบรรลุธรรมขั้นสูง แต่อย่างน้อยท่านก็ควรจะหันหน้าไปทางนั้น และกำลังเดินทางอยู่